วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

กรด-ด่างในดิน แม่กุญแจที่ล็อคปุ๋ยจนไร้ค่า

ความเป็นกรดเป็นด่างของดินมีความสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากสภาพกรด-ด่างของดินเกี่ยวข้องโดยตรงกับธาตุอาหารในดินที่พืชจะได้ รับและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ความเป็นกรด-เป็นด่างของดินบอกได้เป็นพีเอช แบ่งระดับตัวเลขได้ตั้งแต่ 1-14 ตามกรด-ด่างของดิน โดยถือว่าสภาพดินที่มีค่าพีเอช 7 เป็นกลาง แต่ดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชหรือธาตุอาหารในดินสามารถปลดปล่อย ได้ดี ครบถ้วนที่สุดต้องมีค่าพีเอชอยู่ระหว่าง 5.8-6.3 หรือกรดอ่อนๆ
ดิน ที่พีเอชต่ำกว่า 7.0 ถือว่าเป็นกรดหรือดินเปรี้ยว ยิ่งต่ำมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นกรดรุนแรงมากเท่านั้น ซึ่งดินที่เป็นกรดมากๆ จะมีธาตุอาหารบางธาตุ อย่าง แคลเซียม แมกนีเซียม ค่อนข้างต่ำ ส่วนดินที่มีค่าพีเอชสูงกว่า 7.0 ถือว่าเป็นด่างหรือดินเค็ม ทำนองเดียวกันยิ่งสูงมากก็ยิ่งด่างมาก บางครั้งดินที่มีพีเอชสูงกว่า 8.5 มักขาดแคลเซียมหรือมีก็มีน้อย เนื่องจากโซเดียม(เกลือ)ในดินมีมากเกินไปทำให้พืชขาดแคลเซียม แมกนีเซียมในเวลาเดียวกัน โดยปกติในดินจะมีแคลเซียม แมกนีเซียมในปริมาณพอๆกัน ซึ่งสามารถเกิดได้ในดินมีพีเอชต่ำกว่า 5.5 ได้เช่นเดียวกัน

พืชบางชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่มีความเป็นกรด-ด่างมากๆ แต่ใช่ว่าจะมีความเหมาะสม ต้องทนต่อการขาดธาตุ เนื่องจากไม่สามารถปลดปล่อยออกจากดินได้ ไม่ต่างจากคนป่วยที่รอยา เริ่มอ่อนแอ เริ่มเป็นโรค มากเข้าๆ ที่สุดก็ยืนต้นตาย อย่างไรก็ตามความเหมาะสมของกรด-ด่างในดิน ที่สามารถปลดปล่อยหรือปลดล็อคธาตุอาหารให้พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกตัวโดย ที่ไม่ขาด สภาพดินต้องเป็นกรดอ่อนๆ พีเอชอยู่ระหว่าง 5.8-6.3 ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น ธาตุอาหารที่เคยมีประโยชน์ต่อพืชบางครั้งก็มีโทษได้เช่นกัน หากปล่อยให้พีเอชในดินสูง-ต่ำมากเกินไป มีปัญหาดินกรด ดินด่าง พืชไม่กินปุ๋ย พูดคุยปรึกษาได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-3983128 (คุณเอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13487&Param2=17
วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com 

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

มะนาวเป็นแคงเกอร์ก็เหมือนคนเป็นเอดส์ แม้ไม่หายขาดแต่ก็ป้องกันได้


ช่วงนี้รู้สึกว่าข่าวคราวการระบาดของแคงเกอร์จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะฝนตกชุกทำให้มะนาวแตกยอดอ่อนเยอะ ดินแฉะไม่ระบาย อ่อนแอเสี่ยงต่อโรคแมลง เกษตรกรเริ่มกังวล เนื่องจากแคงเกอร์กลับมาระบาด ซึ่งมักเกิดกับแปลงมะนาวที่ใช้ปุ๋ยเดี่ยวๆ โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ยิ่งใส่ลงเท่าไรดินก็ยิ่งแย่ลงเท่านั้น แต่หากมีการปรับปรุงดินสลับสับเปลี่ยนก็สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาลงไปได้ แต่เนื่องด้วยเกษตรกรไทยถูกปลูกฝังด้วยเคมีนิยม จะปลูกอะไรสักอย่างก็ต้องพึ่งพาเคมี เพราะเกษตรกรต่างเชื่อว่าหากไม่มีเคมีช่วย ก็จะไม่ได้ผลผลิต บ่อยให้เป็นแบบนี้เรื่อยๆโดยไม่กระตุ้นสะกิดบ้างก็ยิ่งส่งผลให้แย่ลง โรคแมลงก็ระบาดง่ายขึ้น โดยเฉพาะแคงเกอร์ซึ่งเป็นโรคประจำต้นมะนาวอยู่แล้ว
   
