วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2557

สระน้ำประจำไร่นาแก้ปัญหาภัยแล้ง

เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียงตามแนวแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นยิ่งบ้านเมืองเราวุ่นวายเศรษฐกิจฝืดเคือง ข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพที่สูงมากขึ้นการดำรงชีวิตในเมืองนั้นก็จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายมากขึ้น จึงส่งผลให้คนชั้นกลางส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนปรับตัวหันไปหาอาชีพที่สร้างรายได้เสริมรองรับกับอาชีพหลักที่ทำอยู่ในเมือง ส่วนใหญ่ก็จะกลับไปทำอาชีพเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ทำนา เพาะเห็ด ปลูกกล้วย อัอย ปาล์ม มัน ยางพาราก็ว่ากันไปตามแต่ละท้องถิ่นที่มีตลาดรองรับหรือโรงงานรับซื้อที่อยู่ไม่ไกลกันเกินไป

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามอาชีพเกษตรกรรมนั้นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นควบคู่กันไปนั่นก็คือแหล่งน้ำ การประกอบอาชีพเกษตรกรรม ต่อให้มีฝีไม้ลายมือมากแค่ไหนแต่ขาดปัจจัยหลักอย่างน้ำก็ไม่สามารถที่จะทำอาชีพเกษตรกรรมได้สำเร็จ เพราะพืชไร่ไม้ผลนั้นจะดำรงคงชีวิตอยู่ได้จะต้องอาศัยน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก พื้นที่ที่อยู่ในแหล่งธุรกันดานห่างไกลจากเขตพื้นที่ชลประทานนั้นจะต้องวางแผนเรื่องแหล่งสำรองน้ำ, ไม่ว่าจะเป็นบ่อสาว, บ่อบาดาล หรือสระน้ำประจำไร่นา เพื่อให้มีน้ำสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุปโภคหรือบริโภค




การทำเกษตรกรรมตามแบบเกษตรพอเพียงนั้นนอกจากจะอาศัยความพอเหมาะพอดีพอประมาณ ความมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันในตนเองที่จะนำพาตนเองให้ผ่านพ้นอุปสรรคปัญหาต่างๆนานาไปได้ก็ต้องมีความรู้ควบคู่คุณธรรมไปพร้อมๆกันด้วย สิ่งสำคัญต่างเหล่านี้คือการที่จะต้องพึ่งพิงอิงอาศัยปัจจัยใกล้ตัวที่หาได้ง่ายใช้ในท้องถิ่นไปก่อน การช่วยเหลือตนเองทางด้านแหล่งน้ำเพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมก็คือ การสร้างบ่อ สร้างสระน้ำประจำไร่นา ก่อนที่จะรอความช่วยเหลือจากภาครัฐแต่เพียงอย่างเดียว เพราะกว่าจะรอโครงการสร้างเขื่อน ถนนหนทางคูคลอง จนมาถึงพื้นที่เรานั้นอาจจะนานและไม่ทันการณ์ พื้นที่ที่เป็นดินทรายหรือพื้นที่ที่กักเก็บน้ำไม่อยู่อาจจะใช้สารอุดบ่อ (กลุ่มของคาร์โบฮัยเดรท โพลิเอคริลามายด์) เข้าไปช่วยประสานเนื้อดินให้มีความเหนียวแน่นเกิดโครงสร้างดินที่แข็งแรงไม่ถูกชำระชะล้างไปได้โดยง่าย. ยิ่งนำมาคลุกผสมกับกลุ่มของแร่ดินเหนียวอย่าง เบนโธไนท์ (Bentonite). ในอัตราสารอุดบ่อสองกิโลกรัมบวกกับ เบนโธไนท์ 100 กิโลกรัมนำไปหว่านกระจายในพื้นที่ 1 ไร่ ต้นทุนต่อไร่ประมาณ 1,000 กว่าบาทเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีของญี่ปุ่นที่ใช้แผ่นพลาสติก PE. ปูและกระบวนการอื่นๆ ต้นทุนหลายแสนหรือเกือบล้านบาทต่อไร่ การใช้สารอุดบ่อนำไปใช้กับแหล่งกักเก็บน้ำภาคการเกษตรแบบปีชนปีก็ถือว่าพอเหมาะพอดีพอประมาณเหมาะสมกับวิถีชีวิตบ้านเรา

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com.

