ปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับคนปลูกมะลิมีไม่กี่อย่าง
หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นหนอนเจาะไส้ดอกมะลิ
ส่งผลให้ดอกมะลิที่ถูกทำลายกลายเป็นสีม่วงไม่โต เหี่ยวแห้งติดต้นเก็บขายไม่ได้
หนอนเจาะไส้ดอกเกิดจากผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่ง ชอบวางไข่บนดอกอ่อนของมะลิ
ฟักตัวเป็นหนอนเจาะกินไส้ดอก ทำให้ดอกร่วงหล่น
จากนั้นจะทิ้งตัวเข้าดักแด้ตามเศษใบไม้แห้งบนดินบริเวณโคนต้น
|
|
พฤติกรรมการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ปุ๋ยของเกษตรกร
ส่วนใหญ่ฉีดพ่นเฉพาะซอกใบ ช่อดอกบนต้นเพียงเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้ดักแด้ไม่ตายสามารถลอกคราบออกมาเป็นผีเสื้อผสมพันธุ์วางไข่ได้อีก
ด้วยความที่ไม่รู้ไม่เข้าใจเกษตรกรก็เลยผสมยาในอัตราที่เข้มข้นหวังจะน็อกให้อยู่หมัด
และแล้วก็โดนน็อกเสียเองเนื่องจากยาเคมีราคาแพง
จริงๆแล้วการใช้ยาเคมีไปนานๆหรือบ่อยครั้งทำให้สารพิษตกค้างในดินในต้นมะลิที่เราฉีดพ่น
รวมถึงคนเก็บดอก คนร้อยพวงมาลัยที่ใจดีรับสารพิษ(ความตาย)ไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว
จะรู้อีกทีร่างกายเขาเริ่มอ่อนล้าอ่อนแรง
การผลิตดอกมะลิให้ปลอดสารเคมี
ปลอดหนอนเจาะไส้ดอกนั้นไม่ยาก อยู่ที่ใจว่าพร้อมหรือเปล่า ถ้าพร้อมเริ่มตั้งแต่การศึกษาขั้นตอนการปลูก
การปรับปรุงดินว่าสภาพดินอย่างนี้ควรปรับปรุงอย่างไรจึงเหมาะ
ดินเปรี้ยว(กรด)ควรใช้สารตัวไหนปรับ แล้วดินเค็ม(ด่าง)ล่ะใช้ตัวไหนถึงจะดี ชาวสวนสมัยใหม่สมควรรู้
ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกทาง แล้วต้นมะลิต้องการธาตุอาหารอะไร เท่าไร
ช่วงไหน เก็บดอกได้เมื่อไรเหล่านี้เป็นต้น
ดินเปรี้ยวหรือที่ทางการเรียกว่า “ดินกรด”
คือดินที่มีค่า pH ต่ำกว่า 5.8 ให้ใช้โดโลไมท์หรือปูนมาร์ลหว่านปรับสภาพ
แต่ถ้าเมื่อวัดแล้ว pH กลับสูงกว่า 6.3
แสดงว่าดินตรงนั้นเค็มหรือ “ดินด่าง”นั้นเองให้ใช้ภูไมท์ซัลเฟตกระสอบสีแดงหว่านปรับสภาพแทน
ส่วนพื้นที่ใดที่มีค่า pH อยู่ระหว่าง 5.8-6.3
แสดงว่าพื้นที่ของท่านมีเหมาะสมต่อการปลูกพืชมากที่สุด เพราะที่ pH 5.8-6.3
แร่ธาตุในดินสามารถปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชได้ใช้ประโยชน์มากที่สุด โอกาสขาดธาตุโดยเฉพาะธาตุเสริมก็มีน้อยลง
เมื่อต้นมะลิได้รับธาตุอาหารเหมาะสม
ต้นแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ค่อยเป็นโรค สามารถให้ผลผลิตเต็มที่
แต่หากต้องการเพิ่มภูมิต้านทานป้องกันโรคแมลงแล้วล่ะก็