pre7

แคงเกอร์เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด เต็มที่ก็เพียงชะลอการระบาดเท่านั้น เมื่อเป็นที่ใบหรือผล จะเห็นว่าไม่สามารถรักษาให้หายกลับมาดังเดิม ได้เพียงแต่ตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง ไม่ต่างจากคนเป็นเอดส์ เป็นแล้วรักษาไม่หาย ทำได้แค่ชะลอการลุกลามของโรคเท่านั้น เช่นเดียวกับแคงเกอร์ป้องกันได้แต่ต้องสม่ำเสมอ ไม่ต้องรอให้ระบาดก่อนแล้วคิดป้องกัน เริ่มตั้งแต่รองก้นหลุมปลูกด้วยพูมิชหินภูเขาไฟ เพิ่มซิลิก้า เพิ่มความแข็งให้เซลล์ หลังจากลงปลูกไปแล้ว 2 สัปดาห์ ให้ฉีดพ่นบีเอส-พลายแก้วป้องกันแคงเกอร์ให้ ทั่วทั้งต้นอย่างชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุกๆ15 วัน/ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ พออายุได้ประมาณ 1-5 เดือนให้ตัดแต่งกิ่งที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นมา 15 เซนติเมตร ออกทิ้งให้ลมโกรกผ่านโคนต้น ป้องกันเชื้อราในดินหรือหว่านทับด้วยเชื้อไตรโคเดอร์ม่าเพิ่มความมั่นใจ เมื่ออายุได้ประมาณ 5-8 เดือน เปลือกลำต้นมะนาวก็เริ่มแตกลายงาสีเขียวสลับลายสีเหลือง บ่งบอกว่ามะนาวของท่านมีสุขภาพดี เมื่อสุขภาพดีก็ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆได้ดีตามไปด้วย ต่อให้แคงเกอร์มาอีกกี่รอบก็ทำลายยาก เนื่องจากต้นมะนาวของท่านสุขภาพดีนั่นเอง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-3983128 (คุณเอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com
วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อย่าปล่อยให้เวลาเสียไป พัฒนาเกษตรกรไทย เข้าสู่โลกไร้พรมแดน


