อาการทะลายเน่าในปาล์มน้ำมันนั้นเกิดจากเชื้อรา Marasmius palmivorusซึ่งจะแสดงอาการให้เห็นในระยะแรกคือจะพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราบนทะลายปาล์ม เส้นใยเจริญอยู่บริเวณช่องระหว่างผลปาล์มน้ำมัน โคนทะลายที่ติดทางใบต่อมาเส้นใยขึ้นปกคลุมทะลายทำให้ผลเน่าเป็นสีน้ำตาล แห้ง มีเชื้อราชนิดอื่นๆ เข้าทำลายต่อภายหลัง ในแปลงที่ไม่มีการกำจัดทะลายที่แสดงอาการเน่าออกจากต้น เชื้อราดังกล่าวจะกระจายไปยังทะลายใกล้เคียงตลอดจนโคนทาง ก้านทาง และใบย่อย สำหรับการระบาดนั้นส่วนใหญ่จะแพร่กระจายสปอร์โดยลม
การควบคุมป้องกันโรค
1.หลีกเลี่ยงการไว้ทะลายปริมาณมาก ช่วงต้นปาล์มน้ำมันกำลังเจริญเติบโตให้ผลผลิตระยะแรก โดยให้ตัดช่อดอก(ทะลาย)ทิ้ง หรือช่วยผสมเกสรช่วงที่มีเกสรตัวผู้หรือแมลงช่วยผสมน้อย และควรตัดทะลายที่ผสมเกสรไม่สมบูรณ์ออกให้หมด ตลอดจนการตัดแต่งก้านทางใบให้สั้นลงเป็นการลดความชื้นที่คอทาง
2.ฉีดพ่นกำจัดสปอร์เชื้อราด้วยสารจุนสี (ฟังกัสเคลียร์) 20 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ทั้งบนใบใต้ใบ ผล ลำต้น โดยเฉพาะบริเวณทะลายที่พบเชื้อสาเหตุให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุกๆ 4 -5 วันครั้ง(รุนแรง)
3.ให้ฉีดพ่นสลับด้วยเชื้อไตรโครเดอร์ม่า 1 กก. ผสมต่อน้ำ 200 ลิตร หรืออาจจะนำเชื้อไตรโครเดอร์ม่า 20 กรัม ( 1 ช้อนแกง) ผสมกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กก.และน้ำเปล่า 15 ลิตร หมักทิ้งไว้ 6 -8 ชั่วโมง ก่อนผสมน้ำเพิ่มให้ครบ 200 ลิตรทั่วทั้งแปลงให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ แบบเดียวกับข้อ 2 โดยให้กระทำทุกๆ 7 วันครั้ง(รุนแรง)
4.กรณีฉีดพ่นเพื่อควบคุมการระบาดให้กระทำทุกๆ 20 วันครั้ง หรือหลังจากตัดเก็บทะลาย โดยให้ฉีดพ่นสลับระหว่างข้อ 2 และข้อ 3 ครั้งต่อครั้ง ในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ทุกครั้งให้ปรับสภาพน้ำด้วยซิลิซิค แอซิค 50 กรัม ร่วมกับสารจับใบ(ม้อยเจอร์แพล้นท์) 50 ซี.ซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร ก่อนผสมฉีดพ่น
เกษตรกรท่านใดต้องการสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอกรินทร์(วัชนะ)ช่วยชู(นักวิชาการชมรมฯโทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email :accs.thai@gmail.com
บล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อเสนอผลงาน แนวทาง ทางเลือกใหม่ ในการทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคมผสมผสานกับการพาณิชย์ กล่าวคือ ช่วยเหลือให้คำปรึกษา แนะนำชี้ทางถูกผิด 30% ผสมผสานงานขาย 70% เพื่อความคงอยู่ขององค์กรหรือหน่วยงานต้นสังกัดกล่าวคือชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ปรัชญาประจำตัวคือ "ทุกแนวคิด ทุกคำตอบ ทุกงานวิชาการ เพื่อเกษตรกรไทย"สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:คุณเอกรินทร์ ช่วยชู โทร.081-3983128
วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ยับยั้ง ! ทะลายเน่าปาล์มน้ำมันแบบปลอดสารพิษไม่ใช้เคมีอันตราย
อาการทะลายเน่าในปาล์มน้ำมันนั้นเกิดจากเชื้อรา Marasmius palmivorusซึ่งจะแสดงอาการให้เห็นในระยะแรกคือจะพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราบนทะลายปาล์ม เส้นใยเจริญอยู่บริเวณช่องระหว่างผลปาล์มน้ำมัน โคนทะลายที่ติดทางใบต่อมาเส้นใยขึ้นปกคลุมทะลายทำให้ผลเน่าเป็นสีน้ำตาล แห้ง มีเชื้อราชนิดอื่นๆ เข้าทำลายต่อภายหลัง ในแปลงที่ไม่มีการกำจัดทะลายที่แสดงอาการเน่าออกจากต้น เชื้อราดังกล่าวจะกระจายไปยังทะลายใกล้เคียงตลอดจนโคนทาง ก้านทาง และใบย่อย สำหรับการระบาดนั้นส่วนใหญ่จะแพร่กระจายสปอร์โดยลม
การควบคุมป้องกันโรค
1.หลีกเลี่ยงการไว้ทะลายปริมาณมาก ช่วงต้นปาล์มน้ำมันกำลังเจริญเติบโตให้ผลผลิตระยะแรก โดยให้ตัดช่อดอก(ทะลาย)ทิ้ง หรือช่วยผสมเกสรช่วงที่มีเกสรตัวผู้หรือแมลงช่วยผสมน้อย และควรตัดทะลายที่ผสมเกสรไม่สมบูรณ์ออกให้หมด ตลอดจนการตัดแต่งก้านทางใบให้สั้นลงเป็นการลดความชื้นที่คอทาง
2.ฉีดพ่นกำจัดสปอร์เชื้อราด้วยสารจุนสี (ฟังกัสเคลียร์) 20 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ทั้งบนใบใต้ใบ ผล ลำต้น โดยเฉพาะบริเวณทะลายที่พบเชื้อสาเหตุให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุกๆ 4 -5 วันครั้ง(รุนแรง)