ลดต้นทุนการทำนา ทางรอดเดียวของชาวนาในยามนี้ ตอนที่ 2

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้เขียนได้แนะนำเกี่ยวกับเรื่องการลดต้นทุนการทำนา ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยเกษตรกรชาวนาในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่นึ่ง ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ เรื่องโครงการจำนำข้าวยังไม่ชัดเจน ราคาขายข้าวหน้าโรงสีต่ำ สิ่งที่ทำได้ของชาวนาในตอนนี้คือต้องช่วยตัวเอง เมื่อราคาถูก เราก็ต้องลดต้นทุนให้เหลือแค่ 2000-3000 บาท ซึ่งทางผู้เขียนได้แนะนำการลดต้นทุนการทำนาตั้งแต่ การไม่เผาฟาง ,การใช้พันธุ์ข้าว 1-2 ถัง ต่อไร่, การทำให้ข้าวมีภูมิต้านทานโรคแมลงด้วยการใช้พูมิชซัลเฟอร์  บทความในตอนนี้จะเป็นวิธีการทำนาลดต้นทุนต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากที่ทำการหว่านข้าวแล้วก็จะใส่ปุ๋ยฉีดฮอร์โมน ตามที่เคยทำมา
วิธีการลดต้นทุนการทำนาหลังจากหว่านข้าวไปแล้ว
-                   การลดต้นทุนค่าปุ๋ย โดยการใช้ปุ๋ยน้อยลงโดยการใช้หินแร่ภูเขาไฟพูมิชซัลเฟอร์คลุกปุ๋ยเพื่อทำให้ปุ๋ยกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า เราสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยลงไปได้เยอะ ยกตัวอย่างปกติเคยซื้อปุ๋ย 3 กระสอบ มารอบนี้ซื้อปุ๋ย 2 กระสอบ พูมิชซัลเฟอร์ 1 กระสอบ คลุกผสมกันแล้วนำไปหว่านในพื้นที่เท่าเดิม ประสิทธิภาพรับรองว่าดีกว่าการใส่ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียว เพราะพูมิชซัลเฟอร์จะช่วยให้ปุ๋ยที่ผสมกลายเป็นปุ๋ยละลายช้า ทำให้ข้าวกินปุ๋ยแค่วันละพออิ่มไม่กินแบบตะกะตะกาม ช่วยทำให้ข้าวมีอาหารกินยาวนานนับไปเลย 30-45 วันข้าวยังเขียวอยู่เลย ทำให้ การใส่ปุ๋ยรอบ 2 ช่วงข้าวอายุ 50-60 วันแทบไม่ต้องใส่เลยหรือใส่น้อยลง ทำให้ลดต้นทุนค่าปุ๋ยใส่รอบ2 ไปได้อีก และยังช่วยลดเรื่องการฉีดฮอร์โมนประหยัดเงินค่าฮอร์โมนไปได้อีก
-                 
การลดต้นทุนเรื่องค่าฮอร์โมนและยาฆ่าแมลง จากการติดตามพฤติกรรมการทำนาของชาวนาบ้านเราผู้เขียนรู้สึก งงกับพฤติกรรมของชาวนาบ้านเรา ตั้งแต่เริ่มมีโครงการรับจำนำข้าว ข้าวนาบ้านเราเริ่มมีพฤติกรรมการใช้ยาฮอร์โมน สารเคมีที่มีราคาแพงจะเน้นยี่ห้อยาดังๆ ทั้งที่ยาบางตัวชื่อสามัญเหมือนกันแต่ต่างแค่บริษัทที่ผลิตชาวนากลับเลือกยาที่มีราคาแพงมากกว่า ทำให้ต้นทุนในการทำนาพุ่งสูงแตะ 8,000-10,000 บาท เลยทีเดียว แต่เดี๋ยวนี้ถ้ายังคงยึดติดกับสารเคมีที่มีราคาแพงเช่นนี้ ต้นทุนการทำนาแบบนี้ บอกได้คำเดียวว่า ตายแน่ๆครับ การลดต้นทุนเรื่องยาฆ่าแมลง ทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษจะส่งเสริมให้เกษตรกร ใช้จุลินทรีย์และสารสมุนไพรในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูข้าว เช่นปัญหาเรื่องโรคเชื้อราในข้าวต่างๆไม่ว่าจะเป็น โรคใบไหม้ ใบจุด เน่าคอรวง เมล็ดด่างเมล็ดลาย ให้ใช้จุลินทรีย์ที่ชื่อว่า พลายแก้ว ซึ่งสามารถหมักขยายเชื้อได้เพียงใช้เชื้อแค่ 5-10 กรัมก็สามารถฉีดได้3-5 ไร่เลยที่เดียว เช่นเดียวกับแมลงศัตรูข้าว เช่นหนอน เพลี้ย ต่างๆก็มีจุลินทรีย์ที่ชื่อ ทริปโตฝาจ ในการป้องกันกำจัด ใช้จุลินทรีย์ทริปโตฝาจแค่ตัวเดียวก็สามารถกำจัดได้ทั้งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนใบขาว หนอนกอ ได้เลย และเราสามารถใช้สมุนไพรในท้องทุนที่หาได้ เช่น เมล็ดสะเดา บอระเพชร ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชั้นต่างๆมาใช้ร่วมกับจุลินทรีย์เพื่อเป็นการเสริมฤทธิ์ช่วยป้องกันขัยไล่แมลงได้ผลค่อนข้างดี