อดีตถึงปัจจุบันต้องยอมรับว่าเกษตรกรไทยต้องประสบปัญหามากมาย ตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะเกษตรกรมือใหม่หลายท่านก็ต้องเคยประสบปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่ 80 กว่าเปอร์เซ็นต์แก้ปัญหาโดยการค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แทนการลองผิดลองถูกด้วยตนเอง สอบถามแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านทางสื่อเกษตรออนไลน์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือประสบการณ์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต แม้ว่าเราไม่รู้จักหน้าตาเขาแต่ก็ได้ประโยชน์เหมือนนั่งพูดคุยกันซึ่งๆหน้า ตัวอย่างเช่น การใส่ปุ๋ยหรือใช้ยาป้องกันกำจัดโรคศัตรูในข้าว ไม้ผล ฯลฯ ไม่ใช่ว่า...จะใช้ยาอะไรก็ได้  ใช้แล้ว...จะได้ผลไปทั้งหมด หากไม่แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน...ก็ไม่รู้ไม่ทราบ....ต้องลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆกว่าจะลงตัวก็นาน ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น บางครั้งอาจทำให้ศัตรูพืชขยายวงกว้างระบาดเพิ่ม....จนควบคุมไม่ทันก็มีมาแล้ว
อินเตอร์ เน็ตสามารถขยาย-เพิ่มโอกาสทางการตลาดกว้างไกลรวดเร็วพริบตาเดียว โอกาสการขายผลผลิต กิ่งพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ ฯลฯ มีมากขึ้น แม้จะสร้างการรับรู้ระดับพื้นฐานในหมู่บ้าน ขยายออกสู่อำเภอ จังหวัด ประเทศ หรือมองจากตลาดแคบๆ ออกสู่ตลาดที่กว้างขึ้น แต่อย่างไรการใช้อินเตอร์เน็ตก็ย่อมมีโอกาสทางการตลาดเยอะกว่าอยู่ดี สามารถรับรู้ได้ว่าปลูกอะไร ตลาดต้องการแบบไหน แล้วปลูกอย่างไร ลงทุนมากไหม ปลูกแล้วจะขาดทุนไหม ฯลฯ คำถามเหล่านี้ได้ยินค่อนข้างบ่อย แต่ถ้าไม่กล้า ไม่สู้ ก็ไม่มีโอกาสได้ลองทำซักที แล้วเมื่อไรความสำเร็จจะมาหา ที่กล่าวเช่นนี้เพราะทุกวันนี้เป็นยุคออนไลน์ ไร้พรมแดน อยากรู้อะไรเข้าอินเตอร์เน็ตถามกูรู(Google) กูรูช่วยได้ทุกเรื่อง จะแลกเปลี่ยนข้อมูล ขายของบนตลาดออนไลน์ ขยายกิจการ ซึ่งมองเห็นภาพอนาคตที่ชัดเจนกว่า
อินเตอร์เน็ตยังขยายโอกาสให้เกษตรกรได้เลือกอาชีพที่ตรงใจ ใช่เลยนี่แหละตัวเรา ช่วยไขปัญหาชี้ทางถูก-ผิด สร้างพักพวกเพื่อนฝูงร่วมสายอาชีพแลกเปลี่ยนข้อมูลประสบการณ์ คนรุ่นเก่าทำเกษตรแบบดั้งเดิม แต่คนรุ่นใหม่ไวไฟใจร้อนขาดประสบการณ์  เมื่อคน 2 กลุ่มมาเจอกัน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน ย่อมก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดการเผยแพร่ ทั้งปัญหาโรคแมลงศัตรูพืช วิธีการป้องกันรักษา ตลอดจนรวมตัวสร้างตลาดต่อรองกับทุนนิยม(พ่อค้าคนกลาง) ตั้งราคาสินค้าโดยไม่ต้องง้อให้ใครมากำหนด  ผู้เขียนเชื่อว่าลูกหลานเกษตรกรใช้อินเตอร์เน็ตเป็น หากมีโอกาสได้อ่านบทความนี้ช่วยนำสื่ออินเตอร์เน็ตไปประยุกต์ใช้ผสมผสานทำเกษตรให้คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย พ่อแม่ ฯลฯ หรือใครก็ได้ที่เรารัก ผู้เขียนและชมรมเกษตรปลอดสารพิษ เรายินดีเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนข้อมูล ไขปัญหาเกี่ยวกับเกษตรแบบปลอดสารพิษ เพียงแค่ท่านไว้ใจเรา โทรติดต่อเราที่ 02-9861680-2 พร้อมให้บริการทุกวัน (08.30 น.- 17.30 น.)

เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13325&Param2=13
วันที่ 2 กรกฎาคม 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปลูกพืชบนดินที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีเคมีเพิ่ม


