ในอดีตประเทศยักษ์ใหญ่ที่รับซื้อกุ้งจากประเทศไทยเราคือ
ญี่ปุ่นและอเมริกา
หลังจากอเมริกาโดนก่อการร้ายถล่มตึกเวิลด์เทรดในปี 2001
ก็ทำให้ตลาดกุ้งจากประเทศไทยเราก็พลอยซบเซาลงไปด้วย
ยิ่งมีการฟ้องร้องจากเกษตรกรของอเมริกาเองเกี่ยวกับเรื่องการทุ่มตลาด (Anti and Dumping) จาก
ฝั่งเราก็ยิ่งทำให้เกิดการต่อรองฟ้องร้องกันวุ่นวาย
จึงทำให้ราคากุ้งกุลาดำตกต่ำประกอบกับผลกระทบจากการเลี้ยงที่มีการปล่อยน้ำ
จากบ่อเลี้ยงกุ้งสู่แปลงนาข้าวของเกษตรกรเกิดการทะเลาะเบาะแว้งในยุคของ
รัฐบาลบรรหาร
ศิลปะอาชา
ซึ่งเกี่ยวดองข้องเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วยจึงทำให้อาชีพ
เลี้ยงกุ้งหลังจากปี
2544
ไม่ค่อยสดใสมากนัก
แต่ก็ยังพอมีกุ้งขาวแวนาไมด์ ที่เลี้ยงง่ายโตเร็วเข้ามาทดแทนไปพลางๆ
ราคาสูงบ้างต่ำบ้าง แต่ก็ยังพอไปได้
|
|
แต่เดิมอเมริกาและญี่ปุ่นนั้นไม่ได้รับซื้อกุ้งจากประเทศไทยเรา
แต่ได้ซื้อกุ้งจากประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่
เนื่องด้วยวิธีการเลี้ยงของทางอินเดียนั้นปล่อยกุ้งที่ไม่หนาแน่นมาก ประมาณ 50,000
ตัวต่อไร่ สามารถเลี้ยงได้นานมากกว่า 4 เดือน กุ้งตัวใหญ่ได้น้ำหนัก
สุขภาพแข็งแรง คุณภาพดี จึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดไปโดยปริยาย
แต่หลังจากที่อินเดียได้ทำการทดลองอาวุธนิวเคลียร์
ทำให้เกิดความขุ่นข้องหมองใจแก่ญี่ปุ่นและอเมริกา
และคว่ำบาตรอินเดียไม่รับซื้อกุ้ง
วิกฤตของประเทศอินเดียส่งผลทำให้ตลาดการซื้อขายกุ้งของไทยเราดีขึ้นเป็นลำดับ
หรือนับว่าบูมมากๆในปี 2538 – 2541 ซึ่งเรียกว่าเป็นยุคทองของพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั้งภาคตะวันออก, ภาคใต้, ภาคตะวันตก
และภาคอีสานอย่างถ้วนหน้า
มูลค่าการส่งออกในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ปีละประมาณ
48,000
ล้านบาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นมูลค่าที่สูงอยู่มิใช่น้อย
จึงยังทำให้มีเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกระจัดกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มนายทุนใหญ่เสียเป็นส่วนมาก
ซึ่งมีกำลังความสามารถในการบริหารจัดการฟาร์มให้ดำรงคงอยู่ได้อย่างยาวนาน
ส่วนเกษตรกรรายย่อยนั้นก็ต้องหมั่นขยันขันแข็งในการดูแลรักษาบ่อให้สะอาด
และระแวดระวังโรคภัยที่จะเข้ามากร้ำกราย
การป้องกันแก้ไขอย่างหนึ่งก็คือการปล่อยลูกกุ้งที่ไม่หนาแน่นมากเกินไป
ดูแลทำความสะอาดบ่อด้วยการเพิ่มจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายขี้กุ้ง อาหารกุ้งโดยตรง
ไม่ควรใช้จุลินทรีย์ที่หลากหลายสายพันธุ์ ควรใช้จุลินทรีย์ที่เฉพาะเจาะจง
