วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะนาวให้น้ำแบบหยดโทษมากกว่าคุณ

โดยธรรมชาติมะนาวเป็นพืชที่มีรากกระจัดกระจายตามผิวหน้าดินรอบๆทรงพุ่ม ไม่ลึกมากมองเห็นชัดเจน แตกรากใหม่เป็นฝอยๆ สีเหลืองอ่อนหรือเขียวตลอดเวลา ส่งผลทำให้ดูดซับธาตุอาหารได้รวดเร็ว หลังใส่ปุ๋ยไปประมาณ 4-5 วัน ก็จะเห็นได้ว่าใบเขียวตั้งขึ้น แตกยอดอ่อนออกมา ถ้าหยุดให้น้ำเมื่อไรใบก็จะเริ่มเหี่ยวเฉา การให้น้ำมะนาวไม่ว่าจะลงดินหรือในวงบ่อซีเมนต์ จะต้องให้ทั่วถึง ดินอิ่มตัว ความชื้นพอเหมาะ เพื่อให้รากที่กระจายตามผิวดินได้น้ำในปริมาณเท่าๆกัน โดยเฉพาะช่วงหน้าแล้ง ชาวสวนมือใหม่หลายๆท่าน อาจมีแนวคิดว่าการให้น้ำแบบน้ำหยดปล่อยให้ไหลเรื่อยๆ “ ดี ” เพราะไม่ต้องคอยให้น้ำบ่อยครั้ง
อย่างที่กล่าวมะนาวรากจะแผ่กระจายไปทั่ว ต้องการน้ำเป็นตัวทำละลายในการดูดซับธาตุอาหาร หากให้น้ำเพียงจุดหนึ่งจุดใดบริเวณโคนต้น ไม่ทั่วถึงไปยังรากส่วนอื่น ทำให้มะนาวไม่สมบูรณ์ ใบเหลือง ผลผลิตตกต่ำ ที่สำคัญน้ำหยดลงดินจุดเดียวนานๆทำให้รากอ่อนแอเป็นเชื้อรา ในที่สุดทำให้มะนาวต้นนั้นเป็นโรคไม่โตหรือตายได้  หากเป็นโรคเนื่องจากรากเน่าให้ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัม ผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ 50 กิโลกรัม หว่านรอบๆ ทรงพุ่มเดือนละครั้ง เพื่อป้องกันกำจัดเชื้อราในดิน
การรดน้ำควรให้น้ำกระจายไปรอบๆทรงพุ่ม ซึ่งอาจใช้สปริงเกอร์ หรือมินิสปริงเกอร์ ช่วงหน้าแล้งมะนาวที่ลงดินควรให้น้ำ 3-5 วันต่อครั้ง โดยแต่ละครั้งควรให้อย่างชุ่มฉ่ำไปเลย ส่วนในวงบ่อซีเมนต์สามารถให้ได้ทุกวัน ช่วงไหนก็ได้เนื่องจากวงซีเมนต์ดูดความชื้นออกไปด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้ความชื้นในดินหายไป จริงๆแล้วใช่ว่าระบบน้ำหยดไม่ดี แต่ระบบนี้เหมาะสมกับปลูกพืชล้มลุกที่มีรากแผ่ไม่ไกลมากกว่า ส่วนพืชที่มีรากกระจายรอบๆทรงพุ่มนั้นเหมาะสมกับการให้น้ำแบบกระจายตัวมากกว่า สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-3983128 (คุณเอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13140&Param2=4
วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปัญหามะนาวช่วงหน้าแล้ง อากาศร้อน

หน้า แล้งสวนใดมะนาวติดผล เก็บขายได้ราคาได้กำไร ส่วนแปลงไหนที่ไม่ติดดอกออกผลก็จะใส่ปุ๋ยบำรุงต้น เนื่องจากต้นยังไม่พร้อมที่จะให้ติดดอก ซึ่งบ่อยครั้งที่พบปัญหา โดยเฉพาะเกษตรมือใหม่ที่เพิ่งจะเข้าสู่ฤดูร้อนแรกของการปลูกมะนาว แต่ข้อดีของหน้าร้อนคือมะนาวไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเชื้อราหรือแม้แต่โรคฮอท ฮิตอย่างแคงเกอร์ ทำให้ร้านค้าไม่ค่อยมีกำไรจากยารา ขายไม่ค่อยได้ เพราะฉีดพ่นน้อยแค่เดือนละ 1-2 ครั้ง