ตำรับตำราแทบทุกเล่มเขียนส่งเสริมต่อๆกันมา ว่าก่อนปลูกต้นไม้ต้องขุดหลุมกว้าง x ยาว x ลึก(50 x 50 x 50) ไม่เข้าใจจริงๆ ถามว่า...กว้างกว่าหรือเล็กกว่าได้ไหม? ก็ย่อมได้ จากนั้นก็จะบอกต่อไปว่าให้แบ่งดินเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน ชั้นบน ชั้นกลาง ชั้นล่าง โดยใช้เศษไม้ ใบหญ้าที่แห้งมารองก้นหลุม โรยฟูราดาน 1 ช้อนแกง กำจัดแมลงในดิน ตามด้วยปุ๋ยสูตรเสมอ 1 ช้อนแกง ดินชั้นบน ชั้นกลาง ตามลำดับ เจาะหลุมเล็กๆ นำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูก รดน้ำ พรางแสงให้ร่มเงา ลองคิดดูซิว่า ทำไมตำราทุกเล่มต้องเขียนเหมือนกัน คล้ายกันทั้งๆ ที่วันเวลาผ่านมาเป็น10ๆ ปีแล้ว ก็เนื่องจากถูกครอบงำด้วยเคมีนิยมมาตลอด ซ้ายก็เคมี ขวาก็เคมี หนี้สินเลยท้วมหัว
“ต้นไม้จะงอกงามดี ติดลูกดก ก็ต้องปลูกบนดินที่ดี”และ“ดินที่ดี ก็ต้องปลดปล่อยธาตุอาหาร เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช” ปรัชญานี้บ่งบอกถึงความเป็นไทยในอดีตได้ดี รุ่นปู่ ย่า ตา ทวด ทำนาปลูกต้นไม้ไม่เคยใช้สารเคมีก็ได้ผลผลิตดีเหมือนเช่นเดียวทุกวัน ที่สำคัญสมัยนั้นไม่ปัญหาโรคแมลงระบาดเพราะต้นไม้แข็งแรง ไม่มีตัวกระตุ้นสร้างอ่อนแออย่างปุ๋ยยูเรีย ปุ๋ยเคมี ยากำจัดโรค กำจัดแมลงอย่างทุกวันนี้ เรากำลังเดินทางผิดที่แนะนำส่งเสริมสนับสนุนให้ต่างชาติร่ำรวย บนความลำบากของพวกกันเอง ใจความคร่าวๆ ง่ายๆ เกษตรกรกำลังสูญเสียเอกราช เริ่มมีหนี้สิน เพราะดินเสื่อมคุณภาพ ดินตายจากการใช้สารเคมี สอบถามปัญหาหาแนวทางแก้ไขได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13294&Param2=13
วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะนาววงซีเมนต์กับลงดิน แบบไหนคือตัวคุณ

ได้รับโทรศัพท์สอบถามจากเกษตรกรเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของการปลูกมะนาวทั้งสองแบบค่อนข้างบ่อย เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะเริ่มแบบไหนดี ย้อนกลับไปพบว่าพฤติกรรมผู้ปลูกมะนาวในอดีตนิยมเน้นปริมาณมากกว่าการจัดการ คนๆหนึ่งลงปลูกหลายสิบไร่ บางคนอาจจะไปถึงร้อยไร่ ไม่มีการทำนอกฤดูแต่จะอาศัยปริมาณต้นที่มีมาก ส่งผลให้มีกิน มีใช้ มีขายอยู่ไม่ขาด ยิ่งเป็นสกูลแป้นด้วยแล้วออกดอกติดผลผลิตให้เก็บทั้งปี ในปัจจุบันการปลูกลักษณะนี้ก็ยังมีอยู่มากในหลายๆจังหวัด ถึงแม้ทุกวันนี้มีคนเริ่มปลูกในวงซีเมนต์มากขึ้น ง่ายต่อการจัดการให้ออกดอกช่วงหน้าแล้ง เพราะช่วงนี้ผลผลิตออกน้อยได้ราคาดี เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าปลูกในวงซีเมนต์ต้นทุนต่อต้นค่อนข้างสูง จะปลูกสักสิบไร่คิดแล้วต้นทุนคงจะสูงโข จึงหารายใหญ่ๆ ดูได้น้อยมาก

