ถ้าพูดถึงโรคของมะนาวแล้วอันดับหนึ่งน่าจะเป็นโรคแคงเกอร์
รองลงมาก็น่าจะเป็นโรครากเน่าโคนเน่า ที่ทำให้มะนาวของท่านแห้งตายได้
บทความตอนนี้ผู้เขียนขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโรครากเน่าโคนเน่าในมะนาว
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักพบโรครากเน่าโคนเน่านี้ในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว เพราะฤดูฝนถึงช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงที่มีความชื้นสูง
ทำให้ดินมีความชื้นสูงตามไปด้วย แต่ก็ใช่ว่าในฤดูแล้งจะไม่มีโอกาสเป็น
ฤดูแล้งก็สามารถเกิดโรครากเน่าโคนเน่าในมะนาวได้เหมือนกัน
สาเหตุของโรครากเน่าโคนเน่าเกิดจากเชื้อราไฟท้อฟโธร่า (Phytophthora
parasitica Dastur ) เชื้อราโรคพืชกลุ่มนี้จะอาศัยอยู่ในดินปรกติอยู่แล้ว
มันรอเวลาที่ต้นพืชหรือต้นมะนาวที่ปลูกอ่อนแอหรือไม่มีภูมิคุ้มกันโรค
เชื้อราไฟท้อปโธร่าก็จะเข้าเข้าลาย
สังเกตได้จากเวลาพบว่ามะนาวเป็นโรครากเน่าโคนเน่า
จะไม่พบการระบาดทั่วทั้งแปลงแต่จะพบเป็นบางต้นและค่อยๆลุกลามไปยังต้นข้างเคียงนั้นแสดงให้เห็นว่า
เชื้อราไฟท้อฟโธร่า จะเข้าทำลายต้นที่อ่อนแอมีภูมิคุ้นกันต่อโรคต่ำที่สุด
แต่ถ้าดูแลให้ต้นมะนาวแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันที่ดีอยู่ตลอดเวลาแล้ว
อัตราการเกิดโรครากเน่าโคนเน่าก็จะลดลงตามไปด้วย
|
|
ลักษณะอาการของเชื้อราไฟท้อฟโธร่า (Phytophthora
parasitica Dastur ) จะเข้าทำลายรากฝอย รากแขนง
และตามโคนต้นของมะนาว
ส่วนใหญ่เกษตรกรที่ปลูกมะนาวจะไม่ทราบเลยว่าต้นมะนาวที่ปลูกเป็นโรครากเน่า
โคนเน่าจนกว่าต้นมะนาวจะเริ่มแสดงอาการออกมาให้เห็นทางใบคือ
ใบของมะนาวเริ่มมีอาการเหลืองซีดโดยเริ่มที่เส้นกลางใบก่อนแล้วค่อยๆลุกลาม
ไปเรื่อยๆ
และใบก็จะเริ่มร่วงไปเรื่อยๆจนหมดต้นในที่สุด จากนั้นกิ่งของมะนาวเริ่มแห้ง
และต้นมะนาวก็จะยืนต้นตายในที่สุด
โรครากเน่าโคนเน่านี้จะไม่น่ากลัวเลยถ้าเกษตรกรที่ปลูกมะนาวรู้จักป้องกัน
ตั้งแต่มะนาวยังไม่เป็นโรคไม่ใช่ว่าปลอดให้มะนาวแสดงอาการก่อนค่อยรีบมา
รักษาทีหลังเพราะกว่าที่เราจะรู้ตัวว่ามะนาวเป็นโรครากเน่าโคนเน่าก็อาจ
รักษาไม่ทันแล้ว
วิธีป้องกันหรือรักษาตามแนวทางของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
จะใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าในการป้องกันกำจัด ให้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเป็นเสมือน
ร.ป.ภ. หรือ ยามคอยเฝ้ารากของต้นมะนาวไว้ไม่ให้มีเชื้อรา ไฟท้อฟโธร่า (Phytophthora
parasitica Dastur ) เข้ามาทำลายต้นมะนาวของเราได้
ส่วนวิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า
นั้นสามารถใช้คลุกผสมกับปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักในอัตราส่วนเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 1
กิโลกรัม ต่อ ปุ๋ยคอก 50 กิโลกรัม
คลุกผสมให้เข้ากันจากนั้นนำไปโรยรอยๆโคนต้นของมะนาว
ต้นละ ครึ่งกิโลกรัม ทุกๆ 2 สัปดาห์ หรือ เดือนละ 1 ครั้ง
หรือจะใช้วิธีผสมน้ำฉีดพ่นก็ได้โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 50 กรัม ผสมน้ำ
20
ลิตรแล้วนำไปฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณต้นมะนาวก็ได้ครับ ทำอย่างนี้ เดือนละ 2
ครั้งเพื่อให้มีเชื้อไตรโคเดอร์ม่าอยู่เป็นยามเฝ้ารากมะนาวไว้แล้วใช้หินแร่
ภูเขาไฟพูมิชซัลเฟอร์โรยรอบๆทรงพุ่มของต้นมะนาวเพื่อให้พูมิชซัลเฟอร์ช่วย
สร้างภูมิคุ้นกันโรคพืชของมะนาวกลับมาอีกครั้ง
เพียงเท่านี้แล้วรับรองมะนาวที่ท่านปลูกไว้จะปลอดภัยต่อโรครากเน่าโคนเน่า
ครับ สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ คุณจตุโชค จันทรภูมี
โทร.085-9205846 หรือเจ้าหน้าที่ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680
เขียนและรายงานโดย : คุณจตุโชค จันทรภูมื (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
วันที่ 3 เมษายน 2557 เสนอแนะติชมได้ที่ email
: thaigreenagro@gmail.com
|