ปัญหาหน้าแล้งที่ชาวสวนมะนาวกังวนและพบเจอบ่อยครั้ง คงหนีไม่พ้นแมลงค่อมทองที่เกาะผสมพันธุ์อยู่ตามใบมะนาวเป็นคู่ๆ จู๋จี๋น่ารำคาญ(อิจฉา) แถมยังกัดกินใบอ่อน ใบแก่ แหว่ง ร่วงหล่นเสียหาย บางกิ่งเหลือแต่ก้านใบ วันดีคืนดีหมั่นไส้ โมโห บวกอิจฉานิดๆ ก็แอบฉีดพ่นสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์ปร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ทริปโตฝาจ ติดๆ กัน 1-2 ครั้ง โดยทิ้งช่วงห่างกัน 6-7 วัน/ครั้ง เพื่อตัดวงจรควบคุมการขยายพันธุ์ ซึ่งวิธีนี้สามารถลดปริมาณค่อมทองลงได้ 60-70 เปอร์เซ็นต์
อาการใบไหม้ก็อีกตัวหนึ่งโดยเฉพาะพันธุ์พิจิตร1 ซึ่งเกิดจากอากาศที่ร้อนจัด บวกกับการใช้เคมี ธาตุอาหารที่มากเกินความจำเป็น ปัญหาข้อนี้แก้ง่ายมากคือควรตามฉลากที่ระบุข้างขวดอย่างเคร่งครัด การฉีดพ่นธาตุอาหารรอง-เสริมให้มะนาวหรือพืชใดก็ตาม ควรฉีดพ่นเช้าๆ แสงแดดอ่อนๆประมาณ 7 โมง, 8 โมงเช้า ส่วนยาป้องกันกำจัดแมลงให้ฉีดพ่นช่วงเย็นๆ เวลาแดดร่มลมตกเพราะแมลงจะออกหากินทำลายใบพืชตอนกลางคืน แต่ที่สำคัญหมั่นตรวจเช็คความชื้นของดิน เมื่อพบว่าดินเริ่มแห้งก็รีบให้น้ำในปริมาณพอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป โดยเฉลี่ย 3-4 วัน/ครั้ง หากต้องการให้ปุ๋ยควรใส่หลังจากการให้น้ำแล้วเสร็จ แต่ถ้าเป็นปุ๋ยเคมีขอย้ำให้ค่อยๆใส่ทีละน้อยๆ หากมากเกินไปก็อาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ใบไหม้ได้เช่นเดียวกัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-6929660 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13112&Param2=4
วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทำอย่างไรเมื่อเจอดินเปรี้ยวอย่างองครักษ์ บางน้ำเปรี้ยว ฯลฯ

ดินเปรี้ยวแม้ยกร่อง ไล่น้ำยังไงก็คงไม่หายเปรี้ยว ถ้าไม่มีการปรับสภาพดินบ้าง โดยเฉพาะแล้วที่นาแถวๆ องครักษ์ (นครนายก) บางน้ำเปรี้ยว คลองหลวงแพ่ง(ฉะเชิงเทรา) การปรับสภาพดินที่เปรี้ยวหรือกรดจัดๆนั้น ควรใช้ดินที่มีค่า pH ตรงกันข้ามหรือเป็นด่าง ดินหรือสารปรับปรุงดินที่ภาครัฐ-เอกชน นิยมส่งเสริมให้เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้มักจะเป็นวัตถุปูน อย่างเช่น ปูนมาร์ล โดโลไมท์ ปูนขาว ฯลฯ เนื่องจากต้นทุนต่ำ แต่ในมุมกลับกัน เกษตรกรนำมาใช้บ่อยครั้ง ในปริมาณที่ มากเข้าๆ เรื่อยๆ ก็จะเป็นโทษแก่ดิน ต่อต้นพืชหรือต้นข้าว เนื่องจากปูนก็คือปูนเมื่อเจอน้ำจะทำละลายผสมเข้ากันได้ดี แต่เมื่อแห้งหรือเข้าช่วงหน้าแล้ง จะแข็งตัวจับกันเป็นก้อน ฝนตก รดน้ำ เท่าไรก็จะไม่ละลาย แพ็คหน้าดิน แน่นแข็ง น้ำซึมผ่านขึ้น-ลงไม่ได้ สุดท้ายก็เหี่ยวเฉาตายเพราะขาดออกซิเจน
20110613_PUMICE_New02.jpg
การนำหินแร่ภูเขาไฟ หินลาวา หินลอยน้ำ ที่กำลังผุพังย่อยสลายมาใช้ปรับปรุงดิน เปลี่ยนโครงสร้างดินให้ดี ไม่ให้รัดตัวแน่นแข็งเป็นก้อน น้ำ อากาศผ่านขึ้น-ลงได้สะดวก จากประโยชน์ข้างต้นชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ภายใต้การนำของท่านประธานชมรมฯคนปัจจุบัน พยายามผลักดันแนะนำให้เกษตรกรรู้จักสารปรับปรุงดินที่มาจากหรือผลิตจากหินแร่ภูเขาไฟภายใต้แบรนด์ใบไม้ลายธงชาติ มีทั้งปรับสภาพดิน สภาพน้ำ จับแอมโมเนีย ตรึงไนโตรเจนช่วยให้ปุ๋ยละลายช้าลงลดต้นทุนลดการสูญเสีย ซึ่งหินแร่แต่ละชนิดจะทำหน้าที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับพื้นที่สภาพดินบนแหล่งนั้นๆ โซนดินเปรี้ยวอย่างองครักษ์ บางน้ำเปรี้ยวควรใช้พูมิชปรับสภาพดิน หากเป็นดินชายเขาหินปูนสระบุรีหรือดินด่างนาเกลือบ้านแหลม จ.