วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กุ้งอยู่ ข้าวอยู่ พึ่งพาอาศัยกันอย่างแฮปปี้


เลี้ยงกุ้งบางครั้งก็ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน เนื่องจากน้ำทิ้งจากบ่อกุ้งจะมีไนโตรเจนปะปนอยู่มาก จะเห็นชัดเจนมากเวลาปล่อยผ่านนาข้าว ใบข้าวจะเขียวมันดำเพราะได้รับไนโตรเจนมากเกินความสมดุลของฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุรองและอาหารเสริมอื่น ทำให้ใบมากใบใหญ่เป็นพิเศษ ที่ชาวนาส่วนใหญ่เรียกว่าข้าวบ้าใบหรือเฝือใบ อ่อนแอเป็นโรคง่ายสังเกตจากแมลงชอบรบกวนและล้มง่าย

แนวทางแก้ปัญหาเริ่มจากการป้องกันไม่ให้น้ำจากบ่อกุ้งผ่านไหลแปลงนาโดยตรง ควรมีบ่อพักเพื่อเปิด-ปิดหรือสูบเข้านาช่วงที่ข้าวต้องการไนโตรเจน แต่หากไม่มีบ่อพักหรือไม่ทันจริงๆ เผลอปล่อยผ่านนาไปแล้ว ให้หว่านพูมิชลงไป 20 กิโลกรัมต่อไร่ ช่วยจับไนโตรเจนไม่ให้ต้นข้าวดูดซับมากเกินไป นอกจากนี้ซิลิก้าที่อยู่ในเนื้อพูมิชยังช่วยให้ต้นข้าวแข็งแรง ต้านทานต่อโรคต่อแมลง ช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย
การป้องกันมิให้เกิดปัญหานี้ซ้ำๆซากๆหรือมีบ้างเล็กๆน้อยๆพอเอาอยู่ ควรเริ่มตั้งแต่ในบ่อกุ้ง ไนโตรเจนที่ได้จากแอมโมเนีย ไนไตรท์ ไนเตรท ที่เกิดจากกการหมักหมมแล้วเกิดการย่อยสลายเศษอาหารหรือขี้กุ้งบนพื้นบ่อ ปล่อยทิ้งไว้ยิ่งทำให้น้ำเขียว ส่งกลิ่นบูดเน่าเหม็น หากเป็นขั้นนี้แล้วให้หว่านด้วยไคลน็อพติโลไลท์ 10 กิโลกรัมต่อไร่ หรือคลุกกับอาหาร 3 กิโลกรัมต่อ 100 กิโลกรัมให้กุ้งกินแทน จะได้ช่วยจับสารพิษ สารตะกั่ว โลหะหนัก ที่แขวงมากับความชื้นในอาหาร เวลาขับถ่ายก็จะมีไคลน็อพฯจับอยู่ในทุกส่วนของขี้กุ้ง ย่อยสลายเกิดแอมโมเนียช่วงใดก็จะจับตรึงได้ทันที
แอมโมเนียที่เหลือส่วนใหญ่มักอยู่ในเลนก้นบ่อ จะค่อยสลายตัวปลดปล่อยแอมโมเนียออกมาช้าๆ สังเกตได้จากฟองอากาศที่ผุดออกจากผิวดินพื้นบ่อ พบเห็นอาการดังกล่าวให้หว่านสเม็คโตไทต์ 20 กิโลกรัมต่อไร่ จับแอมโมเนียส่วนที่เหลือซ้ำอีกครั้ง ทำอย่างนี้จนสิ้นสุดการเลี้ยง ต่อไปน้ำในบ่อกุ้งก็สามารถปล่อยลงนาได้โดยไม่สร้างปัญหาให้ชาวนาหรือสิ่งแวดล้อม อยู่รวมกัน พึ่งพาอาศัยกันได้อย่างแฮปปี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-6929660 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13033&Param2=8
วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

น้ำขี้หมูผ่านนา ข้าวล้มระนาว


การเลี้ยงหมูก็สามารถก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้เช่นเดียวกันหากป้องกันบำบัดไม่เป็น โดยเฉพาะกลิ่นก๊าซที่ปลิวล่องลอยตามลม ซึ่งกล่าวรวมถึงของเสียที่เรียกว่า “ขี้” ในรูปของน้ำทิ้งที่ปล่อยลงบ่อพัก ผ่านลำน้ำ ลงคลองหนองจนผักตบผักปอดเขียวขจี บางครั้งมีมากเกินไปน้ำเขียวไม่ระบายจนปลาตายลอยเป็นแพเพราะขาดออกซิเจน ก่อให้เกิดปัญหามากมาย อันจะปล่อยลงแปลงนาข้างบ้านโดยตรงก็เกรงว่าข้าวจะไม่ได้รวง เฝือใบบ้าใบเพราะรับไนโตรเจนเข้าไปเยอะ อ่อนแอเป็นโรคง่าย แมลงศัตรูรบกวนง่ายและที่สำคัญล้มง่าย
 