เวลาใส่ปุ๋ยครั้งใดให้คลุกผสมด้วยพูมิชในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อปุ๋ยเคมี 50
กิโลกรัมหรือหากเป็นปุ๋ยคอกให้ใช้ 100 กิโลกรัม ซิลิก้าที่อยู่ในเนื้อพูมิชสามารถช่วยป้องกันหรือเป็นเกราะป้องกันโรคแมลงได้
แต่หากช่วงไหนมีหนอนเจาะไส้ดอกระบาดให้หมักขยายเชื้อบีทีชีวภาพร่วมกับสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์ป
ฉีดพ่น 3 วันหรือ 5 วันครั้งตามเหมาะสมกับโปรแกรมที่ท่านวาง
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 089-4442366
(เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย :
ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12831&Param2=5
วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email
: thaigreenagro@gmail.com
|
|
|
บล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อเสนอผลงาน แนวทาง ทางเลือกใหม่ ในการทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคมผสมผสานกับการพาณิชย์ กล่าวคือ ช่วยเหลือให้คำปรึกษา แนะนำชี้ทางถูกผิด 30% ผสมผสานงานขาย 70% เพื่อความคงอยู่ขององค์กรหรือหน่วยงานต้นสังกัดกล่าวคือชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ปรัชญาประจำตัวคือ "ทุกแนวคิด ทุกคำตอบ ทุกงานวิชาการ เพื่อเกษตรกรไทย"สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:คุณเอกรินทร์ ช่วยชู โทร.081-3983128
วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556
หนอนเจาะไส้ดอกมะลิ แก้ได้ไม่ต้องปนเปื้อนสารเคมี
วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556
ฉีกตำรามะนาวนอกฤดูแบบเก่าๆ “ไม่งดน้ำ ออกดอกดี ลูกดกอีกต่างหาก”
ที่ผ่านมาการทำมะนาวนอกฤดูโดยเฉพาะมะนาวที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์
เป็นที่ทราบกันดีว่าจะต้องให้มะนาวอดน้ำก่อน 10-15 วัน
จึงเริ่มให้ปุ๋ยให้น้ำตามปกติ จากนั้นไม่นานมะนาวก็จะเริ่มออกดอกตามกิ่งก้าน วิธีนี้เหมาะสมกับมะนาวที่ออกดอกติดผลยาก
แต่ปัจจุบันมีคนนำเอาวิธีดังกล่าวมาใช้กับมะนาวที่ออกดอกติดผลตลอดปี
มองแล้วไม่สมควรเพราะยังไงๆไม่กระตุ้นมะนาวก็ออกดอกอยู่ดี
เพียงแค่เราทำหน้าที่ผู้ดูแลที่ดี ให้น้ำให้ปุ๋ยถูกช่วงถูกจังหวะแค่นั้นเอง
หากต้องทำนอกฤดูจริงๆก็ไม่จำเป็นต้องอดน้ำอย่างที่หลายต่อคนทำกัน
|
|
มะนาวที่เกษตรกรนิยมปลูกเพื่อทำนอกฤดู
ส่วนใหญ่แล้วเป็นแป้นรำไพ เนื่องจากเป็นมะนาวแป้น ผลโต น้ำมาก เปลือกบาง
ที่สำคัญเป็นที่ต้องการของตลาด
แถมติดผลง่ายชนิดที่ว่าต้นไหนสมบูรณ์ออกดอกทันทีที่ไม่มีลูกค้างต้นมากเกินไป พูดง่ายว่าออกดอกได้ทั้งปี
เมื่อเข้าใจอย่างแล้วปลูกมะนาวแป้นรำไพทำนอกฤดู จึงไม่ใช่เรื่องยาก
