| เกษตรทฤษฎีใหม่
เกษตรพอเพียงตามแนวแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นยิ่งบ้านเมืองเราวุ่นวายเศรษฐกิจฝืดเคือง
ข้าวยากหมากแพง
ค่าครองชีพที่สูงมากขึ้นการดำรงชีวิตในเมืองนั้นก็จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมากขึ้น
จึงส่งผลให้คนชั้นกลางส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนปรับตัวหันไปหาอาชีพที่สร้างรายได้เสริมรองรับกับอาชีพหลักที่ทำอยู่ในเมือง
ส่วนใหญ่ก็จะกลับไปทำอาชีพเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ทำนา
เพาะเห็ด ปลูกกล้วย อัอย ปาล์ม มัน
ยางพาราก็ว่ากันไปตามแต่ละท้องถิ่นที่มีตลาดรองรับหรือโรงงานรับซื้อที่อยู่ไม่ไกลกันเกินไป ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามอาชีพเกษตรกรรมนั้นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นควบคู่กันไปนั่นก็คือแหล่งน้ำ การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ต่อให้มีฝีไม้ลายมือมากแค่ไหนแต่ขาดปัจจัยหลักอย่างน้ำก็ไม่สามารถที่จะทำอาชีพเกษตรกรรมได้สำเร็จ เพราะพืชไร่ไม้ผลนั้นจะดำรงคงชีวิตอยู่ได้จะต้องอาศัยน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก พื้นที่ที่อยู่ในแหล่งธุรกันดานห่างไกลจากเขตพื้นที่ชลประทานนั้นจะต้องวางแผนเรื่องแหล่งสำรองน้ำ, ไม่ว่าจะเป็นบ่อสาว, บ่อบาดาล หรือสระน้ำประจำไร่นา เพื่อให้มีน้ำสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปโภคหรือบริโภค |
|
การทำเกษตรกรรมตามแบบเกษตรพอเพียงนั้นนอกจากจะอาศัยความพอเหมาะพอดีพอประมาณ
ความมีเหตุมีผล
มีภูมิคุ้มกันในตนเองที่จะนำพาตนเองให้ผ่านพ้นอุปสรรคปัญหาต่างๆนานาไปได้ก็ต้องมีความรู้ควบคู่คุณธรรมไปพร้อมๆกันด้วย
สิ่งสำคัญต่างเหล่านี้คือการที่จะต้องพึ่งพิงอิงอาศัยปัจจัยใกล้ตัวที่หาได้ง่ายใช้ในท้องถิ่นไปก่อน
การช่วยเหลือตนเองทางด้านแหล่งน้ำเพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมก็คือ
การสร้างบ่อ สร้างสระน้ำประจำไร่นา
ก่อนที่จะรอความช่วยเหลือจากภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว
เพราะกว่าจะรอโครงการสร้างเขื่อน ถนนหนทางคูคลอง จนมาถึงพื้นที่เรานั้นอาจจะนานและไม่ทันการณ์
พื้นที่ที่เป็นดินทรายหรือพื้นที่ที่กักเก็บน้ำไม่อยู่อาจจะใช้สารอุดบ่อ
(กลุ่มของคาร์โบฮัยเดรท โพลิเอคริลามายด์)
เข้าไปช่วยประสานเนื้อดินให้มีความเหนียวแน่นเกิดโครงสร้างดินที่แข็งแรงไม่ถูกชำระชะล้างไปได้โดยง่าย.