วิธีการทำนาที่กล่าวมาข้างต้นตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้เป็นวิธีการทำนาที่ทำได้จริง เป็นวิธีที่จะช่วยให้ชาวนาอยู่ได้ ช่วยให้ชาวนายืนด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครในยามที่บ้านเมืองวุ่นวาย ผู้เขียนอยากให้เกษตรกรชาวนาบ้านเราช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อนในเวลานี้ วิธีที่ช่วยเหลือตัวเองได้ในตอนนี้ก็คือลดต้นทุนการทำนาลงเพื่อสู้กับราคาข้าวที่ตกต่ำ
สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการลดต้นทุนการทำนาได้ที่ คุณจตุโชค จันทรภูมี(ผู้เขียน) โทร.085-9205846 หรือสอบถามได้ที่เจ้าหน้าที่ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2

เขียนและรายงานโดย : นายจตุโชค จันทรภูมี
สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-9861680-2 หรือ www.thaigreenagro.com
เขียนและรายงานเมื่อวันพุธที่ 07 มีนาคม 2557

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

วิธีป้องกันเพลี้ยกระโดดในนาข้าว


สวัสดี ครับพี่ๆน้องๆชาวชมรมเกษตรปลอดสารพิษก็จะมาหากลวิธีการป้องกันและกำจัดเจ้า แมลงศัตรูข้าวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่คอยจะเผาผลาญทำลายผลผลิตของเกษตรกรที่ ปลูกข้าวอยู่ทุกๆฤดูและทุกๆการทำการปลูกข้าว โดยเจ้าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล Nilaparvata lugens (St?l) เป็นแมลงจำพวกปากดูด ตัวเต็มวัยมีลำตัวสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลปนดำ มีรูปร่าง 2 ลักษณะ คือ ชนิดปีกยาว (macropterous form)  และชนิดปีกสั้น (bracrypterous form) ชนิดมีปีกยาวสามารถเคลื่อนย้ายและอพยพไปในระยะทางใกล้และไกล โดยอาศัยกระแสลมช่วย ตัวเต็มวัยเพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่ม ส่วนใหญ่วางไข่ที่กาบใบข้าว หรือเส้นกลางใบ โดยวางไข่เป็นกลุ่ม เรียงแถวตามแนวตั้งฉากกับกาบใบข้าว บริเวณที่วางไข่จะมีรอยช้ำเป็นสีน้ำตาล ไข่มีลักษณะรูปกระสวยโค้งคล้ายกล้วยหอม มีสีขาวขุ่น ตัวอ่อนมี 5 ระยะ ระยะตัวอ่อน 16-17 วัน ตัวเต็มวัยเพศเมียชนิดปีกยาวมีขนาด 4-4.5 มิลลิเมตร วางไข่ประมาณ 100 ฟอง เพศผู้มีขนาด 3.5-4 มิลลิเมตร เพศเมียชนิดปีกสั้นวางไข่ประมาณ 300 ฟอง ตัวเต็มวัยมีชีวิตประมาณ 2 สัปดาห์  เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายข้าวโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำท่ออาหาร บริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวกแห้งตายเป็นหย่อมๆหรือขั้นหนักๆก็ตายทั้งแปลงปลูก