3.ให้ฉีดพ่นสลับด้วยเชื้อไตรโครเดอร์ม่า 1 กก. ผสมต่อน้ำ 200 ลิตร หรืออาจจะนำเชื้อไตรโครเดอร์ม่า 20 กรัม ( 1 ช้อนแกง) ผสมกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กก.และน้ำเปล่า 15 ลิตร หมักทิ้งไว้ 6 -8 ชั่วโมง ก่อนผสมน้ำเพิ่มให้ครบ 200 ลิตรทั่วทั้งแปลงให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ แบบเดียวกับข้อ 2 โดยให้กระทำทุกๆ 7 วันครั้ง(รุนแรง)
4.กรณีฉีดพ่นเพื่อควบคุมการระบาดให้กระทำทุกๆ 20 วันครั้ง หรือหลังจากตัดเก็บทะลาย โดยให้ฉีดพ่นสลับระหว่างข้อ 2 และข้อ 3 ครั้งต่อครั้ง ในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ทุกครั้งให้ปรับสภาพน้ำด้วยซิลิซิค แอซิค 50 กรัม ร่วมกับสารจับใบ(ม้อยเจอร์แพล้นท์) 50 ซี.ซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร ก่อนผสมฉีดพ่น
เกษตรกรท่านใดต้องการสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอกรินทร์(วัชนะ)ช่วยชู(นักวิชาการชมรมฯโทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email :accs.thai@gmail.com
วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553
แอนแทรคโนสมะละกอ แก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาเคมี
มะละกอ(Papaya)เป็นไม้ผลเมืองร้อนที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแถบทวีปอเมริกากลาง บริเวณประเทศเม็กซิโกตอนใต้และคอสตาริกา จากนั้นก็ค่อย ๆ แพร่กระจายไปยังทวีปต่าง ๆ แหล่งผลิตมะละกอที่สำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล อินเดีย ศรีลังกา ฮินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น มะละกอเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย เจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว ตลอดทั้งปี ส่วนต่างๆ ของมะละกอสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย อาทิเช่น ผลสุก นำมาบริโภคจะได้คุณค่าทางอาหารสูง อุดมไปด้วย วิตามินเอ, บี, ซี, ธาตุเหล็ก,แคลเซียม และฟอสฟอรัส นอกจากนี้ยังมีเบต้าแคโรทีนช่วยต้านมะเร็ง มีเส้นใยอาหารช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ยางมะละกอ ก็ยังนำมาใช้ในการช่วยย่อยโปรตีน เพราะในยางมะละกอมีน้ำย่อยที่เรียกว่า papain ทั้งยังช่วยเรื่องของปรุงอาหาร เช่น หมักเนื้อให้มีความนุ่ม และยังนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น เนื้อกระป๋อง ปลากระป๋อง การฟอกหนัง เป็นต้น ยอดและลำต้น ก็นำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ นอกจากนี้ยังนำส่วนต่างๆ มาใช้เป็นยา เช่น ต้นมะละกอใช้เป็นยาช่วยขับประจำเดือน ลดไข้ ดอกใช้เป็นยาขับปัสสาวะ รากแก้กลากเกลื้อน และยาง ยังช่วยกัดแผนตาปลาและหูด ฆ่าพยาธิ เป็นต้น สำหรับแอนแทรคโนส (Anthracnose) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioidesจะแสดงอาการให้เห็นดังนี้
1.ใบ จะเป็นจุดขอบแผลสีน้ำตาล เนื้อเยื่อส่วนกลางจะมีสีซีดจาง ขาดเป็นรูทะลุในเวลาต่อมา และมักพบจุดดำเล็กๆ กระจายทั่วบริเวณแผล ซึ่งคือส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา (สปอร์)
2.ผล จะเห็นเด่นชัดเมื่อเกิดกับผลสุก เป็นแผลกลมฉ่ำน้ำยุบลงไปในผล ตรงกลางจุดจะมีสปอร์ของเชื้อสีส้มหรือชมพูขึ้นฟูเป็นวงชั้นๆ บริเวณแผลและลุกลามขยายวงกว้างออกไป ทำให้ผลมะละกอเน่าเสียในเวลารวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาพอากาศอบอ้าว มีความชื้นสูง เชื้อดังกล่าวจะเข้าทำลายตั้งแต่ระยะผลอ่อนและฟักตัวไม่แสดงอาการของโรค แต่จะปรากฏอาการของโรคให้เห็นเมื่อผลมะละกอสุก
ส่วนการแพร่ระบาดเชื้อราดังกล่าวจะแพร่กระจายจากแหล่งเพาะเชื้อนั้นคือผล สู่กิ่งก้าน โดยลม ฝน และเข้าทำลายผลอ่อน โดยสปอร์ของเชื้อจะงอกแทงเข้าสู่ผิวผลได้โดยไม่ต้องมีบาดแผลเกิดขึ้น และเจริญฟักตัวอยู่ที่เนื้อเยื่อบริเวณใต้ส่วนผิวผลมะละกอ จนผลเริ่มสุกจึงจะเกิดอาการของโรคให้เห็น
แนวทางควบคุมป้องกัน
1.เก็บผล ใบแห้งที่ร่วงหล่นทำลายทิ้ง โดยการฝังกลบเพื่อตัดต้นตอการระบาดของเชื้อโรค