ยิ่งนำมาคลุกผสมกับกลุ่มของแร่ดินเหนียวอย่าง เบนโธไนท์ (Bentonite). ในอัตราสารอุดบ่อสองกิโลกรัมบวกกับ
เบนโธไนท์ 100 กิโลกรัมนำไปหว่านกระจายในพื้นที่ 1 ไร่ ต้นทุนต่อไร่ประมาณ 1,000 กว่าบาทเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีของญี่ปุ่นที่ใช้แผ่นพลาสติก
PE. ปูและกระบวนการอื่นๆ ต้นทุนหลายแสนหรือเกือบล้านบาทต่อไร่
การใช้สารอุดบ่อนำไปใช้กับแหล่งกักเก็บน้ำภาคการเกษตรแบบปีชนปีก็ถือว่าพอเหมาะพอดีพอประมาณเหมาะสมกับวิถีชีวิตบ้านเรา
มนตรี บุญจรัส ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com. |
บล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อเสนอผลงาน แนวทาง ทางเลือกใหม่ ในการทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคมผสมผสานกับการพาณิชย์ กล่าวคือ ช่วยเหลือให้คำปรึกษา แนะนำชี้ทางถูกผิด 30% ผสมผสานงานขาย 70% เพื่อความคงอยู่ขององค์กรหรือหน่วยงานต้นสังกัดกล่าวคือชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ปรัชญาประจำตัวคือ "ทุกแนวคิด ทุกคำตอบ ทุกงานวิชาการ เพื่อเกษตรกรไทย"สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:คุณเอกรินทร์ ช่วยชู โทร.081-3983128
วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2557
สระน้ำประจำไร่นาแก้ปัญหาภัยแล้ง
ลดต้นทุนการทำนา ทางรอดเดียวของชาวนาในยามนี้ ตอนที่ 2
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ผู้เขียนได้แนะนำเกี่ยวกับเรื่องการลดต้นทุนการทำนา
ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยเกษตรกรชาวนาในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่นึ่ง
ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ เรื่องโครงการจำนำข้าวยังไม่ชัดเจน ราคาขายข้าวหน้าโรงสีต่ำ
สิ่งที่ทำได้ของชาวนาในตอนนี้คือต้องช่วยตัวเอง เมื่อราคาถูก
เราก็ต้องลดต้นทุนให้เหลือแค่ 2000-3000 บาท
ซึ่งทางผู้เขียนได้แนะนำการลดต้นทุนการทำนาตั้งแต่ การไม่เผาฟาง ,การใช้พันธุ์ข้าว 1-2 ถัง ต่อไร่, การทำให้ข้าวมีภูมิต้านทานโรคแมลงด้วยการใช้พูมิชซัลเฟอร์ บทความในตอนนี้จะเป็นวิธีการทำนาลดต้นทุนต่อจากตอนที่แล้ว
หลังจากที่ทำการหว่านข้าวแล้วก็จะใส่ปุ๋ยฉีดฮอร์โมน ตามที่เคยทำมา
วิธีการลดต้นทุนการทำนาหลังจากหว่านข้าวไปแล้ว
-
การลดต้นทุนค่าปุ๋ย
โดยการใช้ปุ๋ยน้อยลงโดยการใช้หินแร่ภูเขาไฟพูมิชซัลเฟอร์คลุกปุ๋ยเพื่อทำให้ปุ๋ยกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า
เราสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงไปได้เยอะ ยกตัวอย่างปกติเคยซื้อปุ๋ย 3 กระสอบ
มารอบนี้ซื้อปุ๋ย 2 กระสอบ พูมิชซัลเฟอร์ 1 กระสอบ
คลุกผสมกันแล้วนำไปหว่านในพื้นที่เท่าเดิม
ประสิทธิภาพรับรองว่าดีกว่าการใส่ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียว เพราะพูมิชซัลเฟอร์จะช่วยให้ปุ๋ยที่ผสมกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า
ทำให้ข้าวกินปุ๋ยแค่วันละพออิ่มไม่กินแบบตะกะตะกาม
ช่วยทำให้ข้าวมีอาหารกินยาวนานนับไปเลย 30-45 วันข้าวยังเขียวอยู่เลย ทำให้
การใส่ปุ๋ยรอบ 2 ช่วงข้าวอายุ 50-60 วันแทบไม่ต้องใส่เลยหรือใส่น้อยลง
ทำให้ลดต้นทุนค่าปุ๋ยใส่รอบ2 ไปได้อีก
และยังช่วยลดเรื่องการฉีดฮอร์โมนประหยัดเงินค่าฮอร์โมนไปได้อีก
-
|
|
การลดต้นทุนเรื่องค่าฮอร์โมนและยาฆ่าแมลง
จากการติดตามพฤติกรรมการทำนาของชาวนาบ้านเราผู้เขียนรู้สึก “งง” กับพฤติกรรมของชาวนาบ้านเรา ตั้งแต่เริ่มมีโครงการรับจำนำข้าว