ไม่จำเป็นต้องอดน้ำอดปุ๋ยอย่างที่นักวิชาการหลายต่อหลายท่านแนะนำกัน
เราสามารถทำมะนาวนอกฤดูแบบธรรมชาติได้ ขั้นตอนก็ง่ายไม่สลับซับซ้อน
ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย ฝนตกแดดออกก็ไม่ใช่อุปสรรค
แต่ที่สำคัญต้นมะนาวที่ต้องการทำนอกฤดูจะต้องมีอายุปีครึ่งเป็นอย่างต่ำ
เพราะถ้าอายุน้อยเกินไปเดี่ยวต้นจะโทรมปรับสภาพไม่ทัน
ประมาณเดือนเมษายนหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จ
หากมีมะนาวที่ยังค้างต้นอยู่ยังไม่ต้องเอาออก ปล่อยเก็บไปเรื่อยๆ
ช่วงนี้ห้ามให้มะนาวขาดน้ำเด็ดขาดต้องให้น้ำทุกวัน
สำหรับเกษตรกรท่านที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ให้เติมดินที่ผสมปุ๋ยคอกเกลี่ยให้เต็มวงบ่อซีเมนต์ก่อน
ส่วนท่านที่ปลูกบนดินโดยตรงให้ปุ๋ยสูตร 25-7-7 ต้นละ 3 กำมือสลับกับปุ๋ยสูตร
46-0-0 (ห่างจากโคนต้น)ทุก 25 วัน ก่อนหรือหลังให้ปุ๋ยทุกครั้งต้องรดน้ำให้ชุ่มเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด
ในเวลาเดียวกันต้องรักษายอดอ่อนที่ออกใหม่อย่าให้มีเพลี้ยไฟหรือหนอนชอนใบเข้าเล่นงานได้
หากมีดอกให้ปลิดทิ้งเสีย
เดือนกรกฎาคมช่วงนี้ต้นมะนาวจะสมบูรณ์สุดๆ
ให้งดปุ๋ยสูตร 46-0-0 ยังคงให้ปุ๋ยสูตร 25-7-7 แต่เพิ่มความถี่เป็น 20
วัน/ครั้งๆละ2 กำมือแทน
ส่วนน้ำยังคงให้สม่ำเสมอเช่นเดิมแต่หากช่วงไหนฝนตกก็ควรงดน้ำบ้างตามความเหมาะสมเพราะช่วงนี้เข้าหน้าฝน
ประมาณปลายเดือนกรกฎาคมให้ตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มออก ประมาณ30%
โดยเน้นกิ่งไขว้ไม่มีประโยชน์หรือปลายกิ่งที่มีรอยเพลี้ยไฟหรือหนอนชอนใบทำลาย
นอกจากนี้ให้ปลิดลูกที่ค้างต้นออกให้หมด หากมีดอกก็ให้ปลิดดอกทิ้งด้วย
ย่างเข้าเดือนสิงหาคม-กันยายน
จะเห็นได้ว่ามะนาวของท่านจะเริ่มแตกยอดอ่อนออกมา ให้งดปุ๋ยสูตร 25-7-7 เหลือต้นละ1
กำมือ แต่ยังคงให้น้ำปกติ
กิ่งใดที่มีดอกออกมาให้ปลิดทิ้งทันทีไม่ต้องหวง
จากนั้นให้ฉีดพ่นด้วยทริปโตฝาจร่วมกับไทเกอร์เฮิร์ปเพื่อป้องกันเพลี้ยไฟ
หนอนผีเสื้อหรือแมลงที่จะเข้ามากัดทำลายยอดอ่อน
จากนั้นประมาณเดือนตุลาคมให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 ต้นละ 3 กำมือ 2 ครั้ง
ห่างกัน 20 วัน สังเกตว่ามะนาวของท่านจะเริ่มออกดอกเรื่อยๆ ซึ่งดอกที่ออกมาเป็นดอกคุณภาพดีคือออกมาพร้อมยอดอ่อนและออกจากซอกใบ
หลังจากนี้ให้บำรุงด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 20-20-20 หรือ 15-15-15 เป็นต้น
นอกจากใส่ปุ๋ยบำรุงต้นแล้วที่ขาดเสียไม่ได้ก็คือให้ฉีดพ่นบีเอสพลายแก้วป้องกันรักษาดอกจากเชื้อราต่างๆ