2.ให้ฉีดพ่นล้างสปอร์เชื้อราด้วยสารสกัดแซนโธไนท์ 10 ซีซี./ร่วมกับฟังกัสเคลียร์ 15 กรัม/น้ำเปล่า 200 ลิตรก่อนฉีดพ่นสลับด้วยเชื้อหมักขยายบาซิลลัส-พลายแก้ว(เชื้อบาซิลลัส – พลายแก้ว 10กรัม +ไข่ไก่ 10+น้ำเปล่า 30ลิตร +เสม็คไทต์ 2กิโลกรัม(จับกลิ่น ก๊าซไข่เน่า) + น้ำมันพืช (ช่วยตรึงผิวน้ำไม่ให้เกิดฟองไข่ฟู่กระจาย) ผสมให้เข้ากัน ให้ออกซิเจนแบบตู้ปลา ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ก่อนนำมาผสมน้ำเปล่าให้ครบ 200 ลิตร )ทั้งบนใบใต้ใบ ผล ลำต้นให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุก ๆ 3–5วันครั้ง ในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ให้เติมซิลิซิค แอซิค 50 กรัม + ซิลิโคเทรซ 50 กรัม/น้ำเปล่า 200 ลิตรก่อนผสมทุกครั้ง
3.ให้ใช้ภูไมท์หรือภูไมท์ซัลเฟต (20กก.)ผสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ (100กก.)ปุ๋ยเคมี (50กก.)เป็นปุ๋ยละลายช้าใส่ทางดินหรือใช้ภูไมท์ซัลเฟตใส่ถังละลายน้ำ 20 กก.น้ำ 200 ลิตร คนให้เข้ากันทิ้งให้ตกตะกอน 15 นาที ก่อนนำมาฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบใต้ใบให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ (ภูไมท์ซัลเฟต 20 กก.สามารถผสมน้ำซ้ำได้ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต
4.สำหรับกล้ามะละกอที่กำลังจะลงปลูกใหม่นั้นแนะนำให้รองก้นหลุมด้วยภูไมท์ซัลเฟต หรือพูมิชซัลเฟอร์(20 กก.) ร่วมกับเชื้อไตรโคเดอร์ม่า (1 กก.)และปุ๋ยอินทรีย์ (50 กก.)คลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนแบ่งใส่รองก้นหลุมๆ ละ 200–300กรัม 2กำมือ) ก่อนนำต้นกล้ามะละกอลงปลูกทุกครั้ง
สอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอกรินทร์(วัชนะ) ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128
วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553
หยุดวงจร ! แพร่ระบาดของแมลง หนอน ศัตรูในนาข้าว
สวัสดีครับ ... แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษทั้งเก่า –ใหม่ทุกๆ ท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้ความอุปการคุณ รวมถึงโอกาสในการนำเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่าน วันนี้ผู้เขียนได้พิจารณาคัดกรองแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อชาวนาที่กำลังประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด รวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐเอกชนทุกท่านทุกองค์กรที่ให้ความสนใจ ที่ต้องการ ลด ละ เลิก ใช้สารเคมีปราบแมลงศัตรูข้าว ปกติแล้วในนาข้าวจะมีศัตรูธรรมชาติจำพวกแมลง แมงมุม โรคแมลงต่างๆ คอยจัดการควบคุมทำลายแมลงศัตรูข้าว ให้จำนวนประชากรแมลงศัตรูอยู่ในระดับสมดุล ไม่ทำลายข้าวให้เกิดความเสียหาย โดยเฉพาะนาข้าวที่ไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดโรคแมลง จะทำให้แมลงดังกล่าวสามารถเจริญพันธุ์ต่อไปได้ หากปราศจากแมลงเหล่านี้แล้ว แมลงศัตรูข้าวก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำความเสียหายให้แก่ข้าวในนาได้อย่างมาก สำหรับแมลงศัตรูข้าวที่พบเจอในแปลงนาเกษตรกรทั่วไป ได้แก่ เพลี้ยไฟ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจักจั่นสีเขียว บั่ว หนอนกอแถบลาย หนอนกอสีครีม หนอนกอแถบลายสีม่วง หนอนกระทู้กล้า หนอนห่อใบข้าว แมลงสิง เป็นต้น
แนวทางควบคุมป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูในนาข้าว
1.ใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรคแมลง
2.การปฏิบัติด้านเขตกรรม เช่น การเตรียมแปลงกำหนดช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม ใช้อัตราเมล็ดและระยะปลูกที่เหมาะสม การปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค แมลงศัตรู การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและสมดุลของธาตุอาหาร การจัดการน้ำเพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตดี สมบูรณ์แข็งแรง
3.จัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมกับการระบาดของโรค แมลงศัตรู อย่างเช่น การกำจัดวัชพืช เศษซากพืชที่เป็นโรคโดยใช้ปูนขาวหว่าน
4.รักษาสมดุลทางธรรมชาติ โดยส่งเสริมการแพร่ขยายปริมาณของแมลงที่มีประโยชน์ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน ศัตรูธรรมชาติเพื่อช่วยควบคุมปริมาณแมลงศัตรู