ข้าวนาบ้านเราเริ่มมีพฤติกรรมการใช้ยาฮอร์โมน
สารเคมีที่มีราคาแพงจะเน้นยี่ห้อยาดังๆ
ทั้งที่ยาบางตัวชื่อสามัญเหมือนกันแต่ต่างแค่บริษัทที่ผลิตชาวนากลับเลือกยาที่มีราคาแพงมากกว่า
ทำให้ต้นทุนในการทำนาพุ่งสูงแตะ 8,000-10,000 บาท เลยทีเดียว
แต่เดี๋ยวนี้ถ้ายังคงยึดติดกับสารเคมีที่มีราคาแพงเช่นนี้ ต้นทุนการทำนาแบบนี้
บอกได้คำเดียวว่า ตายแน่ๆครับ การลดต้นทุนเรื่องยาฆ่าแมลง
ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษจะส่งเสริมให้เกษตรกร ใช้จุลินทรีย์และสารสมุนไพรในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว
เช่นปัญหาเรื่องโรคเชื้อราในข้าวต่างๆไม่ว่าจะเป็น โรคใบไหม้ ใบจุด เน่าคอรวง
เมล็ดด่างเมล็ดลาย ให้ใช้จุลินทรีย์ที่ชื่อว่า พลายแก้ว
ซึ่งสามารถหมักขยายเชื้อได้เพียงใช้เชื้อแค่ 5-10 กรัมก็สามารถฉีดได้3-5
ไร่เลยที่เดียว เช่นเดียวกับแมลงศัตรูข้าว เช่นหนอน เพลี้ย ต่างๆก็มีจุลินทรีย์ที่ชื่อ
ทริปโตฝาจ ในการป้องกันกำจัด
ใช้จุลินทรีย์ทริปโตฝาจแค่ตัวเดียวก็สามารถกำจัดได้ทั้งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
หนอนใบขาว หนอนกอ ได้เลย และเราสามารถใช้สมุนไพรในท้องทุนที่หาได้ เช่น เมล็ดสะเดา
บอระเพชร ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชั้นต่างๆมาใช้ร่วมกับจุลินทรีย์เพื่อเป็นการเสริมฤทธิ์ช่วยป้องกันขัยไล่แมลงได้ผลค่อนข้างดี
วิธีการทำนาที่กล่าวมาข้างต้นตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้เป็นวิธีการทำนาที่ทำได้จริง
เป็นวิธีที่จะช่วยให้ชาวนาอยู่ได้ ช่วยให้ชาวนายืนด้วยลำแข้งตัวเอง
ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครในยามที่บ้านเมืองวุ่นวาย ผู้เขียนอยากให้เกษตรกรชาวนาบ้านเราช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อนในเวลานี้
วิธีที่ช่วยเหลือตัวเองได้ในตอนนี้ก็คือลดต้นทุนการทำนาลงเพื่อสู้กับราคาข้าวที่ตกต่ำ
สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการลดต้นทุนการทำนาได้ที่
คุณจตุโชค จันทรภูมี(ผู้เขียน) โทร.085-9205846 หรือสอบถามได้ที่เจ้าหน้าที่ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
โทร.02-9861680-2
เขียนและรายงานโดย : นายจตุโชค จันทรภูมี
สอบถามเพิ่มเติมที่
02-9861680-2 หรือ www.thaigreenagro.com
เขียนและรายงานเมื่อวันพุธที่
07 มีนาคม 2557
|
วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557
วิธีป้องกันเพลี้ยกระโดดในนาข้าว
สวัสดี
ครับพี่ๆน้องๆชาวชมรมเกษตรปลอดสารพิษก็จะมาหากลวิธีการป้องกันและกำจัดเจ้า
แมลงศัตรูข้าวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่คอยจะเผาผลาญทำลายผลผลิตของเกษตรกรที่
ปลูกข้าวอยู่ทุกๆฤดูและทุกๆการทำการปลูกข้าว
โดยเจ้าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล Nilaparvata lugens (St?l) เป็นแมลงจำพวกปากดูด ตัวเต็มวัยมีลำตัวสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลปนดำ มีรูปร่าง
2 ลักษณะ คือ ชนิดปีกยาว (macropterous form) และชนิดปีกสั้น (bracrypterous
form) ชนิดมีปีกยาวสามารถเคลื่อนย้ายและอพยพไปในระยะทางใกล้และไกล
โดยอาศัยกระแสลมช่วย ตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่ม
ส่วนใหญ่วางไข่ที่กาบใบข้าว หรือเส้นกลางใบ โดยวางไข่เป็นกลุ่ม