จริงแล้วไนโตรเจน(N) ก็เป็นอาหารพืชอาหารต้นข้าวเหมือนกัน แต่บางครั้งการได้รับในอัตราที่มากเกินไปก็อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี กล่าวคือข้าวจะบ้าใบเฝือใบ ล้มง่าย ไม่ค่อยได้รวง เสียเวลาเสียต้นทุน เป็นปัญหาเดิมๆที่เกษตรกรเคยพบเจอ ซึ่งต่อไปไม่ใช่ปัญหาหากจะนำขี้หมู น้ำขี้หมู มาใช้ในแปลงนา แปลงเกษตรหรือหว่านราดรดต้นไม้ ก่อนหรือหลังปลูกทุกครั้งควรใช้หินแร่ภูเขาไฟอย่างพูมิช รองก้นหลุมหรือหว่านผสมร่วมกันช่วยจับอนุภาคประจุบวกของไนโตรเจนในปุ๋ยขี้หมู น้ำทิ้งจากฟาร์มเลี้ยงหมู
20110613_PUMICE_New02.jpg
ในนาข้าวที่ขาดอินทรียวัตถุให้เติมโพแทสเซียมฮิวเมทลงไปด้วย จะช่วยให้ธาตุอาหารที่ละลายได้น้อยที่มีอยู่ในดินละลายเพิ่มขึ้น ต้นข้าวได้รับประโยชน์มากขึ้น แม้ว่าธาตุอาหารที่ได้จากขี้หมูน้ำขี้หมูมีประโยชน์อยู่จริง แต่การได้รับปุ๋ยเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เปอร์เซ็นต์ปุ๋ยไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องดึงปุ๋ยเคมีบางสูตรมาร่วมเพื่อรักษาคุณภาพผลผลิตไม่ให้ตกต่ำ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและไม่ต้องการให้ใช้ปุ๋ยเกินประโยชน์เกินความจำเป็น ให้นำพูมิช 20 กิโลกรัมมาคลุกผสมร่วมกับปุ๋ยเคมี 50 กิโลกรัมหรือขี้หมู 100 กิโลกรัมทำเป็นปุ๋ยละลายช้าเสีย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 089-4442366 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12993&Param2=14
วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อยากปลูกมะนาวอย่างเขา แต่ดินปนทรายระบายน้ำเร็วเกินไป



หันทางซ้ายหันทางขวาก็มีแต่คนอยากจะปลูกมะนาว อาจจะเป็นเพราะราคาที่ยั่วใจ ยั่วน้ำลายคนปลูกทีเดียว ราคาเล่นเอาไม่ต่ำกว่าลูกละ 2 บาท สำหรับบางท่านแม้ใจอยากจะปลูกสักแค่ไหน แต่ดินไม่ให้ ดินเป็นทรายระบายน้ำเร็วเกินไป อันจะปลูกลงท่อซิเมนต์ก็เกรงต้นทุนจะสูง ปลูกได้ไม่กี่ต้น ไม่พอกินไม่พอขาย แม้แต่คิดก็ยังติดลบแล้ว ปลูกมะนาวบนดินทรายหรือปนทรายโดยไม่ต้องลงท่อซิเมนต์ทำได้ แค่ปรับสภาพดินให้เหมาะสม ดูดซับน้ำได้ดีไม่ให้ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ให้ผลผลิตดี ต้นไม่โทรมเพราะเสียน้ำ ไม่ค่อยมีปัญหารากเน่าโคนเน่าเหมือนในดินเหนียว