หรือได้รับการคัดเลือกมาโดยเฉพาะ การเลี้ยงที่มีกุ้งอยู่อาศัยจำนวนมาก ก็จะมีขี้กุ้งมากตามมา
เมื่อจำนวนเดือนเพิ่มขึ้น กุ้งโตขึ้น ของเสียและก๊าซแอมโมเนีย, ไนไตรท์
และไฮโดรเจนซัลไฟด์ก็เพิ่มขึ้น ควรใช้หินแร่ภูเขาไฟ
ซึ่งมีค่าความสามารถในการจับหรือแลกเปลี่ยนประจุบวก (C.E.C. = Cation Exchange
Capacity) เข้ามาช่วยจับตรึงก๊าซพิษเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น
แต่ในระยะหน้าฝน ฟ้าหลัว อากาศปิด กุ้งจะกินอาหารน้อย น้ำแยกชั้น
ควรกดใบพัดตีผิวน้าให้ลึกลงไปด้วยการใช้ก้อนหินหรืออิฐบล็อควางทับบนทุ่น
เพื่อให้ใบพัดวักอากาศลงไปปล่อยด้านล่างได้ลึกขึ้น
ควรลดการให้อาหารให้พอเหมาะพอดีด้วยการเช็คยอ หากเหลือมากก็ควรงดลดน้อยลงกว่าเดิม
เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้กุ้งไม่เครียด ลดการตายก่อนจับ ลงไปได้มาก
คุณมนตรี
บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=14257&Param2=8
|
บล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อเสนอผลงาน แนวทาง ทางเลือกใหม่ ในการทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคมผสมผสานกับการพาณิชย์ กล่าวคือ ช่วยเหลือให้คำปรึกษา แนะนำชี้ทางถูกผิด 30% ผสมผสานงานขาย 70% เพื่อความคงอยู่ขององค์กรหรือหน่วยงานต้นสังกัดกล่าวคือชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ปรัชญาประจำตัวคือ "ทุกแนวคิด ทุกคำตอบ ทุกงานวิชาการ เพื่อเกษตรกรไทย"สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:คุณเอกรินทร์ ช่วยชู โทร.081-3983128
วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556
ปัญหากุ้งลอยและตาย ในระยะฝนตก?
วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556
การหยุดใช้สารพิษ คือการสร้างชีวิตให้แก่ตำรวจธรรมชาติ
ปัจจุบันการใช้ยาฆ่าแมลง
ยาฆ่าเชื้อราและรวมถึงการใช้สารพิษในรูปแบบต่างๆ
ในวงการเกษตรกรรมซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำที่นำไปสู่สังคมมวลหมู่มากอีกหลากหลายอาชีพ
เนื่องด้วยสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ยังคงต้องกินต้องใช้ผลิตผลจากภาคการเกษตรกันถ้วนทั่วทุกตัวตน
โดยเฉพาะประเทศที่บริโภคข้าว แป้งสาลี ขนมปัง แฮมเบอร์เกอร์ ซูชิ ฯลฯ
นอกจากจะอาศัยแป้งที่ผลิตจากธัญพืช
และก็จะต้องมีท็อปปิ้งเครื่องเคียงที่เป็นผักหรือผักสลัด
ผลไม้นานาชนิดเข้ามาตกแต่งประดับประดาเพื่อสร้างคุณค่าทางโภชนาการและสีสันในด้านมูลค่า
แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้และเข้าใจในกระบวนการผลิตว่าจะมีความปลอดภัยไร้สารพิษ