เรียงแถวตามแนวตั้งฉากกับกาบใบข้าว บริเวณที่วางไข่จะมีรอยช้ำเป็นสีน้ำตาล
ไข่มีลักษณะรูปกระสวยโค้งคล้ายกล้วยหอม มีสีขาวขุ่น ตัวอ่อนมี 5 ระยะ ระยะตัวอ่อน
16-17 วัน ตัวเต็มวัยเพศเมียชนิดปีกยาวมีขนาด 4-4.5 มิลลิเมตร วางไข่ประมาณ 100
ฟอง เพศผู้มีขนาด 3.5-4 มิลลิเมตร เพศเมียชนิดปีกสั้นวางไข่ประมาณ 300 ฟอง
ตัวเต็มวัยมีชีวิตประมาณ 2 สัปดาห์
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายข้าวโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำท่ออาหาร
บริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ
ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวกแห้งตายเป็นหย่อมๆหรือขั้นหนักๆก็ตายทั้งแปลงปลูก
การป้องกันเบื้องต้นเกษตกรจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เจ้าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด
ปัจจัยที่ว่ามาก็คือ การหว่านข้าวหนาแน่นจนเกินไป
การใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินจนทำให้ข้าวอวบอ้วนอ่อนแอต่อการเข้าทำลาย การ
ใช้สารเคมีกำจัดจนทำให้เพลี้ยกระโดดดื้อยา
เมื่อเข้าใจปัจจัยของการระบาดแล้วเกษตรกรก็ต้องปรับวิธีการปลูกข้าวให้ไม่
เอื้ออำนวยต่อการระบาด
ต่อมาก็เพิ่มซิลิก้าทางใบและทางดินเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแข็งแรงให้กับ
ข้าวเช่น
ใบตั้งแข็ง ลำต้นแข็งแรงก็จะสามารถลดการทำลายได้อย่างดี
ซิลิก้าทางใบของชมรมเกษตรปลอดสารพิษจะมีชื่อว่าซิลิสิคแอสิคและซลิก้าทางดิน
จะมีชื่อว่าพูมิช-ซัลเฟอร์
เมื่อต้นข้าวแข็งแรงแข็งแกร่งแล้วแต่ก็ยังมีการเข้าทำลายอยู่บ้างเล็กน้อย
เกษตรกรก็ควรจะใช้สารสกัดจากสมุนไพรต่างๆเช่น
สะเดา ยาสูบ
บอระเพชร(สมุนไพรอะไรก็ได้ที่มีกลิ่นฉุนและรสขม)ผสมร่วมกับจุลินทรีย์ทริปโต
ฝาจ(บูวาเรีย)กำจัดเจ้าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
กรณีที่เกษตรกรใช้สารสกัดจากสมุนไพรก็จะช่วยป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจาก
แปลงข้างๆหรือจากที่อื่นๆเข้ามาที่แปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพแถมยังเป็น
การป้องกันแม่ผีเสื้อกลางคืนที่คอยจะมาวางไข่ทำให้เกิดหนอนใบขาว
หนอนกอ เป็นต้นอีทางหนึ่งด้วยครับ
หลักการนี้จะช่วยให้เกษตรกรปลอดภัยจากสารเคมีทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงมี
อายุยืนนานขึ้น
วิธีการทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรทั้งสิ้นขอเพียงเกษตรกร
หมั่นสำรวจตรวจตราแปลงนาของตัวเองบ่อยๆและอย่ารอให้มีการระบาดรุนแรงก่อนถึง
จะมารักษาทีหลังและเปิดใจทดลองการทำนาแบบอินทรีย์บ้างอย่ามัวยึดติดกับสาร
เคมีแบบคร่ำครึกโบราณเพราะสมัยนี้เกษตรแบบอินทรีย์ได้พัฒนาไปไกลแล้ว
เขียนและรายงานโดย
พิสิษฐ์(หนึ่ง) ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
สอบถามเพิ่มเติมที่
02-9861680-2 www.thaigreenagro.com
เขียนและรายงานเมื่อวันพุธที่
05 มีนาคม 2557
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15129&Param2=14
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15129&Param2=14
สาเหตุต่างๆของโรคเชื้อราในโรงเรือนเพาะเห็ด
เกษตรกรที่ทำอาชีพเพาะเห็ดต่างรู้กันดีว่า
ปัญหาเรื่องเชื้อราในก้อนเห็ดเป็นปัญหาลำดับต้นๆที่สร้างความเสียหายให้กับก้อนเห็ด
ทำให้ก้อนเชื้อเห็ดมีอายุสั้นลง เก็บผลผลิตได้สั้นลง ผลผลิตก็ลดลงตามไปด้วย เชื้อราที่เกิดกับเห็ดมีอยู่ชนิดด้วยกัน