การปรับปรุงดินช่วยปรับค่า pH ของดินใหม่ให้เหมาะสมต่อชนิดพืชที่ปลูก เจริญงอกงาม ดูดซับธาตุอาหารได้ดีผลิตสูงขึ้น พื้นที่บางแห่งปลูกพืชมายาวนาน แต่ขาดการปรับปรุงดิน ไม่รู้ว่าดินเป็นกรดหรือด่าง ปลูกอย่างเดียว ผลผลิตไม่ดีค่อยเอาปุ๋ยเคมีมาช่วย ดินที่ขาดการฟื้นฟูจะจืดไม่มีธาตุอาหาร อินทรียวัตถุหรือหากมีก็มีน้อย อย่างดินทรายหรือดินปนทรายแทบไม่มีธาตุอาหารหลงเหลืออยู่เลย บวกกับดินไม่อุ้มน้ำก็ยิ่งพาให้แย่กันไปใหญ่ เมื่อดินไม่มีความชื้นรากพืชก็ชอนไชได้น้อย แหย่รากโผล่ไปทางไหนก็แห้งกรอบเหมือนเส้นหมี่ รากไม่เดินพืชก็ไม่โตแคระๆแกระๆท้ายสุดก็ยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ
Soilplus.gif
หากต้องการปลูกมะนาวบนดินทรายหรือดินปนทรายจริงๆละก็ควรปรับสภาพดินเสียก่อน เนื่องจากดินกลุ่มนี้อุ้มน้ำได้น้อย ไม่เพียงพอต่อการดูดซับนำไปใช้ เมื่อเซลล์พืชขาดน้ำนานๆปากใบก็ปิด ใบก็เหี่ยวเฉา ปล่อยนานเกินไปอาจทำให้ต้นตาย ดินร่วนปนทราย ดินทรายเป็นดินที่มีธาตุอาหารน้อย ไม่เก็บความชื้น น้ำไหลผ่านง่าย ควรปรับปรุงโครงสร้างเนื้อดินด้วยการหว่านซอยพลัส 40-60 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซับน้ำ สร้างความชื้นในดิน เมื่อดินดูดซับน้ำได้ดีก็แทบไม่ต้องกังวลเรื่องปลูกพืชบนดินทรายอีกต่อไป สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-6929660 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12957&Param2=4
วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ราแป้งมะละกอแก้ได้ ปลอดสารเคมีด้วย


ราแป้งมะละกอ “ออเดียม คาริเอ” หลายต่อหลายท่านคงรู้จักดีหรืออาจประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ก็เป็นได้ ราแป้งเป็นผงแป้งสีขาวติดตามผล ใบ ก้านใบ หากมองใกล้จะเห็นเป็นปุยสปอร์สีขาวคล้ายกับแป้ง ใบมะละกอที่ถูกเชื้อเข้าทำลายมักจะเป็นจุดซีดเหลืองกระจายบนใบ แล้วค่อยๆขยายวงกว้างเชื่อมต่อติดกัน หากดูใต้ใบจะพบเชื้อราสีขาว หากระบาดมากก็จะแสดงให้เห็นบนผิวใบเช่นเดียวกับราชนิดอื่นๆซึ่งอาจพบจุดสีขาวๆ ตามผลเหมือนบนใบได้เช่นเดียวกัน อาจทำให้ผิวตกกระไม่สวย ชะงักไม่โต ผลเหลืองหลุดร่วงง่าย หากเกิดในต้นกล้าจะมีอาการใบเหลืองซีดหลุดร่วงง่าย และมักระบาดช่วงอากาศเย็น ความชื้นสูง ลมก็อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สปอร์เชื้อราแพร่กระจายได้เร็ว
 
ควบคุมการระบาดโดยการตัดแต่งใบที่เป็นโรคออกประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ เว้นไว้บางส่วนให้พอสังเคราะห์แสงได้ เก็บผลใบแห้งที่ร่วงหล่นบนพื้นออกทิ้งให้เป็นที่เป็นทาง แต่ถ้าฝังกลบได้ก็จะเป็นการดี จากนั้นให้ฉีดพ่นล้างสปอร์ด้วยสารสกัดแซนโธไนท์ 10 ซีซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร ก่อนฉีดพ่นเชื้อหมักขยายบาซิลลัสพลายแก้ว (เชื้อพลายแก้ว 10 กรัม +ไข่ไก่ 10 ฟอง +น้ำเปล่า 30 ลิตร +สเม็คไทต์ 1 กิโลกรัม (จับกลิ่นก๊าซไข่เน่า) + น้ำมันพืช (ตรึงผิวน้ำไม่ให้ฟองไข่ฟู่กระจาย) ผสมให้เข้ากันก่อนให้ออกซิเจนแบบในตู้ปลา ทิ้งไว้ 24 -48 ชั่วโมง ก่อนนำมาผสมน้ำเปล่าให้ครบ 200 ลิตร ) ทั้งบนใบใต้ใบ ซอกผลให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุกๆ 3 -5 วันครั้ง ในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ให้เติมซิลิซิค แอซิด 50 กรัม + ซิลิโคเทรซ 50 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตรร่วมกับสารจับใบ(ม้อยเจอร์แพล้นท์) ทุกครั้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม
Pumice_Sulpher02.jpg
ก่อนปลูกควรปรับปรุงดินด้วยพูมิชซัลเฟอร์ 20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือใส่รองก้นหลุมก่อนปลูก 1-2 กำมือต่อต้น หรืออาจผสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม แต่หากเป็นปุ๋ยเคมีให้ใช้ 50 กิโลกรัมก็พอ ทำเป็นปุ๋ยละลายช้าหว่านใส่ทางดินห่างจากโคนต้นประมาณ 1 เมตรเพื่อบำรุงต้น หรืออาจดัดแปลงละลายน้ำ 20 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร คนให้เข้ากันทิ้งให้ตกตะกอน 15 นาที ก่อนนำมาฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบใต้ใบให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ ซึ่งพูมิชซัลเฟอร์ 1 กระสอบหรือ 20 กิโลกรัมสามารถผสมน้ำซ้ำๆได้ 2-3 ครั้ง ช่วยประหยัดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 089-4442366 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12946&Param2=3
วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