ไม่สร้างสิ่งเจือปนตกค้างไปยังผู้บริโภคจนก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมาอีกนานาชนิด
ทั้งมะเร็ง ภูมิแพ้ อัมพฤต อัมพาต ความหย่อนสมรรถภาพทางเพศ สารพิษตกค้างในเลือด
อัลไซเมอร์ และอื่นอีกมากมาย
ตราบใดที่ยังมีการนำเข้าสารพิษที่
ใช้ในการผลิตพืชผลทางเกษตรอยู่หลายหมื่นล้านบาทและผู้บริโภคยังคงไม่ตระหนัก
ตรึกตรองสิ่งต่างๆที่จะป้อนเข้าสู่ปากอย่างใคร่ครวญหวนคิดคำนึงถึงสิ่งแวด
ล้อม
การปนเปื้อนในธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตต่างๆทั้ง คน สัตว์ ต้นไม้ และจุลินทรีย์
ว่าจะมีการล้มหายตายจากไปมากน้อยเพียงใดจากสารพิษเหล่านี้
เมื่อนั้นโลกหรือประเทศของเราก็คงยังจะต้องมีสารพิษต่างๆเหล่านี้เข้ามาอยู่
ในกระบวนการผลิตอาหารให้แก่มนุษย์และสัตว์อยู่ร่ำไป
ไม่มีวันจบสิ้น
แต่ถ้าเริ่มจากผู้บริโภคที่สร้างดีมานด์หรือความต้องการในรูปแบบใหม่ที่
ปลอดภัยไร้สารพิษ
เมื่อนั้นผู้ผลิตซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรชาวไร่ชาวนาก็คงจะคัดกรองสร้างวิธี
การที่ปลอดภัยไร้สารพิษให้แก่ผู้บริโภคได้ไม่ยาก
เนื่องด้วยมีพื้นฐานและองค์ความรู้เดิมมาอย่างยาวนาน
ยิ่งมีหน่วยงานจากภาครัฐที่น่าเชื่อถือให้สัญลักษณ์มาตรฐานรับรองและมีราคา
ที่น่าจูงใจ
ผมว่ากระแสรับประทานพืชพันธ์ธัญญาหารแบบปลอดสารพิษก็คงจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก
และยังส่งผลกระทบด้านบวกไปยังวงกว้างอีกทั้งภาคการโรงแรม ท่องเที่ยว
โรงพยาบาล
การส่งออก และช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่คุ้มกับค่าเหนื่อย
|
|
การทำเกษตรกรรมแบบปลอดภัยไร้สารพิษ
นอกจากจะได้อานิสงส์ไปยังทุกภาคส่วนทั้งต้นน้ำ
กลางน้ำและปลายน้ำแล้ว อีกมุมมองหนึ่งคือการรักษาชีวิตของแมลงต่างๆ
ที่คอยควบคุมสร้างสมดุลให้แก่ระบบนิเวศน์ให้ดำรงคงอยู่แบบพึ่งพิงอิงอาศัย
ซึ่งกันและกัน
ทั้ง ไส้เดือน ด้วงดิน ก้นกระดก ด้วงเต่า แมลงช้างปีกใส แมงมุม จิงโจ้น้ำ
ต่อแตน
มด ตัวห้ำตัวเบียน มวนเพชรฆาต ตั๊กแตนตำข้าว ฯลฯ
สิ่งมีชีวิตต่างๆเหล่านี้จะหมดสิ้นไปถ้าเรายังไม่กระตือรือร้นที่จะรักษา
หรือช่วยกันรณรงค์ส่งเสริมเนื่องด้วยปริมาณสารเคมีที่เป็นพิษร้ายเข้มข้น
(เนื่องด้วยการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงติดต่อกันมาอย่างยาวนานทำให้แมลงศัตรูพืชดื้อ
ยา)
ปริมาณการออกฤทธิ์ของสารเคมีจึงต้องเข้มข้นมากขึ้นไปเรื่อยๆเพื่อฆ่าแมลง
ศัตรูพืชให้ล้มตายลงอย่างรวดเร็ว
แต่ผลข้างเคียงคือการทำให้คนที่เป็นผู้ผลิต
คนที่บริโภคและสิ่งมีชีวิตต่างๆในระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเหล่า