ยกตัวอย่างเช่น เชื้อราเขียว(เป็นเชื้อราที่พบในเห็ดมากที่สุดก็ว่าได้) เชื้อราส้ม
ราดำ ราเมือก ซึ่งสาเหตุของเชื้อราต่างๆเหล่านี้มีสาเหตุเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
1. สาเหตุจากลม
ซึ่งสปอร์เชื้อราจะมีอยู่ทั่วไปในอากาศถ้าเกิดมีลมพัดผ่านโรงเรือนเห็ด
ลมอาจพัดสปอร์เชื้อราต่างๆเข้ามาในโรงเรือนเห็ดและทำให้ก้อนเห็ดเกิดเชื้อราต่างๆได้
2. สาเหตุจากน้ำที่เราใช้รดก้อนเห็ด รดให้ความชื้นในโรงเรือนเห็ดในแต่ละวัน
น้ำที่ใช้รดในแต่ละวันอาจมีเชื้อราปนเปื้อนมา ทำให้เกิดเชื้อราระบาดในโรงเรือนเห็ดได้
3. สาเหตุจากคน
(ฟังดูแล้วอาจจะงงว่าคนเป็นสาเหตุของเชื้อราเห็ดได้อย่างไร)
ที่บอกว่าสาเหตุเกิดจากคนหรือว่าเจ้าของฟาร์มเห็ดหรือคนที่ดูแลเข้าออกฟาร์มเห็ดเป็นประจำทุกวัน
บางทีอาจเหยียบย้ำน้ำหรือโคลนที่เป็นแหล่งเชื้อโรคเชื้อราจากข้างนอกโรงเรือนเห็ดเข้าไปในโรงเรือนเห็ดโดยไม่โรคตัว
ทำให้เชื้อราที่ติดไปกลับรองเท้าไปแพร่เชื้อราในโรงเรืองเห็ดได้
หรือเชื้อราที่ติดตามเสื้อผ้าของคนที่เข้าออกโรงเห็ดก็เป็นสาเหตุของเชื้อราได้
4. สาเหตุเกิด
จากการนึ่งก้อนเห็ดไม่ได้มาตรฐานและคุณภาพก็อาจทำให้เชื้อราที่บนอยู่ในขี้
เลื่อยไม่ตายในเตานึ่งทำให้เวลานำเข้าไปในโรงเรือนเห็ดแล้วเกิดเชื้อราในตอน
ตามมาที่หลังได้
สาเหตุของการนึ่งก้อนเห็ดไม่ได้คุณภาพนั้นเกิดได้หลายสาเหตุ
เช่นการใช้ฟืนแทนที่จะใช้แก็สทำให้ความร้อนในการนึ่งไม่ได้ 100
องศาเซลเซียสหรือความร้อนที่นึ่งไม่คงที่เพราะการใช้ฟืนบางทีผู้เพาะเห็ดอาจ
ลืมเติมเชื้อเพลิงเพิ่มทำให้ความร้อนที่กำลังสูงขึ้นค่อยๆลดลงก็เป็นไปได้
หรือแม้แต่การใช้เตาแก็สที่ได้มาตรฐานบางที่ก็ไม่สามารถฆ่าเชื้อราได้หมด
เพราะนึ่งก้อนในปริมาณที่มากเกินไปทำให้ความก้อนในเตาเข้าไม่ถึงก้อนที่อยู่
ตรงกลางเตาทำให้ก้อนที่อยู่บริเวณตรงกลางเตาได้รับความร้อนน้อยกว่าก้อนที่
อยู่ขอบเตาทำให้เชื้อรายังคงอยู่ในก้อนเวลานำเข้าโรงเรือนเห็ดก็จะเกิดเชื้อ
ราตามมาได้เช่นกัน
สาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเชื้อราในโรงเรือนเพาะเห็ด
ซึ่งวิธีแก้ปัญหาแบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษจะใช้
จุลินทรีย์ป้องกันกำจัดเชื้อราเห็ดที่ชื่อ บีเอสพลายแก้ว
ที่ท่านสมาชิกของชมรมเกษตรที่ทำเห็ดทั้งหลายรู้จักกันเป็นอย่าง
วิธีการแก้ปัญหาเชื้อราในก้อนเห็ดแต่ละข้อทางทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษมี
เทคนิควิธีแนะนำดังต่อไปนี้
1. สาเหตุของการเกิดเชื้อราข้อที่
1-3 แนะนำให้ใช้จุลินทรีย์บีเอสพลายแก้วฉีดป้องกันทุกๆ 7 วันโดยฉีดพ่นให้ทั่วทั้งฉีดเข้าที่หน้าก้อน ฉีดที่หลังก้อน
ฉีดที่พื้นโรงเรือน ผนังโรงเรือน
ให้โรงเรือนเห็ดของเรามีเชื้อบีเอสพลายแก้วอยู่ประจำ
ให้เหมือนมียามคอยเฝ้าก้อนเห็ดจากเชื้อรา
2. สาเหตุของการเกิดเชื้อราข้อที่
4 วิธีแก้ปัญหาให้ในจุลินทรีย์บีเอสพลายแก้ว 100 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร ใส่ผสมไปในขี้เลื่อย 100
กิโลกรัมตอนที่ผสมอาหารเห็ดเข้ากับขี้เลื่อยก่อนนำขี้เลื่อยไปอัดก้อนหลังจากนั้นทิ้งก้อนเห็ดค้างคืนไว้
1 คืน ให้บีเอสพลายแก้วจัดการกับเชื้อราในอยู่ในขี้เลื่อย
วิธีการขี้ทำให้ขี้เลื่อยของท่านสะอาดหมดจดปราศจากเชื้อราก่อนที่จะนำไปนึ่งด้วยซ้ำ
ทำให้ปัญหาเรื่องเชื้อราเบาบางไปหรือแทบจะไม่มีก้อนที่เป็นเชื้อราเลยหากใช้วิธีป้องกันกำจัดเชื้อราวิธีนี้
ทางทีมงานชมรมเกษตร