5.ใช้จุลินทรีย์ร่วมกับสมุนไพรป้องกันกำจัดควบคุมวงจรการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูข้าว โดยเฉพาะสภาวะปัจจุบันพบว่ามีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแปลงนาในพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือและพื้นที่ใกล้เคียงนำความเสียหายมาสู่เกษตรกรเป็นอย่างมาก และเพลี้ยชนิดดังกล่าวทำให้เกิดอาการฮอพเพอร์เบิร์น( Hopper burn) นั้นคือ อาการข้าวเหลืองคล้ายน้ำร้อนลวก ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่ติดมากับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ชาวนามักเรียกว่า “ไอ้จู๋” เขียวเตี้ย ออกรวงไม่พ้นใบ เมล็ดข้าวลีบไม่มีแป้งและแห้งตายไปในที่สุด สำหรับการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนั้นแนะนำให้เกษตรกรใช้จุลินทรีย์ทริปโตฝาจ ซึ่งภายในประกอบด้วยเชื้อราบิวเวอร์เรียและเชื้อราเมธาไรเซียม ตามสัดส่วนที่เหมาะสม โดยให้ใช้ในอัตรา 500 กรัม ผสมร่วมกับสารสกัดสะเดา (มาร์โก้ซีด) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการกัดกินทำลายของหนอน แมลง โดยให้ใช้ในอัตรา 200 ซีซี.ต่อน้ำเปล่า 200 ลิตร ทุกๆ 3 - 5 วัน/ครั้ง (รุนแรง) หากควบคุมการระบาดนั้นให้เว้นระยะห่าง 20 วัน/ครั้ง หรืออาจฉีดพ่นสลับกับสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์ปเพื่อขับไล่แมลง ในอัตรา 100 กรัม/น้ำ 200 ลิตร (ผสมรวมกันก็ได้) นอกจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแล้ว จุลินทรีย์ทริปโตฝาจสามารถป้องกันกำจัดและควบคุมวงจรแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ อย่างเช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยกระโดดหลังขาว เพลี้ยจักจั่นสีเขียว หนอนกอข้าว หนอนกระทู้กล้า หนอนปลอก หนอนกระทู้คอรวง หนอนม้วนใบข้าว แมลงสิง บั่ว แมลงหล่า แมลงดำหนาม ได้อีกด้วย
ส่วนเกษตรกรท่านใดสนใจต้องการสอบถามหรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 , www.ekbiotechagro.blogspot.com ( ศูนย์บริการคลีนิกเกษตร) หรือคุณเอกรินทร์(วัชนะ) ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2553
โรคและแมลงศัตรูยางพารา ตอนที่ 2 ใบจุดก้างปลา (Corynespora leaf )
สวัสดีครับ ... แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษทั้งเก่า-ใหม่ทุกๆท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้ความอุปการคุณ รวมถึงโอกาสในการนำเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่านวันนี้ผู้เขียนได้พิจารณาคัดกรองแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราทั่วทุกภาคที่กำลังประสบปัญหาจากการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐเอกชนทุกท่านทุกองค์กรที่ให้ความสนใจ ที่ต้องการ ลด ละ เลิก ใช้สารเคมีปราบศัตรูโรคพืช สำหรับใบจุดก้างปลาหรือโรคใบจุดก้างปลานั้นเกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อรา Corynespora cassiicola (Burk. & Curt.) Wei. เบื้องต้นใบอ่อนจะเริ่มแสดงอาการเป็นแผลจุดกลม ขอบแผลสีน้ำตาลดำ กลางแผลสีซีดหรือเทา ถ้ารุนแรงใบจะบิดงอและร่วง ระยะใบเพสลาดแผลจะกลมทึบสีน้ำตาลหรือดำ ขอบแผลสีเหลืองและขยายลุกลามเข้าไปตามเส้นใบ ทำให้แผลมีลักษณะคล้ายก้างปลา เนื้อเยื่อบริเวณรอยแผลมีสีเหลืองแล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบร่วงในที่สุด หากเชื้อเข้าทำลายส่วนของก้านใบ กิ่งแขนงและลำต้นที่เป็นสีเขียว บาดแผลจะมีสีดำยาวรี เนื้อเยื่อตรงกลางแผลบุ๋มลง ถ้าอากาศเหมาะสมจะขยายลุกลามทำให้กิ่งและต้นตาย เชื้อราสาเหตุโรคแห้งชนิดนี้จะแพร่ระบาดได้ง่ายโดยลมหรือฝนและอาการเริ่มระบาดรุนแรงในสภาวะร้อนชื้น
วิธีควบคุมป้องกันกำจัด
1.ควรหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของเชื้อราเป็นพืชแซมในสวนยางพารา อย่างเช่น งา ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ฝ้าย ยาสูบ มะละกอ แตงโม มะเขือเทศ ผักกาดหอม สะระแหน่ ฟักเขียว หญ้ายาง พืชคลุมตระกูลถั่ว ฯลฯ
2.หากมีความจำเป็นต้องปลูกพืชแซมในสวนยางพาราเพื่อสร้างรายได้ ช่วง 1-3 ปีแรก ก่อนปลูกกล้ายางพาราใหม่ให้ไถ่แปรปรับปรุงสภาพดินด้วยหินแร่ภูเขาไฟ (ภูไมท์ซัลเฟต ,พูมิชซัลเฟอร์) เนื่องจากในหินแร่ภูไฟมีส่วนประกอบของซิลิก้า (H4SiO4) ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เซลล์พืช ป้องกันการเข้าทำลายของโรคศัตรูดังกล่าว ในการปรับปรุงสภาพดินนั้นควรใช้อย่างน้อย 20-40 กก.ต่อไร่