การป้องกันเบื้องต้นเกษตกรจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เจ้าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด ปัจจัยที่ว่ามาก็คือ การหว่านข้าวหนาแน่นจนเกินไป การใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินจนทำให้ข้าวอวบอ้วนอ่อนแอต่อการเข้าทำลาย  การ ใช้สารเคมีกำจัดจนทำให้เพลี้ยกระโดดดื้อยา เมื่อเข้าใจปัจจัยของการระบาดแล้วเกษตรกรก็ต้องปรับวิธีการปลูกข้าวให้ไม่ เอื้ออำนวยต่อการระบาด ต่อมาก็เพิ่มซิลิก้าทางใบและทางดินเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งแข็งแรงให้กับ ข้าวเช่น ใบตั้งแข็ง ลำต้นแข็งแรงก็จะสามารถลดการทำลายได้อย่างดี ซิลิก้าทางใบของชมรมเกษตรปลอดสารพิษจะมีชื่อว่าซิลิสิคแอสิคและซลิก้าทางดิน จะมีชื่อว่าพูมิช-ซัลเฟอร์ เมื่อต้นข้าวแข็งแรงแข็งแกร่งแล้วแต่ก็ยังมีการเข้าทำลายอยู่บ้างเล็กน้อย เกษตรกรก็ควรจะใช้สารสกัดจากสมุนไพรต่างๆเช่น สะเดา ยาสูบ บอระเพชร(สมุนไพรอะไรก็ได้ที่มีกลิ่นฉุนและรสขม)ผสมร่วมกับจุลินทรีย์ทริปโต ฝาจ(บูวาเรีย)กำจัดเจ้าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล กรณีที่เกษตรกรใช้สารสกัดจากสมุนไพรก็จะช่วยป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจาก แปลงข้างๆหรือจากที่อื่นๆเข้ามาที่แปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพแถมยังเป็น การป้องกันแม่ผีเสื้อกลางคืนที่คอยจะมาวางไข่ทำให้เกิดหนอนใบขาว หนอนกอ เป็นต้นอีทางหนึ่งด้วยครับ หลักการนี้จะช่วยให้เกษตรกรปลอดภัยจากสารเคมีทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงมี อายุยืนนานขึ้น วิธีการทั้งหมดที่กล่าวมานั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรทั้งสิ้นขอเพียงเกษตรกร หมั่นสำรวจตรวจตราแปลงนาของตัวเองบ่อยๆและอย่ารอให้มีการระบาดรุนแรงก่อนถึง จะมารักษาทีหลังและเปิดใจทดลองการทำนาแบบอินทรีย์บ้างอย่ามัวยึดติดกับสาร เคมีแบบคร่ำครึกโบราณเพราะสมัยนี้เกษตรแบบอินทรีย์ได้พัฒนาไปไกลแล้ว

เขียนและรายงานโดย พิสิษฐ์(หนึ่ง) ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
สอบถามเพิ่มเติมที่ 02-9861680-2 www.thaigreenagro.com
เขียนและรายงานเมื่อวันพุธที่ 05 มีนาคม 2557
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15129&Param2=14

สาเหตุต่างๆของโรคเชื้อราในโรงเรือนเพาะเห็ด


เกษตรกรที่ทำอาชีพเพาะเห็ดต่างรู้กันดีว่า ปัญหาเรื่องเชื้อราในก้อนเห็ดเป็นปัญหาลำดับต้นๆที่สร้างความเสียหายให้กับก้อนเห็ด ทำให้ก้อนเชื้อเห็ดมีอายุสั้นลง เก็บผลผลิตได้สั้นลง ผลผลิตก็ลดลงตามไปด้วย เชื้อราที่เกิดกับเห็ดมีอยู่ชนิดด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น เชื้อราเขียว(เป็นเชื้อราที่พบในเห็ดมากที่สุดก็ว่าได้) เชื้อราส้ม ราดำ ราเมือก ซึ่งสาเหตุของเชื้อราต่างๆเหล่านี้มีสาเหตุเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
1. สาเหตุจากลม ซึ่งสปอร์เชื้อราจะมีอยู่ทั่วไปในอากาศถ้าเกิดมีลมพัดผ่านโรงเรือนเห็ด ลมอาจพัดสปอร์เชื้อราต่างๆเข้ามาในโรงเรือนเห็ดและทำให้ก้อนเห็ดเกิดเชื้อราต่างๆได้
 2.  สาเหตุจากน้ำที่เราใช้รดก้อนเห็ด รดให้ความชื้นในโรงเรือนเห็ดในแต่ละวัน น้ำที่ใช้รดในแต่ละวันอาจมีเชื้อราปนเปื้อนมา ทำให้เกิดเชื้อราระบาดในโรงเรือนเห็ดได้
3. สาเหตุจากคน (ฟังดูแล้วอาจจะงงว่าคนเป็นสาเหตุของเชื้อราเห็ดได้อย่างไร) ที่บอกว่าสาเหตุเกิดจากคนหรือว่าเจ้าของฟาร์มเห็ดหรือคนที่ดูแลเข้าออกฟาร์มเห็ดเป็นประจำทุกวัน บางทีอาจเหยียบย้ำน้ำหรือโคลนที่เป็นแหล่งเชื้อโรคเชื้อราจากข้างนอกโรงเรือนเห็ดเข้าไปในโรงเรือนเห็ดโดยไม่โรคตัว ทำให้เชื้อราที่ติดไปกลับรองเท้าไปแพร่เชื้อราในโรงเรืองเห็ดได้ หรือเชื้อราที่ติดตามเสื้อผ้าของคนที่เข้าออกโรงเห็ดก็เป็นสาเหตุของเชื้อราได้
4. สาเหตุเกิด จากการนึ่งก้อนเห็ดไม่ได้มาตรฐานและคุณภาพก็อาจทำให้เชื้อราที่บนอยู่ในขี้ เลื่อยไม่ตายในเตานึ่งทำให้เวลานำเข้าไปในโรงเรือนเห็ดแล้วเกิดเชื้อราในตอน ตามมาที่หลังได้ 