เนื่องจากช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเย็น ความชื้นสูงมีน้ำค้างเยอะ
เหมาะต่อการระบาดของเชื้อรา
เกษตรกรท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร. 02-9861680-2
หรือ 081-6929660 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย :
ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12778&Param2=4
วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email
: thaigreenagro@gmail.com
|
วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556
ดินจืดเหนียวแน่นแข็ง ปรับดินก่อนเสียบตออ้อย แล้วผลผลิตของท่านจะเปลี่ยน
ผลผลิตอ้อยส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของดิน ดินที่เหมาะสมต้องร่วนไม่แบ่งเป็นชั้น หน้าดินไม่แพ็คแน่นเป็นดาน พื้นที่ส่วนใหญ่เมื่อปลูกอ้อยไปแล้ว 1-2 รอบ ก็จะระเบิดดินดานด้วยผานสามหรือสี่ก่อนไถ่พรวนอีกรอบ ให้ดินร่วนซุยอ้อยหยั่งรากได้ลึก รากไม่ลอยทำได้หลายตอ อีกทั้งดินยังสามารถซับน้ำซับปุ๋ยได้ดีกว่าเดิม สำหรับเกษตรกรรายย่อยต้นทุนน้อย ไม่สะดวกใช้รถแทรกเตอร์ไถระเบิดดินก็ให้ใช้สารละลายดินดาน ALS 29% แทน
พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่ถูกดัดแปลงจากท้องนาซึ่งเป็นดินเหนียวไม่ค่อยระบายน้ำ
หากต้องการให้ดินร่วนก็ต้องอาศัยใส่พูมิชซัลเฟอร์อย่างน้อยไร่ละ 20-40 กิโลกรัม
ยิ่งใส่ทุกๆปีดินยิ่งร่วนซุยขึ้นเรื่อยๆ ครั้งต่อไปก็ไถง่ายขึ้น
ประหยัดค่าน้ำมันได้มาก ดินร่วนขึ้นอ้อยหยั่งรากออกด้านข้างได้ดี และสามารถซึมซับไอน้ำใต้ดินได้ดีอีกด้วย
นอกจากนี้ยังช่วยดูดซับน้ำสำรองให้พืชไว้ใช้หลังฝนตกได้นานวันขึ้น
ที่สำคัญช่วยจับตรึงไนโตรเจนและโพแทสเซียมให้ละลายช้าลง
ลดการชะล้างเวลาฝนตกหรือน้ำขัง ทำให้สามารถใช้ปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ดินแน่นแข็งกระด้างขาดอินทรียวัตถุให้เติมโพแทสเซียมฮิวเมทร่วมกับปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ ฯลฯ
เพราะปุ๋ยอินทรีย์ช่วยให้ปุ๋ยที่ละลายได้น้อยที่มีอยู่ในดินให้ละลายเพิ่มขึ้น
ทำให้พืชได้รับประโยชน์มากขึ้น แม้ว่าปุ๋ยอินทรีย์จะมีประโยชน์ตามที่กล่าวข้างต้นจริง
แต่การให้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียว พืชก็ได้รับเปอร์เซ็นต์ปุ๋ยไม่เพียงพอ
การใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีจึงยังเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่หากต้องการลดต้นทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ควรใช้พูมิช 20 กิโลกรัมคลุกผสมร่วมกับปุ๋ยเคมี 50 กิโลกรัมหรืออินทรีย์ 100 กิโลกรัมเป็นปุ๋ยละลายช้า