3.ก่อนปลูกกล้ายางพาราใหม่ทุกครั้งควรใช้หินแร่ภูเขาไฟ (ภูไมท์ซัลเฟต ,พูมิชซัลเฟอร์) ผสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ (ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด) และเชื้อไตรโคเดอร์ม่า อัตรา 20 กก.ต่อ 50 กก. ต่อ 1 กก. ตามลำดับ คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วใส่รองก้นหลุมก่อนลงปลูกกล้ายาง หลุมละ 300 -500 กรัม
4.กรณีต้นยางพาราปลูกแล้วแต่มีอายุน้อยกว่า 3 ปี ให้ฉีดพ่นล้างสปอร์ด้วยฟังก์กัสเคลียร์ 25 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ก่อนทำการฉีดพ่นสลับด้วยเชื้อหมักขยายบาซิลลัส - พลายแก้ว (เชื้อบาซิลลัส – พลายแก้ว 5 กรัม+น้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล หมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมงก่อนนำมาผสมน้ำเปล่า 20 ลิตรหรือสอบถามรายละเอียดวิธีการหมักได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ) ทั้งบนใบใต้ใบให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุก ๆ 5-7 วันครั้ง เมื่อเริ่มพบอาการของโรคดังกล่าว
5.กรณีต้นยางพาราโตที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่สามารถฉีดพ่นยา ฮอร์โมนได้หรือแต่ไม่ทั่วถึงนั้น ให้นำเชื้อไตรโครเดอร์ม่า 1 ช้อนแกง ( 20 กรัม) ผสมกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กก.และน้ำเปล่า 10 ลิตร หมักทิ้งไว้ 8 -10 ชั่วโมง ก่อนนำมาผสมน้ำเปล่าอีก 200 ลิตรฉีดพ่นทั่วทั้งแปลงให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ ทุกๆ 5-7 วันครั้ง หรืออาจจะกระทำร่วมกับข้อที่ 3 โดยเปลี่ยนจากรองก้นหลุมมาเป็นหว่านรอบทรงพุ่มแทน อัตราต้นละ 1-2 กก.ตามขนาดอายุของต้น
สำหรับการฉีดพ่นยา ฮอร์โมนหรือปุ๋ยนั้นควรมีการปรับสภาพน้ำด้วย ซิลิซิค แอซิค อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรร่วมกับสารจับใบ (ม้อยเจอร์แพล้นท์) ทุกครั้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เกษตรกรท่านใดสนใจสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 , www.ekbiotechagro.blogspot.com (ศูนย์บริการคลีนิกเกษตร) หรือคุณเอกรินทร์ (วัชนะ) ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
โรคและแมลงศัตรูยางพารา ตอนที่ 1 ไรพืช ( Mites )
ไรพืชนั้นเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับแมงมุม แต่มีขนาดเล็กมาก ตัวผู้มีความยาว 0.15 มิลลิเมตร ตัวเมียยาว 0.2 มิลลิเมตร มักอาศัยอยู่บริเวณเส้นใบ เมื่อตรวจดูใบยางที่ถูกไรเข้าทำลายด้วยแว่นขยาย จะเห็นตัวไรมีสีเหลืองใส พบไข่และคราบตัวอ่อนอยู่ทั่วไป ไรในระยะที่เป็นตัวอ่อนจะมีขาเพียง 3 คู่ พอถึงระยะตัวแก่จะมีขา 4 คู่ วงจรชีวิตจากตัวอ่อนไปเป็นตัวแก่จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน ตัวแก่จะมีชีวิตประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็เริ่มวางไข่บนใบยาง ซึ่งจะเข้าทำลายต้นยางโดยดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ใบอ่อน ทำให้ใบหงิกงอ มีสีซีด ใบแคระแกร็นบิดเบี้ยว ขอบใบเป็นคลื่น และร่วงหล่นในที่สุด ตัวไรมีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่สามารถสังเกตได้จากลักษณะของใบยางที่ผิดรูปร่าง เนื่องจากการเข้าทำลายและจะระบาดมากในแปลงขยายพันธุ์ ช่วงอากาศแห้งแล้งโดยเฉพาะช่วงยางผลิใบใหม่
วิธีการควบคุมป้องกันกำจัด
1.ปกติไรพืชจะชอบอาศัยอยู่ในที่มีอากาศแห้งมากกว่าที่ชื้น ดังนั้นจะค่อยๆ หมดไปตามธรรมชาติเมื่อเข้าช่วงฤดูฝน
2.ให้ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา(มาร์โก้ซีด)อัตรา 200 ซีซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร (เนื่องจากสารสกัดสะเดาจะช่วยยับยั้งการดูดกินหรือเข้าทำลาย ทำให้ตัวอ่อนลอกคราบไม่ได้แล้วตายในที่สุด ส่วนตัวเต็มวัยที่ได้รับสารชนิดดังกล่าวจะยับยั้งการสร้างไข่ )ร่วมกับสารสกัดจากกระเทียม+พริกไทย(ไพเรี่ยม)200 ซีซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร ทั้งบนใบใต้ใบอย่างชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ ทุกๆ 15-20 วันครั้ง (กรณีระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง )
3.ให้ฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์ทริปโตฝาจ อัตรา 500 กรัม (ซอง)+ไทเกอร์เฮิร์ป อัตรา 200 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร โดยเว้นช่วงห่างกันประมาณ 3-4 วันครั้ง กระทำซ้ำเช่นเดียวกัน 2-3 ครั้งโดยให้ห่างกันประมาณ 7 – 10 วันครั้ง จนกระทั้งอาการระบาดลดลงสู่ภาวะปกติ แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนช่วงระยะการฉีดพ่นจาก 7–10วันครั้งเป็น 15 – 20 วันครั้ง หรือตามเหมาะสมเพื่อควบคุมการระบาดของแมลงชนิดนี้
สำหรับในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมนหรือปุ๋ยทุกครั้ง ควรมีการปรับสภาพน้ำด้วย ซิลิซิค แอซิค อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรร่วมกับสารจับใบ (ม้อยเจอร์แพล้นท์) ทุกครั้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น)เกษตรกรท่านใดสนใจ สงสัยสามารถสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (www.thaigreenagro.com)โทร.02-9861680-2,หรือคุณเอกรินทร์(วัชนะ) ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ปัญหาอุปสรรคของคนทำเห็ด (ตอน 5.2) ปัจจัยของสิ่งมีชีวิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ด
สวัสดีครับ ... แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษทั้งเก่า-ใหม่ทุกๆท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้ความอุปการคุณ รวมถึงโอกาสในการนำเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่านวันนี้สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งผู้เขียนได้พิจารณาคัดกรองแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อเกษตรกรผู้เพาะเห็ดทั่วทุกภาคที่กำลังประสบปัญหาเห็ดไม่ออกดอก รวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐเอกชนทุกท่านทุกองค์กรที่ให้ความสนใจ ที่ต้องการ ลด ละ เลิก ใช้สารเคมีปราบศัตรูโรคพืช
การที่ดอกเห็ดเจริญเติบโตได้ดีนั้นจะต้องมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเห็ดด้วย ดังนั้นฤดูฝนจึงเป็นฤดูกาลที่พบดอกเห็ดในธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งสามารถแบ่งปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดแบบกว้างๆได้ 2 ปัจจัยหลัก คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมสามารถแบ่งย่อยออกได้อีก 2 ปัจจัย นั้นคือสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้กล่าวถึงปัจจัยของสิ่งไม่มีชีวิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ดไปแล้ว ส่วนสัปดาห์นี้จะกล่าวต่อถึงปัจจัยของสิ่งมีชีวิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ด ซึ่งประกอบไปด้วย
1. สาหร่ายหรือตะไคร้น้ำ (Algae) เป็นพืชชั้นต่ำมีสีเขียว ติดมากับน้ำที่ใช้รดเห็ด เมื่อถูกแสงจะเจริญเติบโตเป็นสีเขียวบริเวณปากถุงหรือโคนดอกเห็ดทำให้เกิดกลิ่น เนื่องจากดอกเห็ดจะดูดซับกลิ่นเอาไว้ทำให้ดอกไม่น่ารับประทานดูเหมือนราเขียวติดอยู่
2. ฟังไจ (Fungi) ซึ่งประกอบไปด้วย เชื้อรา (mold) เห็ด (Mushroom) และยีสต์ (yeast)
2.1 เชื้อรา (mold) เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมและอาหารคล้ายกับเห็ดจึงทำให้เกิดการปนเปื้อนได้ง่ายมีผลต่อการเพาะเห็ดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะราเขียว ราดำ ราเมือก ราส้ม มักปะปนมากับอาหารเพาะเห็ด อากาศ น้ำ ลม และแมลง
2.2 เห็ด (Mushroom) เป็นเชื้อราที่มีพัฒนาการสูงสุด ซึ่งมีการสืบพันธ์แบบใช้เพศและไม่ใช้เพศ
3. แบคทีเรีย (Bacteria) เจริญเติบโตได้ดีในสภาพความชื้นสูง อาหารเป็นกลาง ส่งผลทำให้เกิดการบูดเน่า เกิดความร้อน และกลิ่นแอมโมเนีย มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ด ในการเพาะเห็ดถุงโดยใช้ขี้เลื่อยใหม่หลังบรรจุถุงแล้วควรนึ่งภายใน 24 ชั่วโมงทำให้รำเกิดการบูดเน่าเนื่องจากแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดก๊าซแอมโมเนีย (NH3) * ในการนึ่งฆ่าเชื้อแบคทีเรียพวกบาซิลลัส (Bacillus sp.) จะต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 121 องศาเซลเซียส ความดัน 15 – 18 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นานไม่น้อยกว่า 15 นาที