สาเหตุของการนึ่งก้อนเห็ดไม่ได้คุณภาพนั้นเกิดได้หลายสาเหตุ  เช่นการใช้ฟืนแทนที่จะใช้แก็สทำให้ความร้อนในการนึ่งไม่ได้ 100 องศาเซลเซียสหรือความร้อนที่นึ่งไม่คงที่เพราะการใช้ฟืนบางทีผู้เพาะเห็ดอาจ ลืมเติมเชื้อเพลิงเพิ่มทำให้ความร้อนที่กำลังสูงขึ้นค่อยๆลดลงก็เป็นไปได้ หรือแม้แต่การใช้เตาแก็สที่ได้มาตรฐานบางที่ก็ไม่สามารถฆ่าเชื้อราได้หมด เพราะนึ่งก้อนในปริมาณที่มากเกินไปทำให้ความก้อนในเตาเข้าไม่ถึงก้อนที่อยู่ ตรงกลางเตาทำให้ก้อนที่อยู่บริเวณตรงกลางเตาได้รับความร้อนน้อยกว่าก้อนที่ อยู่ขอบเตาทำให้เชื้อรายังคงอยู่ในก้อนเวลานำเข้าโรงเรือนเห็ดก็จะเกิดเชื้อ ราตามมาได้เช่นกัน

สาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเชื้อราในโรงเรือนเพาะเห็ด ซึ่งวิธีแก้ปัญหาแบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษจะใช้ จุลินทรีย์ป้องกันกำจัดเชื้อราเห็ดที่ชื่อ บีเอสพลายแก้ว ที่ท่านสมาชิกของชมรมเกษตรที่ทำเห็ดทั้งหลายรู้จักกันเป็นอย่าง วิธีการแก้ปัญหาเชื้อราในก้อนเห็ดแต่ละข้อทางทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษมี เทคนิควิธีแนะนำดังต่อไปนี้
1. สาเหตุของการเกิดเชื้อราข้อที่ 1-3 แนะนำให้ใช้จุลินทรีย์บีเอสพลายแก้วฉีดป้องกันทุกๆ 7 วันโดยฉีดพ่นให้ทั่วทั้งฉีดเข้าที่หน้าก้อน ฉีดที่หลังก้อน ฉีดที่พื้นโรงเรือน ผนังโรงเรือน ให้โรงเรือนเห็ดของเรามีเชื้อบีเอสพลายแก้วอยู่ประจำ ให้เหมือนมียามคอยเฝ้าก้อนเห็ดจากเชื้อรา
 2. สาเหตุของการเกิดเชื้อราข้อที่ 4 วิธีแก้ปัญหาให้ในจุลินทรีย์บีเอสพลายแก้ว 100 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร ใส่ผสมไปในขี้เลื่อย 100 กิโลกรัมตอนที่ผสมอาหารเห็ดเข้ากับขี้เลื่อยก่อนนำขี้เลื่อยไปอัดก้อนหลังจากนั้นทิ้งก้อนเห็ดค้างคืนไว้ 1 คืน ให้บีเอสพลายแก้วจัดการกับเชื้อราในอยู่ในขี้เลื่อย วิธีการขี้ทำให้ขี้เลื่อยของท่านสะอาดหมดจดปราศจากเชื้อราก่อนที่จะนำไปนึ่งด้วยซ้ำ ทำให้ปัญหาเรื่องเชื้อราเบาบางไปหรือแทบจะไม่มีก้อนที่เป็นเชื้อราเลยหากใช้วิธีป้องกันกำจัดเชื้อราวิธีนี้
ทางทีมงานชมรมเกษตร ปลอดสารพิษหวังว่าเกษตรกรผู้เพาะเห็ดจะนำข้อมูลและวิธีการแก้ปัญหาเรื่อง เชื้อราในก้อนเห็ดและโรงเรือนเพาะเห็ดไปปรับใช้กับฟาร์มของตัวท่านเอง เพื่อเป็นการป้องกันกำจัดปัญหาเรื่องเชื้อราในก้อนเห็ดอย่างถูกวิธีไม่ใช้ สารเคมีซึ่งเป็นอันตรายต่อก้อนเห็ด ต่อตัวท่านเองและเป็นอันตรายต่อผู้ที่ซื้อเห็ดไปบริโภคอีกด้วย

เขียนและรายงานโดย :นายจตุโชค จันทรภูมี
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557 เสนอแนะติชม email : thaigreenagro@gmail.com
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15137&Param2=2