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 089-4442366
(เอกรินทร์)เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email
: thaigreenagro@gmail.com
วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555
เห็ดแครง ทางเลือกใหม่สร้างรายได้ที่น่าสนใจ
|
รักษาเลนหน้าดินก่อน ปล่อยพันธุ์หอยแครงลงเลี้ยง
|
วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555
หอยแครงส่งออกตลาดจีน อีกอาชีพที่น่าสน
|
วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
หยุดเสี่ยง...ยางพารายืนต้นตาย...ขาดน้ำช่วงหน้าแล้ง
การปลูกยางพาราสิ่งสำคัญคือ “น้ำ” เพราะเนื่องจากต้นยางพาราจะต้องการน้ำสูงกว่าพืชชนิดอื่น ดังนั้นทำให้พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกยางพาราเลยไปอยู่ที่ภาคใต้ แต่ทว่า...เนื่องจากการที่ราคายางพารา ยางแผ่นที่สูงในขณะนี้ส่งผลทำให้มีเกษตรกรเกือบทั่วประเทศหันมาปลูกยางเพิ่มมากขึ้น เพื่อหวังที่จะกอบโกยกำไรจากการปลูกยางครั้งนี้ เกษตรกรกรบางรายที่อยู่บนพื้นที่แห้งแล้งอาจจะลืมนึกถึงเรื่องของน้ำ ความต้องการน้ำของต้นยางพาราทำให้ปลูกไปแล้วหลายปียังกรีดไม่ได้เลย
สำหรับเกษตรกรที่ปลูกยางพาราอยู่ก่อนแล้วหรือมือใหม่ที่เพิ่งปลูกเป็นครั้งแรกและอยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง อย่าง ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคอีสาน ฯลฯ การจะปลูกยางพาราให้ประสบความสำเร็จและสามารถกรีดน้ำยางได้ในปริมาณที่มากๆ ขึ้นนั้น แหล่งน้ำหรือน้ำจึงเป็นส่วนสำคัญในขบวนการผลิต ดังนั้นเกษตรกรหัวก้าวหน้าส่วนใหญ่หันมาใช้โพลิเมอร์ในการดูดซับน้ำใส่รองก้นหลุมเพิ่มความชื้นแทนการรดน้ำทุกๆ วัน ก่อนลงต้นกล้าปลูก โพลิเมอร์ก่อนแช่จะมีลักษณะเป็นเม็ดหรือเกล็ดเล็กๆ สีขาวดูคล้ายน้ำตาลทรายขาว เมื่อนำไปแช่น้ำ ก็จะเริ่มดูดน้ำพองตัวเป็นก้อนใสภายใน 5-10 นาที เมื่อแช่ทิ้งไว้ประมาณ 4 ชั่วโมง ก็จะดูดน้ำขยายพองตัวประมาณ 200 เท่า การนำโพลิเมอร์ที่ดูดน้ำเต็มที่แล้วไปใส่รองก้นหลุมปลูกยางพาราช่วงฤดูร้อนแห้งแล้ง ดินก็จะดูดซับน้ำจากโพลิเมอร์เพิ่มความชื้นให้กับดิน รากยางพาราก็จะได้น้ำ ธาตุอาหารซึ่งต้องใช้น้ำเป็นตัวทำละลายจากดินอีกต่อหนึ่ง เมื่อพื้นดินได้รับน้ำเพิ่มเข้ามากขึ้นโพลิเมอร์จะทำหน้าที่ดูดกักเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงพื้นดินแห้งแล้งวนเวียนอย่างนี้ประมาณ 1 ปี ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่การย่อยสลายของจุลินทรีย์ในพื้นที่นั้นๆ