4. แอคติโนมัยสิท (Actinomycetes) เป็นจุลินทรีย์กลุ่มแบคทีเรีย แต่มีเส้นใยคล้ายกับเชื้อรา ส่วนใหญ่พบตามกองปุ๋ยหมัก สามารถย่อยสลายอินทรีย์อินทรียวัตถุในสภาพอุณหภูมิประมาณ 60-70 องศาเซลเซียส สามารถผลิตสารยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดอื่นได้
5. ราเมือก(Slime Mold ) เป็นเชื้อราที่มีสร้างเส้นใยคล้ายร่างแห มีสีเหลือง มีกลิ่นเหม็นคาว มักเกิดกับก้อนเชื้อที่ใกล้หมดอายุ ในสภาพความชื้นสูง โรงเรือนสกปรก การถ่ายเทอากาศไม่ดี ราชนิดนี้จะย่อยเส้นใยและดอกเห็ด ทำให้ก้อนเห็ดหมดอายุเร็วกว่าปกติ ซึ่งกันได้โดยการรักษาโรงเรือนให้สะอาด พักโรงเรือนแต่ละรุ่นอย่างน้อย 20 วันขึ้นไป
6. ไวรัส (Virus) เป็นศัตรูเห็ดที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนี้
6.1 ประโยชน์ : ทำให้เกิดเห็ดพันธุ์ใหม่
6.2 โทษ : ทำให้ดอกเห็ดมีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะเห็ดนางรม ดอกเห็ดจะคดงอ ดอกไม่บานเป็นพุ่มหรือที่เรียกกันว่าโรคหงอนไก่
7. ไรเห็ด (Mite) เป็นศัตรูเห็ดที่มีขนาดเล็ก มี 8 ขา จะกัดกินเส้นใยเห็ด ทำให้เส้นใยขาด ดอกเหี่ยวแคระแกร็น หรือกินเส้นใยในก้อนเชื้อทำให้เส้นใยหมดไป กลายเป็นสีขี้เลื่อยเหมือนก้อนที่ยังไม่หยอดเชื้อ หากกัดกินดอกเห็ดจะทำให้ดอกเห็ดเป็นขุยๆ และอาจจะนำเชื้อราเขียวมาระบาด ไรเห็ดจะเข้าทำลายเห็ดตั้งแต่อาหารวุ้น เชื้อข้าวฟ่าง ก้อนเชื้อเห็ด ส่งผลทำให้ก้อนเห็ดหมดอายุเร็วกว่าปกติ ผลผลิตลดลง นอกจากนี้ยังทำให้ผู้เพาะเห็ดเกิดอาการคัน * สำหรับการป้องกันทำได้โดยรักษาความสะอาดภายในและรอบบริเวณโรงเรือนเพาะเห็ด รวมถึงสถานที่ผสมและอุปกรณ์ โรงพักก้อน ตลอดจนการจัดการก้อนเชื้อเก่า ตามวิธีการดังต่อไปนี้
7.1 ใช้สมุนไพร หนอนตายยาก บอระเพ็ด กากน้ำตาล อัตราส่วน 1:1:1 สับละเอียดผสมให้เข้ากัน หมักไว้ 7 วัน ก่อนนำมาฉีดพ่นที่ก้อนเห็ดในอัตราส่วน 1 ช้อนแกง/น้ำ 1 ลิตร แบบวันเว้นวัน
7.2 พักโรงเรือนเปิดระบายอากาศ ทำความสะอาดฆ่าเชื้อเครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิตก้อนเห็ดทิ้งไว้อย่างน้อย 15 วัน
7.3 ใช้เชื้อจุลินทรีย์บาซิลลัส ไมโตฟากัส Bacillus mitophagus ขนาด 1 ช้อนชา (5 กรัม) หมักด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล เจาะเปิดฝาแง้มพอใส่เชื้อ ปิดฝาทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดให้นำน้ำมะพร้าวอ่อนที่หมักเชื้อแล้วมาผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นควบคุมกำจัดการระบาดทุก ๆ 3 วันครั้ง (กรณีระบาดในก้อน) หรือฉีดพ่นเพื่อควบคุมทุก ๆ 7 – 10 วันครั้ง
8. แมลงสาบ (Cockroach) จะกัดกินทำลายดอกเห็ดทั้งในระยะบ่มก้อนเชื้อและเปิดดอก โดยจะกัดถุงก้อนเห็ดให้ขาด ทั้งยังนำเชื้อโรคสู่เห็ดส่งผลทำให้ผลผลิตลดลง
9. หนู (Rat) เข้าทำลายกัดกินหัวเชื้อข้าวฟ่างและก้อนเชื้อให้ผลผลิตเสียหาย
10. แมลงหวี่เห็ด (Drosophila mushroom) จะเข้าทำลายเห็ดช่วงบ่มก้อนเชื้อและเปิดดอก โดยเฉพาะก้อนเชื้อที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว หากพบว่าสำลีเปียกแล้วไม่เปลี่ยน แมลงหวี่จะชอบหยอดไข่ กลายเป็นตัวหนอนกัดกินอาหารเห็ดและนำโรคมาสู่ก้อนเชื้อเห็ด ส่วนใหญ่พบในตระกูลเห็ดนางรม หรืออาจเกิดจากการเก็บดอกเห็ดไม่หมด มีโคนเห็ดคาปากถุงทำให้แมลงหวี่บินมาตอมและหยอดไข่ได้
11. หนอนผีเสื้อกลางวันหรือหนอนกินเห็ด (Caterpillar eat mushrooms) จะหยอดไข่แล้วเกิดเป็นตัวหนอน กัดกินขี้เลื่อยเป็นรูพรุน ทำให้เส้นใยขาดและชักใยหน้าก้อนเป็นขุย ทำลายตุ่มดอกเห็ด
12. ด้วงเจาะเห็ด (Beetles drill mushrooms) จะดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ดอกเห็ด ทำให้ดอกเห็ดแห้ง ขอบดอกม้วนงอ
นอกจากนี้ยังพบศัตรูเห็ดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ดอีกหลายชนิด อาทิเช่น ปลวก หอยทาก ไส้เดือนฝอย กบ เขียด เป็นต้น ซึ่งการระบาดของศัตรูเหล่านี้จะแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ เกษตรกรท่านใดสนใจ สงสัยสามารถสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 , www.ekbiotechagro.blogspot.com (ศูนย์บริการคลีนิกเกษตร) หรือคุณเอกรินทร์ (วัชนะ) ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ป้องกันควบคุมกินูนหลวงแมลงทำลายพืชผักแบบง่ายปลอดภัยต่อผู้บริโภค