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

แก๊สไข่เน่า...เรื่องน่าเศร้าของกุ้ง


สวัสดี ครับท่านผู้อ่านผู้ ติดตามข่าวสารบทความของชมรมฯ ทุกๆท่าน ผู้เขียนในฐานะเจ้าหน้าที่ส่งเสริมของชมรมฯท่านหนึ่งขอเป็นกำลังใจช่วยให้ พี่ๆน้องๆที่ประสบกับภัยแล้งไม่มีน้ำอุปโภค บริโภค รวมถึงน้ำที่ใช้ในการเกษตร ขอให้พ้นวิกฤตไวๆ สู้ๆ นะครับ เป็นที่ทราบกันดีว่าช่วงนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับสภาวะอากาศที่แปรปรวนมาก ส่งผลโดยตรงต่อการเลี้ยงกุ้งเนื่องจากการจัดการฟาร์มยุ่งยากมากขึ้น มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของกุ้งเป็นอย่างมาก พอกล่าวถึงการจัดการฟาร์มคงหนี้ไม่พ้นเรื่องแก๊สในบ่อเลี้ยงที่คอยสร้าง ปัญหาสร้างความยุ่งยากให้ผู้เลี้ยงมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นกุ้งลอยหัว กุ้งป่วยเป็นโรค กุ้งมุดเลน กุ้งตาย ซึ่งเกิดจากแก๊สไข่เน่าที่หมักหมมอยู่นานบนพื้นบ่อ และนั้นก็ปัญหาที่มีผลโดยตรงต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตของกุ้ง แก๊สไข่เน่าหรือที่ศัพท์ราชการเรียกว่าไฮโดรเจนซัลไฟด์ สาเหตุที่ชาวบ้านเรียกแก๊สไข่เน่าก็เพราะว่ามีกลิ่นเหม็นมากเหมือนไข่เน่า นั่นเองแก๊สชนิดนี้เป็นแก๊สพิษชนิดที่ว่าสามารถปลิดชีพกุ้งในบ่อให้ตาย พร้อมๆกันได้ในปริมาณที่มากหรือทั้งบ่อซึ่งแก๊สดังกล่าวเกิดจากการย่อยสลาย สารอินทรีย์ในสภาวะไร้ออกซิเจนของ แบคทีเรียชนิดหนึ่ง จากนั้นก็ปลดปล่อยกำมะถันหรือซัลเฟอร์ออกมา มากเข้าๆจนเป็นพิษต่อกุ้งหรือสัตว์น้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งสัตว์จะแสดง อาการคล้ายกับขาดออกซิเจน แต่จะรุนแรงกว่าการขาดออกซิเจน

สารอินทรีย์ที่หมักหมมในบ่อเลี้ยงส่วนมากมาจากขี้กุ้ง เศษอาหาร ซากแพลงค์ตอน ที่แทรกซึมฝังตัวในดิน หากลองขุดดินเลนขึ้นมาดู นอกจากจะเห็นเลนเป็นสีดำแล้ว ยังได้กลิ่นอันไม่พึงปรารถนาตามมาด้วย สาเหตุที่ดินกลายเป็นสีดำนั้นเป็นเพราะมีออกซิเจนไม่เพียงพอต่อกระบวนการ ย่อย เมื่อกุ้งที่หากินตามหน้าดินได้รับแก๊สโดยตรง ก็จะเริ่มป่วย ลอยหัว ค่อยๆตาย ชนิดที่ว่าแข่งกันตายแบบวันเว้นวัน ยิ่งเป็นช่วงที่ฝนตกใหม่ๆ อุณหภูมิต่ำ กุ้งจะมุดเลนทำให้ได้รับแก๊สพิษได้ง่ายขึ้น

แก้ปัญหาเบื้องต้นโดยการเปิดกังหันตีน้ำเพิ่มอออกซิเจนจากนั้นก็ดูดเลนสีดำเน่าเสียออกทิ้ง เปลี่ยนถ่ายน้ำใหม่ระบายตะกอนของเสียที่ฟุ้งกระจายช่วงดูดเลนออก ขณะเปลี่ยนถ่ายน้ำควรตรวจเช็ค pH ควบคู่ไปด้วยป้องกัน pH แกว่ง โดยเฉพาะ pH น้ำบริเวณใกล้พื้นบ่อ อีกวิธีหนึ่งที่ไม่ต้องลำบากดูดเลนทิ้ง คือใช้บาซิลลัส MT 1 กิโลกรัมผสมน้ำเปล่าสาดให้ทั่วบ่อในปริมาณพื้นที่ 2 ไร่ เพื่อช่วยย่อยขี้เลน สิ่งปฏิกูลจากเศษอาหาร ซากสาหร่ายที่หมักหมมบนพื้นบ่อจนก่อให้เกิดแก๊สไข่เน่า จากนั้นก็หว่านสเม็คโตไทต์ ตามลงไปในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อจับแก๊สไข่เน่าที่เกิดจากขบวนการย่อยของจุลินทรีย์ในบ่อ ซึ่งอาจรวมไปถึงบาซิลลัส MT