เกษตรกรส่วนมากปลูกเป็นอาชีพเสริมรองจากงานหลักที่ทำกันอยู่แล้ว ประมาณ 20-100 ต้น ซึ่งมักจะนิยมปลูกลงวงซีเมนต์มากกว่าลงดิน ใช้พื้นที่น้อยแต่กำหนดปริมาณต้นได้มากกว่า เน้นทำนอกฤดูเพื่อจำหน่าย เนื่องจากต้นทุนการทำนอกฤดูต่ำและได้ผลแทบทุกต้น ที่สำคัญดูแลรักษาน้อยเหมาะกับคนที่มีงานประจำทำ ต่างจากปลูกลงดินที่ต้องอาศัยพื้นที่เยอะ น้ำท่วมขัง ต้องมีเวลาเอาใจใส่ ดูแลบำรุงรักษาต้น ผู้ปลูกส่วนใหญ่เน้นขายกิ่งพันธุ์และผลผลิตทั้งปี หากจะทำนอกฤดูก็ใช้ต้นทุนสูง อุปสรรคเยอะ โอกาสไม่ได้ผลมีมากกว่า
พิจารณาดูว่าคุณต้องการอะไร แบบไหนเป็นแบบวิธีที่เหมาะสมกับคุณ และเป็นคำตอบที่ใช่ “ถูกต้อง” ก่อนตัดสินใจลงปลูก ขอเสริมอีกนิดเท่าที่ทราบมะนาวในวงซีเมนต์ทำนอกฤดูได้ปีละครั้ง ก็นั้นหมายความว่ามะนาว 1 ต้นให้ผลผลิตได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้นเอง ส่วนช่วงเวลาอื่นให้บำรุงต้นให้สมบูรณ์ อาจจะต้องหารายได้เสริมจากจุดอื่นอย่าง ตอนกิ่งขาย เสียบยอดขาย ฯลฯ รับรองไม่มีคำว่าขาดทุนแน่นอน สำหรับผู้ที่ปลูกลงดินให้เน้นปริมาณต้นที่มาก ปล่อยให้ติดผลตามฤดูกาลเน้นขายตลอดปี หากจะทำนอกฤดูไม่ควรทำหมดทั้งแปลง ป้องกันมะนาวเลตลาด ราคาถูก ส่วนหนึ่งหารายได้จากการตอนกิ่งพันธุ์ขายไปด้วย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-3983128 (คุณเอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13214&Param2=4
วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

มะนาวกับเส้นทางสู่ความสำเร็จอยู่แค่เอื้อม

มะนาวตลาด ผลผลิตที่ตรงใจพ่อค้าแม่ค้าและผู้บริโภคจะต้องเปลือกบาง เมล็ดน้อย ผลโต กลิ่นหอม ที่สำคัญผลเกลี้ยง ผิวมัน ไม่มีตำหนิจากแคงเกอร์ หรือร่องรอยทำลายของเพลี้ย หากคุณสมบัติข้างต้นครบถ้วนแล้ว รับรองได้เลยว่าผลผลิตขายได้ตลอดปีแน่นอน คอนเฟิร์ม! ปัญหาอยู่ที่ว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะทำได้ผลผลิตแบบนั้น