สวัสดีครับ ... แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษ เถ้าแก่สวนยางพาราเก่าใหม่ทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้อุปการคุณรวมถึงโอกาสในการเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่านวันนี้ ผู้เขียนได้คัดกรองและพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อเกษตรกรทั่วทุกภาคที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับแมลงนูนหลวงเข้าทำลายผลิตภัณฑ์เกษตรลองนำมาปฏิบัติดู รวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ที่มีความสนใจต้องการ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช สำหรับแมลงนูนหลวง ( Sugar white Grub ) หรือที่ชาวบ้านรู้จักในนามแมลงกินูน Lepidiota stigma Fabricius เป็นอีกหนึ่งแมลงศัตรูพืชในหลายๆชนิด ตัวอ่อนของแมลงชนิดนี้จะทำลายกัดกินบริเวณ รากใบพืช ทำให้ต้นเหี่ยวแห้งตาย เนื่องจากรากถูกกัดขาด พื้นที่ที่พบการระบาดส่วนมากจะเป็นดินทรายซึ่งจะระบาดในที่ดอนมากกว่าในที่ลุ่ม ไข่ของแมลงชนิดนี้กว้างประมาณ 4 ม.ม. ไข่ฟักตัว 15 - 28 วัน จากนั้นไข่จะพัฒนาเป็นตัวหนอนและมีการลอกคราบ 3 ครั้ง หนอนโตเต็มที่มีขนาดกว้าง 20 - 25 ม.ม. ยาว 65 - 70 ม.ม. ส่วนกะโหลกกว้าง 10 ม.ม. หนอนจะมีอายุ 8 - 9 เดือน จากนั้นจะเป็นดักแด้ประมาณ 2 เดือน แต่ก่อนที่หนอนเข้าดักแด้นั้นจะมุดตัวลงในดินลึก 30 - 60 ซม.ส่วนตัวเต็มวัยจะเป็นแมลงปีกแข็ง ขนาด 15 - 20 ม.ม. ยาว 32 - 40 ม.ม. ส่วนท้ายของปีกมีจุดสีขาวด้านละจุด ตัวผู้มีสีน้ำตาลดำตลอดลำตัว ส่วนตัวเมียมีสีน้ำตาลปนเทาสีอ่อนกว่าตัวผู้ ตัวเต็มวัยเมื่อออกจากดักแด้ตอนพลบค่ำจะบินวนเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ โดยตัวเมียจะใช้ขาเกาะกิ่งไม้ ส่วนตัวผู้ขณะผสมพันธุ์จะห้อยหัวลงทิ้งดิ่งประมาณ 15-30 นาทีแล้วแยกจากกัน ต่อจากนั้นประมาณ 14 - 25 วัน ตัวเมียจึงเริ่มวางไข่ในดินลึกประมาณ 15 ซม. ติดต่อกัน 5 - 6 วัน ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ 15 - 28 ฟอง
วิธีป้องกันควบคุมแมลงนูนหลวง ควรใช้หลายๆ วิธีผสมผสานกันจะผลดีที่สุด
1. ก่อนปลูกพืชรุ่นใหม่ควรไถพรวนหลายๆ ครั้ง เพื่อให้นกช่วยทำลายไข่ หนอน ดักแด้
2. จับตัวเต็มวัยมาประกอบเป็นอาหาร ประหยัดและได้ผลมากที่สุด เนื่องจากแมลงนูนออกเป็นตัวเต็มวัยปีละครั้งในช่วงฝนแรก ประมาณเดือนเมษายน - มิถุนายน การจับตัวเต็มวัยที่เพิ่งออกจากดักแด้ไม่ควรเกิน 10 วันแรกของการเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งเป็นช่วงที่ผสมพันธุ์แล้วแต่ยังไม่วางไข่ * สำหรับวิธีจับให้ใช้ไม้ตีตามกิ่ง หรือเขย่าให้ตกลงมาขณะที่กำลังผสมพันธุ์ ใช้เวลาจับประมาณวันละ 30 นาที โดยเริ่มจากเวลา 18.30-19.00 น. และจับต่อเนื่องกันเป็นเวลา 1 เดือน จะช่วยลดการระบาดของแมลงนูนในปีถัดไป
3. ให้ใช้สมุนไพรที่มีรสขม อย่างเช่น สะเดา ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ฉีดพ่นเพื่อช่วยยับยั้งการเข้าทำลายของแมลงดังกล่าว สำหรับในการแนะนำให้ฉีดพ่นด้วยผงสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์ปที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน กานพลู ตะไคร้หอม หัวไพล ซึ่งจะช่วยป้องกันยับยั้งการเข้าทำลายของแมลง ร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ทริปโตฝาจ ในอัตรา 250 กรัมต่อ 500 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ตามลำดับ
** ในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ปุ๋ย ทุกครั้งแนะนำให้ผสมน้ำยาจับใบ (ม้อยเจอร์แพล้นท์) และปรับสภาพน้ำด้วยซิลิซิค แอซิค ทุกครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือดูดซับสะสารได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับเกษตรกรท่านใดสนใจหรือสงสัยสามารถสอบถามหรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 หรือwww.ekbiotechagro.blogspot.com ( ศูนย์บริการคลินิกเกษตร) หรือคุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ) โทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com ท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)