โพลิเมอร์โดยทั่วไปแล้วจะสามารถขยายพองตัวกักเก็บน้ำได้ประมาณ 200 เท่า ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความเค็มของน้ำ(ด่าง)ด้วย สำหรับเทคนิควิธีการนำโพลิเมอร์ไปใช้ในสวนยางพาราโดยเฉพาะช่วงลงต้นกล้าปลูกใหม่ โพลิเมอร์(แห้ง) 1 กิโลกรัม หลังขยายพองตัวแล้วสามารถรองก้นหลุมปลูกได้ประมาณ 200 ต้น ส่วนขั้นตอนวิธีการนำไปใช้นั้นมีดังนี้
1. นำโพลิเมอร์แช่ให้ดูดน้ำให้เต็มที่ (โพลิเมอร์ 1 กก. สามารถดูดกักเก็บน้ำได้ประมาณ 200 ลิตร) ทิ้งไว้ประมาณ 4 ชม.หรือค้างคืน
2. ก่อนปลูกให้รองก้นหลุมด้วยโพลิเมอร์ที่อุ้มน้ำเต็มที่หรือแช่น้ำแล้ว 1 กระป๋องนม (1/2 ลิตร)/หลุม
3. นำกล้ายางลงปลูก ถมดินลงไปครึ่งหนึ่งของตุ้มดินที่หุ้มรากยาง นำโพลิเมอร์อีก 1 กระป๋องนม (1/2 ลิตร)/หว่านรอบๆ ตุ้มดินที่หุ้มรากยางอยู่ (ถ้าจะใส่ 2 กระป๋องนมหรือมากกว่าก็ได้เช่นกัน) จากนั้นกลบ-อัดดินให้แน่นเหมือนปลูกยางปกติ
4. หลังจากใช้โพลิเมอร์รองก้นหลุมแล้ว ควรให้น้ำบ้างประมาณ 2 เดือนต่อครั้งและคลุมโคนต้นด้วยหญ้าแห้งหรือเศษวัสดุทางการเกษตร จะช่วยทำให้โพลิเมอร์ดูดซับน้ำได้ “ดีเยี่ยม” มากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันนี้แม้แต่ภาคใต้ที่เจอภัยแล้งน้อยกว่าอื่นๆ แต่เกษตรกรก็ยังประสบปัญหาต้นยางยืนต้นตายจากขาดน้ำเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน การนำโพลิเมอร์มาช่วยแก้ปัญหาการขาดน้ำช่วงหน้าแล้ง ทำให้ต้นยางพาราสมบูรณ์ เจริญเติบโตสม่ำเสมอ สูงเท่าเทียมกัน ได้ขนาดตามมาตรฐานของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) สำหรับต้นทุนในการใช้โพลิเมอร์ หากเทียบกับการต้องลงทุนปลูกซ่อมยางแล้วนับว่าต่ำมาก ประมาณ 2.50 บาท/ต้นเท่านั้นเอง เกษตรกรท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ชมรมฯ (02-9861680 -2) หรือนักวิชาการชมรมฯ (081-398312 ,081-6929660)
เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com
สำหรับเกษตรกรที่ปลูกยางพาราอยู่ก่อนแล้วหรือมือใหม่ที่เพิ่งปลูกเป็นครั้งแรกและอยู่ในพื้นที่แห้งแล้ง อย่าง ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคอีสาน ฯลฯ การจะปลูกยางพาราให้ประสบความสำเร็จและสามารถกรีดน้ำยางได้ในปริมาณที่มากๆ ขึ้นนั้น แหล่งน้ำหรือน้ำจึงเป็นส่วนสำคัญในขบวนการผลิต ดังนั้นเกษตรกรหัวก้าวหน้าส่วนใหญ่หันมาใช้โพลิเมอร์ในการดูดซับน้ำใส่รองก้นหลุมเพิ่มความชื้นแทนการรดน้ำทุกๆ วัน ก่อนลงต้นกล้าปลูก โพลิเมอร์ก่อนแช่จะมีลักษณะเป็นเม็ดหรือเกล็ดเล็กๆ สีขาวดูคล้ายน้ำตาลทรายขาว เมื่อนำไปแช่น้ำ ก็จะเริ่มดูดน้ำพองตัวเป็นก้อนใสภายใน 5-10 