เมื่ออากาศร้อน น้ำน้อย ควรปรับปรุงดินก่อนปลูกพืชบนดินทราย

ดินทรายเป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ขาดธาตุอาหาร อาจมีบ้างแต่ก็เล็กๆน้อยๆ ไม่เหมือนดินประเภทอื่น หนำซ้ำไม่อุ้มน้ำ รากพืชแผ่ขยายชอนไชหาอาหารได้น้อย ทำให้ไม่เจริญเติบโตงอกงามตามที่ควรจะเป็น แต่ก็พอมีดีอยู่บ้างคือระบายน้ำดี  ดีจนน่าใจหายชนิดที่ว่าไม่มีเหลือให้เก็บในดินเลย ส่งผลให้พืชคายน้ำเร็ว เหี่ยวเฉาง่าย หากเป็นเช่นนี้บริเวณกว้างๆ นานๆ อาจทำให้ต้นพืชเหี่ยวเฉายืนต้นตายและขาดทุนได้ในที่สุด

ปรับปรุงดินทรายให้เกิดคุณภาพเริ่มจากการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดิน ซึ่งอาจเกิดจากการเพิ่มอินทรียวัตถุ เศษไม้ใบหญ้าลงในดิน ไม่ถากหรือวัชพืชคลุมดินแต่ใช้วิธีดายหรือตัดแทน อาจกล่าวรวมไปถึงการใช้โพลีเมอร์ใส่รองก้นหลุมก่อนปลูกกล้าไม้หรือฝัง-หว่านรอบทรงพุ่มต้นที่ปลูกแล้ว นอกจากนี้แล้วการพรวนดินเพื่อเพิ่มช่องว่างอากาศในดิน ช่วยให้ดินไม่จับตัวแน่นอากาศแทรกตัวได้ การปลูกแฝกก็อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มช่องว่างในดิน เนื่องจากของแฝกมีระบบรากที่ยาว บางคนอาจมีคำถามในใจ “แล้วอย่างนี้ทำไมไม่เว้นหญ้าคาไว้ ง่ายด้วยไม่ต้องปลูกใหม่ ก็เพราะหญ้าคามันแตกหน่อเก่งแผ่ขยายเร็วควบคลุมลำบาก”
Soilplus.gif
ยิ่งอากาศร้อนยิ่งทำให้พืชสูญเสียน้ำง่าย บวกกับอุณหภูมิที่ยิ่งทวีสูงขึ้นเรื่อยๆ ผนวกกับดินทรายอุ้มน้ำได้น้อย ไม่เพียงพอให้พืชดูดซับน้ำไปใช้ เมื่อเซลล์พืชขาดน้ำนานๆปากใบจะเริ่มปิด ใบเริ่มเหี่ยวเฉา นานเกินไปอาจทำให้พืชยืนต้นตาย ดินร่วนปนทราย ดินทรายเป็นดินที่ธาตุอาหารน้อย ไม่เก็บความชื้น น้ำไหลผ่านง่าย ควรปรับปรุงโครงสร้างเนื้อดินด้วยการหว่านซอยพลัส 40-60 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซับน้ำ สร้างความชื้นในดิน เมื่อดินดูดซับน้ำได้ดีก็แทบไม่ต้องกังวลเรื่องปลูกพืชบนดินทรายอีกต่อไป สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-6929660 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12932&Param2=17
วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com