เพชรบุรี ก็ควรภูไมท์ซัลเฟตกระสอบสีแดง แต่ถ้าดินทราย ดินปนทรายอย่างอีสานบ้านเฮาแล้วก็ควรใช้ซอยพลัส ฯลฯ สอบถามเพิ่มเติมหรือหาซื้อผลิตภัณฑ์มาทดลองใช้ ติดต่อได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-6929660 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13072&Param2=17
วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หน้าฝนปราบศัตรูพืชง่ายกว่าหน้าแล้ง


หน้าแล้งอากาศร้อนน้ำร้อน คลองหนองแห้งขอด ความเค็มในน้ำเพิ่มขึ้น ด่างมากขึ้น อัลคาไลเพิ่ม หากไม่ปรับ pH น้ำให้อยู่ที่ 5.0 - 5.5 แล้ว เวลาผสมยาหรือสารเคมีต่างๆ ก่อให้เกิดอัลคาไล อัยโดรลัยสิส ส่งผลให้สารออกฤทธิ์ช้าหรือหมดฤทธิ์ได้ง่าย ก่อนจะได้ผล คล้ายๆอาการดื้อยาในหนอน แมลง เชื้อราโรคพืช ซึ่งจริงๆ แล้วหน้าฝนป้องกันหรือปราบศัตรูพืชง่ายกว่าหน้าแล้งด้วยซ้ำ
Silisic-Acid.gif
การที่ฝนตกชะล้างอินทรียวัตถุต่างๆ แล้วแตกละลายกลายเป็นกรดในธรรมชาติ อาจส่งผลให้น้ำเป็นกรดอ่อน แม้แต่การหมักปุ๋ยจากซากอินทรียวัตถุ เศษไม้ ใบหญ้า ก็ยังได้กรดฮิวมิค ได้ปุ๋ยน้ำสีคล้ำๆดำๆกลิ่นตุๆ แม้แต่น้ำชะล้างกองขยะน้ำสีดำๆก็ยังเป็นกรดอ่อน หากลองสังเกตหรือทดสอบจะพบว่าน้ำในธรรมชาติ ในห้วย หนอง คลอง บึงก็ยังเป็นกรดอ่อน ยกเว้นแต่น้ำที่ไหลผ่านภูเขาหินปูนส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นด่าง หากเป็นเช่นนี้ก่อนฉีดพ่นยา ฮอร์โมนต่างๆก็ให้ปรับ pH ของน้ำด้วยซิลิซิคแอซิค ประมาณ 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ซึ่งสามารถปรับจากความเป็นด่างให้เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยให้ฤทธิ์ยา ฮอร์โมนกลับมาออกฤทธิ์ได้เหมือนเดิมโดยที่ไม่ถูกหักล้างด้วยด่าง
เช่นเดียวกับนาดินเปรี้ยวยกร่อง ไล่น้ำยังไงก็ไม่หายเปรี้ยว ถ้าไม่มีการปรับสภาพดิน ในการปรับสภาพดินที่เปรี้ยวหรือเป็นกรดจัดๆนั้น ควรใช้ดินที่มีค่า pH ตรงกันข้ามหรือเป็นด่าง ดินหรือสารปรับปรุงดินที่ภาครัฐ-เอกชน นิยมส่งเสริมแนะนำให้เกษตรกรใช้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวัตถุปูน อย่างปูนมาร์ล โดโลไมท์ ปูนขาวซึ่งต้นทุนต่ำ ในมุมกลับกันหากเกษตรกรนำมาใช้บ่อยครั้ง ในปริมาณที่ มากเข้าๆ เรื่อยๆ ก็จะเป็นโทษต่อดิน เนื่องจากปูนเมื่อเจอน้ำจะทำละลายเข้ากันดี แต่ปูนก็คือปูนเมื่อแห้ง แข็งจับตัวเป็นก้อน ฝนตก รดน้ำ สักเท่าไรก็จะไม่ละลาย แพ็คหน้าดิน แน่นแข็ง น้ำซึมผ่านขึ้น-ลงไม่ได้ สุดท้ายต้นไม้ก็เหี่ยวเฉาตายเพราะขาดออกซิเจน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-6929660 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13055&Param2=14
วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com