แมลงดีที่ทำหน้าตำรวจธรรมชาติคอยควบคุมเหล่าแมลงร้ายที่จะเข้าทำลายพืชไร่
ไม้ผลของเกษตรกรจะต้องมีอันเป็นไปล้มหายตายจากลงไปอย่างน่าเสียดาย
คุณมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.comhttp://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=14256&Param2=13 |
วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556
การป้องกันกำจัดหนอนชอนใบในมะนาว
สวัสดีครับพี่ๆน้องๆชาวชมรมเกษตรปลอดสารพิษทุกๆท่านครับ วันนี้จะมาพูดถึงหนอนชอนใบที่นับได้ว่าเป็นศัตรูพืชของมะนาวที่ร้ายกาจมาก เป็นตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ความกว้างขณะกางปีกออก เพียง 0.8 มิลลิเมตร เท่านั้น เพศเมียตัวเต็มวัยหลังผสมพันธุ์แล้ว บินมาวางไข่ที่ผิวใบอ่อนของมะนาว ที่มีอายุ 1-7 วัน ไข่มีขนาดเล็กกว่าหัวเข็มหมุด หากไม่สังเกตจะมองไม่เห็น รูปร่างกลมรี สีเหลืองใส ไข่ฟักออกเป็นตัวภายในเวลา 3 วัน แล้วเจาะเข้าไปชอนไชภายในใบอ่อนมะนาวเพื่อดูดกินน้ำเลี้ยงและเซลล์อ่อนของใบระยะเป็นตัวหนอน 7-10 วัน จากนั้นจะเข้าดักแด้เป็นเวลา 5-10 วัน อยู่ในใบมะนาว ก่อนฟักออกเป็นผีเสื้อตัวเต็มวัย ลักษณะการทำลาย มองเห็นเป็นทางสีขาว คดเคี้ยวไปมาตามทางที่ตัวหนอนเคลื่อนผ่าน ต่อมาใบจะหงิกงอ การระบาดรุนแรง ใบและต้นมะนาวแคระแกร็น การระบาดเกิดขึ้นได้ตลอดปี แต่มักระบาดรุนแรงระหว่างเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายน นอกจากหนอนชอนใบเข้าทำลายมะนาวแล้ว ยังสามารถเข้าทำลายได้ทั้งส้มโอ ส้มเขียวหวาน และมะกรูด ประการสำคัญ หนอนชอนใบยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการระบาดของโรคแคงเกอร์อีกด้วย |
|
แนวทาง
การป้องกันอันดับแรกคือใช้สารปรับปรุงบำรุงดินพูมิช-ซัลเฟอร์หว่านให้ทั่ว
ทรงพุ่มเพื่อทำให้เซลล์ของใบมะนาวแข็งแกร่งต้านทานการเข้าทำลาย
อีกประการหนึ่งคือเมื่อการทำให้มะนาวมีใบอ่อนนั้นจะต้องฉีดยากำจัดหนอนทุกๆ
อย่างเช่นทริปโตฝาจหรือบีทีชีวภาพทุกๆ
3
วันครั้งในช่วงที่มะนาวยังเป็นใบอ่อนและจะต้องผสมกับสารสกัดสมุนไพรไล่แมลง
เช่นแพล้นท์เซฟMT จะทำให้ระยะการเข้าทำลายของหนอนไม่สามารถทำลายได้ในระยะใบอ่อนนั่นเองครับ
แล้วโดยปรกติถ้ามะนาวใบอ่อนนั้นผ่านช่วงไปยังช่วงใบแก่การระบาดหรือการเข้าทำลายของหนอนนั้นก็จะแทบไม่มีเลย
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-9861680-2 หรือ www.thaigreenagro.com
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=14231&Param2=4
|
วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556
พูมิชซัลเฟอร์ สารปรับปรุงบำรุงดินจากหินภูเขาไฟ ช่วยจับตรึงปุ๋ย เสริมธาตุอาหารพืช
|
วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556
ทรงพุ่มแผ่กว้าง สร้างพื้นที่รับแสง โรคแมลงไม่รบกวน
|
วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2556
ข้าวต้นแกร่ง ต้านโรคแมลง แตกกอดี ใบตั้งชูสู้แสง ด้วยหินแร่ภูเขาไฟ”พูมิชซัลเฟอร์”สารปรับปรุงบำรุงดิน
|
วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ลด 1 เพิ่ม 1 ได้ถึง 4 ผลผลิตดีมีกำไร
| ทำงานย่อมหวังผลตอบแทน เฉกเช่นปลูกพืชก็ย่อมหวังผลผลิตที่ดี
มีคุณภาพขายได้ราคา ที่สำคัญต้นทุนการผลิตต้องต่ำกว่ารายได้ จึงจะเรียกว่า
“กำไร” แต่ถ้าเมื่อไหร่ต้นทุนสูงกว่ารายได้เมื่อนั้น “กรรมหนี้”
เป็นทาสปุ๋ยยาเคมีราคาแพงๆ นำเข้ามากินผ่านเป็นทอดๆโดยที่ผู้ใช้ไม่เคยรู้
เปรียบเทียบสถิตินำเข้าสารเคมีเกษตรแต่ละปีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งๆที่ผลผลิตเท่าเดิมหรือด้อยกว่า หนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรเป็นหนี้
ซ้ำแล้วซ้ำอีก รุ่นต่อรุ่น ไม่ยอมจบสิ้น ที่จริงทุกๆ
อย่างแก้ได้ที่เกษตรกรคนๆเดียว เพียงแค่ท่านยอมเปลี่ยนรับแนวคิดใหม่ๆ
ทัศนคติใหม่ๆ “พืชจะงอกงามดี ผลผลิตสูง มีคุณภาพ ไม่เป็นโรค
จะต้องปลูกบนดินที่ดี และดินที่ดี จะต้องปลดปล่อยธาตุอาหาร
เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืช” |
|
ส่วนที่ว่าลด 1 เพิ่ม 1 ได้ถึง 4 นั้นหมายถึง
ลดยาเคมีป้องกันกำจัดแมลงลง
แล้วเพิ่มพูมิชสารปรับปรุงดินจากหินภูเขาไฟลงไปแทน 20-40 กิโลกรัมต่อไร่
ปรับโครงสร้างของดินให้ดี ไม่ให้รัดตัวแน่นเป็นก้อน
ร่วนซุยน้ำอากาศผ่านได้สะดวก จับตรึงไนโตรเจนในปุ๋ยในดินให้ละลายช้าลง
เพิ่มซิลิก้าในดินช่วยให้พืชที่รับแข็งแกร่งขึ้น โรคแมลงต่างๆไม่ค่อยทำลาย
ถึงจะทำลายก็แค่ผิวเผินเท่านั้นเอง เมื่อลด 1 เพิ่ม 1 แล้วได้ถึง 4
จริงหรือ? ท่านลองคิดดูซิว่าท่านได้อะไรบ้าง? (1) เมื่อลดเคมีชีวีก็ลดใส
ไม่ต้องทนรับสารพิษทุกวัน (2) เมื่อเพิ่มพูมิชลงในดิน
ดินดีปลดปล่อยธาตุอาหารได้ครบ พืชแข็งแรงไม่เป็นโรค (3) เมื่อไม่มีเคมี
ตัวห้ำตัวเบียนก็มา แมลงศัตรูพืชก็น้อย ก็ไม่ต้องใช้ยา (4)
เมื่อดินดีใช้ปุ๋ยน้อยลง พืชแข็งไม่ต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลง
เพราะมีอัศวินคอยปกป้อง ถึงแม้ผลผลิตจะได้เท่าเดิมหรือมากกว่า
แต่ที่สำคัญต้นทุนลดลงเห็นๆ ไม่เชื่อลองทำดู
สอบถามเพิ่มเติมหรือหาซื้อมาทดลองใช้ ได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
02-9861680-2 หรือ 081-3983128 (เอกรินทร์) เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=13569&Param2=20 วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)