ปลอดสารพิษหวังว่าเกษตรกรผู้เพาะเห็ดจะนำข้อมูลและวิธีการแก้ปัญหาเรื่อง
เชื้อราในก้อนเห็ดและโรงเรือนเพาะเห็ดไปปรับใช้กับฟาร์มของตัวท่านเอง
เพื่อเป็นการป้องกันกำจัดปัญหาเรื่องเชื้อราในก้อนเห็ดอย่างถูกวิธีไม่ใช้
สารเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อก้อนเห็ด
ต่อตัวท่านเองและเป็นอันตรายต่อผู้ที่ซื้อเห็ดไปบริโภคอีกด้วย
เขียนและรายงานโดย
:นายจตุโชค จันทรภูมี
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557 เสนอแนะติชม email
: thaigreenagro@gmail.com
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15137&Param2=2
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15137&Param2=2
วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557
แก๊สไข่เน่า...เรื่องน่าเศร้าของกุ้ง
สวัสดี
ครับท่านผู้อ่านผู้
ติดตามข่าวสารบทความของชมรมฯ ทุกๆท่าน
ผู้เขียนในฐานะเจ้าหน้าที่ส่งเสริมของชมรมฯท่านหนึ่งขอเป็นกำลังใจช่วยให้
พี่ๆน้องๆที่ประสบกับภัยแล้งไม่มีน้ำอุปโภค
บริโภค รวมถึงน้ำที่ใช้ในการเกษตร ขอให้พ้นวิกฤตไวๆ สู้ๆ นะครับ
เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับสภาวะอากาศที่แปรปรวนมาก
ส่งผลโดยตรงต่อการเลี้ยงกุ้งเนื่องจากการจัดการฟาร์มยุ่งยากมากขึ้น
มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของกุ้งเป็นอย่างมาก
พอกล่าวถึงการจัดการฟาร์มคงหนี้ไม่พ้นเรื่องแก๊สในบ่อเลี้ยงที่คอยสร้าง
ปัญหาสร้างความยุ่งยากให้ผู้เลี้ยงมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นกุ้งลอยหัว
กุ้งป่วยเป็นโรค กุ้งมุดเลน กุ้งตาย
ซึ่งเกิดจากแก๊สไข่เน่าที่หมักหมมอยู่นานบนพื้นบ่อ
และนั้นก็ปัญหาที่มีผลโดยตรงต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตของกุ้ง
แก๊สไข่เน่าหรือที่ศัพท์ราชการเรียกว่าไฮโดรเจนซัลไฟด์
สาเหตุที่ชาวบ้านเรียกแก๊สไข่เน่าก็เพราะว่ามีกลิ่นเหม็นมากเหมือนไข่เน่า
นั่นเองแก๊สชนิดนี้เป็นแก๊สพิษชนิดที่ว่าสามารถปลิดชีพกุ้งในบ่อให้ตาย
พร้อมๆกันได้ในปริมาณที่มากหรือทั้งบ่อซึ่งแก๊สดังกล่าวเกิดจากการย่อยสลาย
สารอินทรีย์ในสภาวะไร้ออกซิเจนของ
แบคทีเรียชนิดหนึ่ง จากนั้นก็ปลดปล่อยกำมะถันหรือซัลเฟอร์ออกมา
มากเข้าๆจนเป็นพิษต่อกุ้งหรือสัตว์น้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งสัตว์จะแสดง
อาการคล้ายกับขาดออกซิเจน
แต่จะรุนแรงกว่าการขาดออกซิเจน
สารอินทรีย์ที่หมักหมมในบ่อเลี้ยงส่วนมากมาจากขี้กุ้ง
เศษอาหาร ซากแพลงค์ตอน ที่แทรกซึมฝังตัวในดิน หากลองขุดดินเลนขึ้นมาดู นอกจากจะเห็นเลนเป็นสีดำแล้ว
ยังได้กลิ่นอันไม่พึงปรารถนาตามมาด้วย สาเหตุที่ดินกลายเป็นสีดำนั้นเป็นเพราะมีออกซิเจนไม่เพียงพอต่อกระบวนการ
ย่อย เมื่อกุ้งที่หากินตามหน้าดินได้รับแก๊สโดยตรง ก็จะเริ่มป่วย ลอยหัว ค่อยๆตาย
ชนิดที่ว่าแข่งกันตายแบบวันเว้นวัน ยิ่งเป็นช่วงที่ฝนตกใหม่ๆ อุณหภูมิต่ำ
กุ้งจะมุดเลนทำให้ได้รับแก๊สพิษได้ง่ายขึ้น
แก้ปัญหาเบื้องต้นโดยการเปิดกังหันตีน้ำเพิ่มอออกซิเจนจากนั้นก็ดูดเลนสีดำเน่าเสียออกทิ้ง เปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ระบายตะกอนของเสียที่ฟุ้งกระจายช่วงดูดเลนออก ขณะเปลี่ยนถ่ายน้ำควรตรวจเช็ค pH ควบคู่ไปด้วยป้องกัน pH แกว่ง โดยเฉพาะ pH น้ำบริเวณใกล้พื้นบ่อ อีกวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องลำบากดูดเลนทิ้ง คือใช้บาซิลลัส MT 1 กิโลกรัมผสมน้ำเปล่าสาดให้ทั่วบ่อในปริมาณพื้นที่ 2 ไร่ เพื่อช่วยย่อยขี้เลน สิ่งปฏิกูลจากเศษอาหาร ซากสาหร่ายที่หมักหมมบนพื้นบ่อจนก่อให้เกิดแก๊สไข่เน่า จากนั้นก็หว่านสเม็คโตไทต์ ตามลงไปในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อจับแก๊สไข่เน่าที่เกิดจากขบวนการย่อยของจุลินทรีย์ในบ่อ ซึ่งอาจรวมไปถึงบาซิลลัส MT