วิธีหลังจะเป็นที่นิยมของผู้เลี้ยงกุ้ง มากกว่าดูดเลนทิ้ง เปลี่ยนถ่ายน้ำแล้วหว่านปูนปรับค่า pH น้ำ เนื่องจากไม่สามารถแก้ปัญหา และลดปริมาณแก๊สไข่เน่าลงได้ ทำให้เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการจัดการไปโดยใช้เหตุอย่างไรก็ตามการควบคุมแก๊สไข่เน่าที่ ดีที่สุด คือการรักษาพื้นบ่อให้สะอาด รักษาระดับออกซิเจนให้อยู่ในระดับที่กุ้งต้องการ เท่านี้ปัญหาแก๊สไข่เน่าก็จะไม่กลายเป็นเรื่องเศร้าของผู้เลี้ยงกุ้งอีกต่อ ไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680 หรือผู้เขียน 081-3983128

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557 เสนอแนะติชม email : thaigreenagro@gmail.com
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15123&Param2=8

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

ดับกลิ่นฉุนในเล้า ไก่ไม่เครียดกินอาหารเก่งโตไว

กลิ่นฉุน แอมโมเนียแก๊สพิษในเล้าเลี้ยงไก่ ทำให้ระคายเคืองดวงตา จมูก เหตุผลหนึ่งที่ทำไก่เครียด ไม่กินอาหาร ไอจาม มีน้ำมูก น้ำตาเป็นโรคได้ง่าย ยิ่งเป็นไก่จะอ่อนไวต่อแก๊สชนิดนี้มากกว่าในหมูหรือวัว พื้นคอกที่มีแอมโมเนียปะปนอยู่ไม่ว่าจะมาจากอาหาร มูลหรือฉี่ก็ตาม เมื่อเจอความชื้นและอุณหภูมิที่สูงขึ้น บวกกับการย่อยสลายของจุลินทรีย์ธรรมชาติ มักหนีไม่พ้นกลิ่นฉุนแอมโมเนีย หากปล่อยให้สะสมนานเกินไปก็จะมีปริมาณแก๊สมากขึ้นเรื่อยๆ มีผลต่อสุขภาพทั้งไก่และคนเลี้ยง เป็นที่รังเกียจของบ้านใกล้เรือนเคียง 

ควบคุมแอมโมเนียในคอกไก่ไม่ว่าจะคอกดิน คอกปูนไม่ให้เกิดอาการแพ้โดยการใช้ซีโอฟาร์มหินภูเขาไฟที่มีคุณสมบัติในการจับตรึงกลิ่นแก๊ส เหม็นอับ แค่หว่านโรยซีโอฟาร์ม 1 กิโลกรัมต่อพื้นคอก 10 ตารางเมตร บริเวณที่มีกลิ่นทิ้งไว้ 15-20 นาที กลิ่นฉุนของแก๊สก็จะค่อยๆลดจางลง หรือจะคลุกผสมอาหารให้กิน ก็ได้ ในอัตรา 3 กิโลกรัมต่ออาหาร 100 กิโลกรัม ผงแร่ซีโอฟาร์มจะช่วยจับแก๊สในลำไส้ ท้องไม่อืดเนื่องจากกรดแก็สมากเกินไป ขับถ่ายไม่มีกลิ่นเหม็น หากมีก็น้อยกว่าเดิม ทั้งยังช่วยทำลายสารพิษจากอะฟลาท็อกซินที่ตกค้างในโปรตีนจากถั่วที่ใช้ผสม อาหาร ลดอัตราการตาย ไก่ไม่เครียด กินเก่ง โตไว แลกเนื้อสูง หากนำมูลไก่ในคอกที่ใช้ซีโอฟาร์มดับกลิ่นไปใส่บำรุงดินบำรุงต้นไม้ก็จะได้ ปุ๋ย ชั้นดี เกรด A ที่ละลายช้า แถมช่วยป้องกันแมลง หนอน ฯลฯ เนื่องจากเนื้อปุ๋ยดังกล่าวจะอุดมไปด้วยซิลิก้า ผู้เขียนไม่ได้บังคับให้ท่านเชื่อนะครับ แต่อยากให้ท่านได้ลองใช้ดูก่อน ว่าดีจริงอย่างคำบรรยายของผู้เขียนหรือเปล่า ท่านใดต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือหาซื้อได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-3983128

เขียนและรายงานโดย นายเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557 เสนอแนะติชม email : thaigreenagro@gmail.com
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15112&Param2=7