นาที เมื่อแช่ทิ้งไว้ประมาณ 4 ชั่วโมง ก็จะดูดน้ำขยายพองตัวประมาณ 200 เท่า การนำโพลิเมอร์ที่ดูดน้ำเต็มที่แล้วไปใส่รองก้นหลุมปลูกยางพาราช่วงฤดูร้อนแห้งแล้ง ดินก็จะดูดซับน้ำจากโพลิเมอร์เพิ่มความชื้นให้กับดิน รากยางพาราก็จะได้น้ำ ธาตุอาหารซึ่งต้องใช้น้ำเป็นตัวทำละลายจากดินอีกต่อหนึ่ง เมื่อพื้นดินได้รับน้ำเพิ่มเข้ามากขึ้นโพลิเมอร์จะทำหน้าที่ดูดกักเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงพื้นดินแห้งแล้งวนเวียนอย่างนี้ประมาณ 1 ปี ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่การย่อยสลายของจุลินทรีย์ในพื้นที่นั้นๆ
โพลิเมอร์โดยทั่วไปแล้วจะสามารถขยายพองตัวกักเก็บน้ำได้ประมาณ 200 เท่า ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความเค็มของน้ำ(ด่าง)ด้วย สำหรับเทคนิควิธีการนำโพลิเมอร์ไปใช้ในสวนยางพาราโดยเฉพาะช่วงลงต้นกล้าปลูกใหม่ โพลิเมอร์(แห้ง) 1 กิโลกรัม หลังขยายพองตัวแล้วสามารถรองก้นหลุมปลูกได้ประมาณ 200 ต้น ส่วนขั้นตอนวิธีการนำไปใช้นั้นมีดังนี้
1. นำโพลิเมอร์แช่ให้ดูดน้ำให้เต็มที่ (โพลิเมอร์ 1 กก. สามารถดูดกักเก็บน้ำได้ประมาณ 200 ลิตร) ทิ้งไว้ประมาณ 4 ชม.หรือค้างคืน
2. ก่อนปลูกให้รองก้นหลุมด้วยโพลิเมอร์ที่อุ้มน้ำเต็มที่หรือแช่น้ำแล้ว 1 กระป๋องนม (1/2 ลิตร)/หลุม
3. นำกล้ายางลงปลูก ถมดินลงไปครึ่งหนึ่งของตุ้มดินที่หุ้มรากยาง นำโพลิเมอร์อีก 1 กระป๋องนม (1/2 ลิตร)/หว่านรอบๆ ตุ้มดินที่หุ้มรากยางอยู่ (ถ้าจะใส่ 2 กระป๋องนมหรือมากกว่าก็ได้เช่นกัน) จากนั้นกลบ-อัดดินให้แน่นเหมือนปลูกยางปกติ
4. หลังจากใช้โพลิเมอร์รองก้นหลุมแล้ว ควรให้น้ำบ้างประมาณ 2 เดือนต่อครั้งและคลุมโคนต้นด้วยหญ้าแห้งหรือเศษวัสดุทางการเกษตร จะช่วยทำให้โพลิเมอร์ดูดซับน้ำได้ “ดีเยี่ยม” มากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันนี้แม้แต่ภาคใต้ที่เจอภัยแล้งน้อยกว่าอื่นๆ แต่เกษตรกรก็ยังประสบปัญหาต้นยางยืนต้นตายจากขาดน้ำเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน การนำโพลิเมอร์มาช่วยแก้ปัญหาการขาดน้ำช่วงหน้าแล้ง ทำให้ต้นยางพาราสมบูรณ์ เจริญเติบโตสม่ำเสมอ สูงเท่าเทียมกัน ได้ขนาดตามมาตรฐานของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) สำหรับต้นทุนในการใช้โพลิเมอร์ หากเทียบกับการต้องลงทุนปลูกซ่อมยางแล้วนับว่าต่ำมาก ประมาณ 2.50 บาท/ต้นเท่านั้นเอง เกษตรกรท่านใดสนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ชมรมฯ (02-9861680 -2) หรือนักวิชาการชมรมฯ (081-398312 ,081-6929660)
เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)