วิธีหลังจะเป็นที่นิยมของผู้เลี้ยงกุ้ง มากกว่าดูดเลนทิ้ง เปลี่ยนถ่ายน้ำแล้วหว่านปูนปรับค่า pH น้ำ เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหา และลดปริมาณแก๊สไข่เน่าลงได้ ทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการจัดการไปโดยใช้เหตุอย่างไรก็ตามการควบคุมแก๊สไข่เน่าที่ ดีที่สุด คือการรักษาพื้นบ่อให้สะอาด รักษาระดับออกซิเจนให้อยู่ในระดับที่กุ้งต้องการ เท่านี้ปัญหาแก๊สไข่เน่าก็จะไม่กลายเป็นเรื่องเศร้าของผู้เลี้ยงกุ้งอีกต่อ ไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680 หรือผู้เขียน 081-3983128
เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557 เสนอแนะติชม email : thaigreenagro@gmail.com
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15123&Param2=8
วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557
ดับกลิ่นฉุนในเล้า ไก่ไม่เครียดกินอาหารเก่งโตไว
กลิ่นฉุน
แอมโมเนียแก๊สพิษในเล้าเลี้ยงไก่ ทำให้ระคายเคืองดวงตา จมูก เหตุผลหนึ่งที่ทำไก่เครียด
ไม่กินอาหาร ไอจาม มีน้ำมูก น้ำตาเป็นโรคได้ง่าย
ยิ่งเป็นไก่จะอ่อนไวต่อแก๊สชนิดนี้มากกว่าในหมูหรือวัว พื้นคอกที่มีแอมโมเนียปะปนอยู่ไม่ว่าจะมาจากอาหาร
มูลหรือฉี่ก็ตาม เมื่อเจอความชื้นและอุณหภูมิที่สูงขึ้น บวกกับการย่อยสลายของจุลินทรีย์ธรรมชาติ
มักหนีไม่พ้นกลิ่นฉุนแอมโมเนีย หากปล่อยให้สะสมนานเกินไปก็จะมีปริมาณแก๊สมากขึ้นเรื่อยๆ
มีผลต่อสุขภาพทั้งไก่และคนเลี้ยง เป็นที่รังเกียจของบ้านใกล้เรือนเคียง
|
ควบคุมแอมโมเนียในคอกไก่ไม่ว่าจะคอกดิน
คอกปูนไม่ให้เกิดอาการแพ้โดยการใช้ “ซีโอฟาร์ม” หินภูเขาไฟที่มีคุณสมบัติในการจับตรึงกลิ่นแก๊ส
เหม็นอับ แค่หว่านโรยซีโอฟาร์ม 1 กิโลกรัมต่อพื้นคอก 10
ตารางเมตร บริเวณที่มีกลิ่นทิ้งไว้ 15-20 นาที
กลิ่นฉุนของแก๊สก็จะค่อยๆลดจางลง หรือจะคลุกผสมอาหารให้กิน ก็ได้ ในอัตรา 3
กิโลกรัมต่ออาหาร 100 กิโลกรัม
ผงแร่ซีโอฟาร์มจะช่วยจับแก๊สในลำไส้
ท้องไม่อืดเนื่องจากกรดแก็สมากเกินไป ขับถ่ายไม่มีกลิ่นเหม็น
หากมีก็น้อยกว่าเดิม
ทั้งยังช่วยทำลายสารพิษจากอะฟลาท็อกซินที่ตกค้างในโปรตีนจากถั่วที่ใช้ผสม
อาหาร ลดอัตราการตาย ไก่ไม่เครียด กินเก่ง โตไว แลกเนื้อสูง
หากนำมูลไก่ในคอกที่ใช้ซีโอฟาร์มดับกลิ่นไปใส่บำรุงดินบำรุงต้นไม้ก็จะได้
ปุ๋ย
ชั้นดี เกรด A ที่ละลายช้า แถมช่วยป้องกันแมลง หนอน ฯลฯ เนื่องจากเนื้อปุ๋ยดังกล่าวจะอุดมไปด้วยซิลิก้า
ผู้เขียนไม่ได้บังคับให้ท่านเชื่อนะครับ แต่อยากให้ท่านได้ลองใช้ดูก่อน ว่าดีจริงอย่างคำบรรยายของผู้เขียนหรือเปล่า
ท่านใดต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือหาซื้อได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
02-9861680-2 หรือ 081-3983128
เขียนและรายงานโดย นายเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ) ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557 เสนอแนะติชม email : thaigreenagro@gmail.com http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15112&Param2=7 |
วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557
พูมิช-ซัลเฟอร์ อาหารเห็ดสำเร็จรูป ใช้ทำก้อนเห็ดได้เลย
| สวัสดีครับพี่ๆน้องๆชาวชมรมเกษตรปลอดสารพิษทุกท่านครับ
โดยในครั้งก่อนหน้าๆนี้ไม่นานนักทางทีมงานเคยได้เขียนถึงวัสดุที่นำมาผสมทำ
ก้อนเชื้อเห็ดภูฐานที่ใช้แร่ม้อนโมลิโลไนท์เป็นส่วนผสมนั้นว่าดีแล้วเพราะ
เห็ดจะได้สารอาหารจากแร่ม้อนอย่างมหาศาลทำให้เห็ดออกดี ออกเยอะ
ดอกมีคุณภาพและน้ำหนัก ก้อนไม่โทรมไวสามารถเก็บดอกได้หลายเดือน
โดยสูตรแร่ม้อนนั้นทางฟาร์มเห็ดที่จำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดทั่วๆไปทั่วทั้ง
ประเทศนั้นก็ยอมรับแล้วว่าแร่ม้อนนั้นได้ผลจริงและเห็ดมีคุณภาพจริงทำให้
เกษตรกรที่ซื้อก้อนนำไปเปิดดอกได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพออกไปสู่พ่อแม่พี่น้อง
ผู้บริโภค ทำให้เกษตรกรที่เปิดดอกเห็ดขายนั้นมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น
โดยสูตรแร่ม้อนนั้นจะใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม รำละเอียด 5 กิโลกรัม
ปูนขาว(แคลเซียม) 3 กิโลกรัม
โดยจะมีต้นทุนที่ถูกอยู่แล้วสำหรับการทำก้อนเห็ด
แต่ปัจจุบันทางทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้เริ่มทำการแนะนำหินแร่ภูเขาไฟพู
มิช-ซัลเฟอร์ให้ทางฟาร์มทำก้อนเห็ดจำหน่ายได้ทดลองสูตรของพูมิช-ซัลเฟอร์
นำไปทดลองทำก้อนและเปิดดอกดูว่าจะเป็นอย่างไร |
|
ผลปรากฎว่าการใช้หินแร่ภูเขาไฟพูมิช-ซัลเฟอร์นั้น ได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะเห็ดออกดอกดีไม่แพ้แรม้อนแม้แต่นิดเดียวดอกเห็ดก็มีคุณภาพไม่แพ้แร่
ม้อนอีกเหมือนกันทั้งขนาด น้ำหนัก และอายุก้อน
แต่การใช้หินแร่ภูเขาไฟพูมิช-ซัลเฟอร์นั้นจะประหยัดวัสดุการทำก้อนเชื้อเห็ด
ไปอีก 1 อย่างนั่นก็คือ ปูนขาว(แคลเซียม)
เพราะส่วนประกอบของพูมิช-ซัลเฟอร์จะมีอยู่ในตัวอยู่แล้วทำให้สูตรหินแร่
ภูเขาไฟพูมิช-ซัลเฟอร์นั้นจะเป็นสูตรที่ลดต้นทุนการทำก้อนเห็ดไปอีกอย่าง
ท่านที่มาดูและอ่านบทความนี้คงจะอยากรู้แล้วว่าสูตรการทำก้อนเห็ดหินแร่พู
เขาไฟพูมิช-ซัลเฟอร์นั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
ฉะนั้นทางทีมงานของชมรมเกษตรปลอดสารพิษก็จะอธิบายเลยแล้วกันครับ 1.ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม 2.รำละเอียด 5 กิโลกรัม 3.พูมิช-ซัลเฟอร์ 7 กิโลกรัม 4.น้ำ สะอาด 20 ลิตร(โดยประมาณ) น้ำจะต้องใช้น้ำสะอาดที่ผสมกับจุลินทรีย์กำจัดเชื้อรา,หนอนและไรเห็ด ได้แก่ พลายแก้ว บีที ไมโตฟากัส โดยสูตรนี้จะสังเกตุได้ว่าจะไม่ใช้ปูนขาว เลย โดยทางฟาร์มที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายฟาร์มนั้นการันตีว่าได้ผลดีและดีอย่าง มาก ท่านไหนที่ยังสับสนกับสูตรการทำก้อนเห็ดอยู่ ณ เวลานี้ทางทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษก็อยากให้ท่านทดลองและเช็คผลดูว่าจะได้ ผลเป็นอย่างไร ****ปล.ทิ้งท้ายนี้ลืมไปว่าทางฟาร์มเห็ดนำไปใช้ทำก้อนเห็ดภูฐานครับ**** เขียนและรายงานโดย พิสิษฐ์(หนึ่ง)ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ เสนอแนะติชมได้ที่ 02-9861680-2 หรือ www.thaigreenagro.com เขียนและรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557 http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15095&Param2=20 |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)