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

พูมิช-ซัลเฟอร์ อาหารเห็ดสำเร็จรูป ใช้ทำก้อนเห็ดได้เลย

สวัสดีครับพี่ๆน้องๆชาวชมรมเกษตรปลอดสารพิษทุกท่านครับ โดยในครั้งก่อนหน้าๆนี้ไม่นานนักทางทีมงานเคยได้เขียนถึงวัสดุที่นำมาผสมทำ ก้อนเชื้อเห็ดภูฐานที่ใช้แร่ม้อนโมลิโลไนท์เป็นส่วนผสมนั้นว่าดีแล้วเพราะ เห็ดจะได้สารอาหารจากแร่ม้อนอย่างมหาศาลทำให้เห็ดออกดี ออกเยอะ ดอกมีคุณภาพและน้ำหนัก ก้อนไม่โทรมไวสามารถเก็บดอกได้หลายเดือน โดยสูตรแร่ม้อนนั้นทางฟาร์มเห็ดที่จำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดทั่วๆไปทั่วทั้ง ประเทศนั้นก็ยอมรับแล้วว่าแร่ม้อนนั้นได้ผลจริงและเห็ดมีคุณภาพจริงทำให้ เกษตรกรที่ซื้อก้อนนำไปเปิดดอกได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพออกไปสู่พ่อแม่พี่น้อง ผู้บริโภค ทำให้เกษตรกรที่เปิดดอกเห็ดขายนั้นมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยสูตรแร่ม้อนนั้นจะใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม รำละเอียด 5 กิโลกรัม ปูนขาว(แคลเซียม) 3 กิโลกรัม โดยจะมีต้นทุนที่ถูกอยู่แล้วสำหรับการทำก้อนเห็ด แต่ปัจจุบันทางทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้เริ่มทำการแนะนำหินแร่ภูเขาไฟพู มิช-ซัลเฟอร์ให้ทางฟาร์มทำก้อนเห็ดจำหน่ายได้ทดลองสูตรของพูมิช-ซัลเฟอร์ นำไปทดลองทำก้อนและเปิดดอกดูว่าจะเป็นอย่างไร
   
ผลปรากฎว่าการใช้หินแร่ภูเขาไฟพูมิช-ซัลเฟอร์นั้น ได้ผลดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเห็ดออกดอกดีไม่แพ้แรม้อนแม้แต่นิดเดียวดอกเห็ดก็มีคุณภาพไม่แพ้แร่ ม้อนอีกเหมือนกันทั้งขนาด น้ำหนัก และอายุก้อน แต่การใช้หินแร่ภูเขาไฟพูมิช-ซัลเฟอร์นั้นจะประหยัดวัสดุการทำก้อนเชื้อเห็ด ไปอีก 1 อย่างนั่นก็คือ ปูนขาว(แคลเซียม) เพราะส่วนประกอบของพูมิช-ซัลเฟอร์จะมีอยู่ในตัวอยู่แล้วทำให้สูตรหินแร่ ภูเขาไฟพูมิช-ซัลเฟอร์นั้นจะเป็นสูตรที่ลดต้นทุนการทำก้อนเห็ดไปอีกอย่าง ท่านที่มาดูและอ่านบทความนี้คงจะอยากรู้แล้วว่าสูตรการทำก้อนเห็ดหินแร่พู เขาไฟพูมิช-ซัลเฟอร์นั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ฉะนั้นทางทีมงานของชมรมเกษตรปลอดสารพิษก็จะอธิบายเลยแล้วกันครับ
1.ขี้เลื่อย         100  กิโลกรัม
2.รำละเอียด        5  กิโลกรัม
3.พูมิช-ซัลเฟอร์   7  กิโลกรัม
4.น้ำ สะอาด        20 ลิตร(โดยประมาณ) น้ำจะต้องใช้น้ำสะอาดที่ผสมกับจุลินทรีย์กำจัดเชื้อรา,หนอนและไรเห็ด ได้แก่ พลายแก้ว บีที ไมโตฟากัส

โดยสูตรนี้จะสังเกตุได้ว่าจะไม่ใช้ปูนขาว เลย   โดยทางฟาร์มที่มีชื่อเสียงหลายต่อหลายฟาร์มนั้นการันตีว่าได้ผลดีและดีอย่าง มาก ท่านไหนที่ยังสับสนกับสูตรการทำก้อนเห็ดอยู่ ณ เวลานี้ทางทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษก็อยากให้ท่านทดลองและเช็คผลดูว่าจะได้ ผลเป็นอย่างไร ****ปล.ทิ้งท้ายนี้ลืมไปว่าทางฟาร์มเห็ดนำไปใช้ทำก้อนเห็ดภูฐานครับ****

เขียนและรายงานโดย พิสิษฐ์(หนึ่ง)ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
เสนอแนะติชมได้ที่ 02-9861680-2 หรือ www.thaigreenagro.com
เขียนและรายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2557
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15095&Param2=20