เริ่มตั้งแต่เลือกกิ่งพันธุ์ที่ไม่เป็นโรคหรืออมโรค “เชื้อแฝง” หมายถึงกิ่งพันธุ์ที่มองดูแล้วไม่เห็นเป็นโรค แต่ต้นแม่ กิ่งก้านอื่นๆเป็น สังเกตได้ว่าเมื่อปลูกไประยะหนึ่ง พออุณหภูมิความชื้นเหมาะสมเชื้อที่แฝงอยู่ก็จะแสดงอาการออกมาให้เห็นทันที ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อกิ่งพันธุ์ต้องดูให้แน่ใจ หากเป็นไปได้ไปดูสถานที่จริงให้ได้เห็นกับตาตัวเอง
ต่อมาการดูแลรักษาบำรุงต้นให้สมบูรณ์ หากเปรียบเทียบต้นมะนาวเป็นตัวเรา กินอาหารดีๆ ถูกสุขลักษณะ ร่างกายก็จะแข็งแรง อากาศเปลี่ยนแปลงโอกาสเป็นหวัดหรือเป็นไข้ก็มีน้อยหรือแทบไม่มีเลย ต้นมะนาวก็เช่นเดียวกัน หากดูแลรักษาดี ถูกต้อง ยิ่งไม่มีเชื้อโรคแฝงมาด้วยแล้ว ปลูกดูแลรักษาให้ต้นแข็งแรงสมบูรณ์ก็ง่าย โรคต่างๆที่ตามมาก็น้อยหรือเป็นไปได้ยาก ผลพลอยได้ที่เห็นได้ชัดเมื่อต้นสมบูรณ์ผิวก็จะบางลง ต้นที่สุขภาพดีนั้นผิวลำต้นจะตึง มีสีเหลืองอมเขียว ผิวเปลือกแตกลายงาสม่ำเสมอรอบๆต้น ไม่มีแผลหรือร่องรอยผิดปกติ ใบสีเขียวเข้มเต็มใบไม่ว้าวแหว่ง หากแตกยอดอ่อนยอดอ่อนจะตั้งขึ้นตรง
สำหรับมะนาวบางสายพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค หากดูแลดีๆตามวิธีข้างต้นตั้งแต่เริ่มแรกก็จะไม่ค่อยเป็นโรค ถ้าจะเป็นก็น้อย การป้องกันที่ดีที่สุดก่อนลงปลูกให้ใช้พูมิชซัลเฟอร์ร่วมปุ๋ยคอก มูลสัตว์ และเชื้อไตรโคเดอร์ม่า ใส่รองก้นหลุม ช่วยกระตุ้นให้รากเดินเร็ว กำจัดเชื้อราในดินป้องกันรากเน่า เพิ่มธาตุอาหารเพิ่มซิลิก้าให้ลำต้นแข็งแกร่งแมลงกัดแทะไม่เข้า หากได้กิ่งพันธุ์ดี ดูแลถูกวิธีแล้วละก็ รับรองได้เลยว่าความสำเร็จได้มาไม่ยากอยู่แค่เอื้อม สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-3983128 (คุณเอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13201&Param2=4
วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

“น้ำ”ที่ใช้ผสมยา สิ่งเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม


เคยสังเกตน้ำในสระหรือคูร่องน้ำที่ขุดไว้ข้างสวนหรือเปล่า ทำไมหลังฝนตกใหม่ๆ น้ำจึงมีสีขุ่น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตะกอนดินที่สะสมอยู่ปริมาณมาก โดยเฉพาะตะกอนดินเหนียว และจะต้องนำน้ำจากตรงนั้นมาผสมยาฉีดพ่นในสวน เกษตรกรหลายคนไม่เคยทราบเลยว่า ถ้าใช้น้ำที่มีตะกอนดินผสมยา ยิ่งตะกอนมากเท่าไรยิ่งทำให้ประสิทธิภาพของยาเคมีที่ใช้ลดน้อยลงเท่านั้น เนื่องจากสารเคมีจะสลายตัวเมื่อสัมผัสดิน ในที่นี้หมายถึงตะกอนแขวนลอยในน้ำ ซึ่งเป็นตัวทำลายฤทธิ์ของสารเคมีให้ลดน้อยลง

เลือก แหล่งน้ำที่ใสและสะอาดเพื่อนำมาผสมปุ๋ยยาหรือฮอร์โมนสำหรับฉีดพ่นเรือกสวน ไร่นา หาไม่ได้จริงๆก็ต้องรองน้ำใส่ภาชะหรือโอ่งทิ้งให้ตกตะกอน 15-20 นาที ก่อนนำน้ำมาผสมยาเพื่อฉีดพ่นป้องกันโรคแมลงหรือเพิ่มธาตุอาหารทางใบแทนหว่าน ปุ๋ยให้ทางดิน หากพบว่าน้ำที่นำมาผสมยามีฤทธิ์หักล้าง ไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยยาหรือฮอร์โมนที่เคยนำมาฉีดพ่นอย่างแต่ก่อน ลองใช้ซิลิซิคแอซิค 5 กรัม ปรับสภาพในน้ำ 20 ลิตร ก่อนผสมสารจับใบ (ม้อยเจอร์แพล้นท์)และปุ๋ยยาหรือฮอร์โมน อาจเป็นเรื่องเล็กๆสำหรับร้านขายยา แต่เกษตรกรถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ที่ไม่ควรมองข้ามเพราะหากประสิทธิภาพของยาหรือเคมีที่ใช้คุณภาพไม่เต็มร้อย ก็จะส่งผลกระทบตามมาอีกมากมาย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-3983128 (คุณเอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13161&Param2=17
วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556  เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com