บล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อเสนอผลงาน แนวทาง ทางเลือกใหม่ ในการทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคมผสมผสานกับการพาณิชย์ กล่าวคือ ช่วยเหลือให้คำปรึกษา แนะนำชี้ทางถูกผิด 30% ผสมผสานงานขาย 70% เพื่อความคงอยู่ขององค์กรหรือหน่วยงานต้นสังกัดกล่าวคือชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ปรัชญาประจำตัวคือ "ทุกแนวคิด ทุกคำตอบ ทุกงานวิชาการ เพื่อเกษตรกรไทย"สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:คุณเอกรินทร์ ช่วยชู โทร.081-3983128
วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557
มะนาวใบเหลืองรากเน่าทำไงดี
วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557
ธาตุอาหารพืชมีความสำคัญแค่ไหน
ในปัจจุบันนี้เกษตรกรที่ทำการเกษตรโดยไม่ตรวจสอบสภาพของดินแม้แต่ครั้งเดียว
โดยเน้นแต่จะเพาะปลูกกันแบบติดติดต่อและยาวนาน สภาพของดินก็มักจะมีสภาพที่เสื่อมโทรมลดลงอย่างต่อเนื่อง
ทำให้สภาพของดินแน่นแข็ง ดินเป็นกรด ธาตุอาหารภายในดินหมด
เกษตรกรจึงหันมาใช้ธาตุอาหารทางใบที่ตามบริษัทหลายต่อหลายบริษัทนำมาจัดจำหน่ายเกษตรกรที่ต้องการให้พืชที่ปลูกนั้นมีผลผลิตที่ดี แต่เมื่อเทียบกับสภาพของดินในป่าที่เปิดใหม่แล้วนั้นจะพบว่าสภาพของดินจะมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งธาตุอาหารหลัก
รอง เสริม สภาพดินก็มีความร่วนทรุย ทำให้พืชที่ขึ้นมานั้นไม่ต้องฉีดพ่นปุ๋ย-ยาอะไรเลยพืชก็เจริญเติบโตสมบูรณ์แบบสมบูรณ์
เกษตรกรบางรายไม่ให้ความสำคัญต่อธาตุอาหารรองและเสริมเลยก็จะมีปัญหา
ต่อพืชที่ปลูกไม่ให้ผลผลิตที่สมบูรณ์
มีปัญหาที่ผลผลิตหลายต่อหลายอย่างเช่น ไม้ผลก็จะไม่ติดลูก ผลผลิตหลุดร่วง
พืชแคระแกรน ใบไม่เขียว ผลแตกเป็นต้น
ซึ่งถ้าเกษตรกรหันมาใส่ใจในเรื่องของธาตุอาหารรองและเสริมก็จะมีผลผลิตที่ดี
โดยในวันนี้ทางทีมงานจะมานำเสนอคุณประโยชน์ของธาตุอาหารรองและธาตุเสริมให้
ได้ทราบกันครับ
|
|
โดยธาตุอาหารที่พืชจะต้องนำมาใช้จะมีทั้งหมด
16 ธาตุด้วยกัน แบ่งออกเป็นดังนี้
ธาตุอาหารที่ได้ฟรี มีอยู่ในน้ำ อากาศและดินมี 3 ธาตุ
ได้แก่ ออกซิเจน ไฮโดรเจน คาร์บอน
ธาตุอาหารหลักมี 3 ธาตุเช่นกัน คือ
1.ไนโตรเจน
มีหน้าที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ช่วยให้พืชมีสีเขียว เร่งการเจริญเติบโตทางใบ
2.ฟอสฟอรัส
มีหน้าที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของราก
ควบคุมการออกดอก ออกผล และการสร้างเมล็ด
3.โพแทสเซียม
เป็นธาตุที่ช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาล แป้ง และโปรตีน
ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากใบไปสู่ผล ช่วยให้ผลเติบโตเร็วและมีคุณภาพดี
ธาตุอาหารรองมี 3
ธาตุเช่นกัน คือ
1.กำมะถัน
เป็นองค์ประกอบสำคัญของกรดอะมิโน โปรตีน และวิตามิน พืชมีความแข็งแรง
2.แคลเซียม
เป็นองค์ประกอบที่ช่วยในการแบ่งเซลล์ การผสมเกสร การงอกของเมล็ด
3.แมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์
ช่วยสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมัน และน้ำตาล
ทำให้สภาพกรดด่างในเซลล์พอเหมาะและช่วยในการงอกของเมล็ด
ธาตุอาหารเสริม มี 7 ธาตุ คือ
1เหล็ก ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์
มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์แสงและหายใจ
2.สังกะสี ช่วยในการสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน
คลอโรฟิลล์ และแป้ง
3.แมงกานีส ช่วยในการสังเคราะห์แสงและการทำงานของเอนไซม์บางชนิด
4.ทองแดง ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์
การหายใจ การใช้โปรตีนและแป้ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์บางชนิด
5.โบรอน ช่วยในการออกดอกและการผสมเกสร
มีบทบาทสำคัญในการติดผลและการเคลื่อนย้ายน้ำตาลมาสู่ผล การเคลื่อนย้ายของฮอร์โมน
การใช้ประโยชน์จากไนโตรเจนและการแบ่งเซลล์
6.โมลิบดินัม ช่วยให้พืชใช้ไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน
7.คลอรีน มีบทบาทบางประการเกี่ยวกับฮอร์โมนในพืช
ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะเหี่ยวง่าย ใบสีซีด และบางส่วนแห้งตาย
และนี่ก็เป็นธาตุอาหารของพืชที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด
ถ้าเกษตรกรให้ธาตุอาหารให้ครบเหมือนมนุษย์เรากินให้ครบ 5 หมู่
ก็จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย
พืชก็เช่นเดียวกันถ้าเกษตรกรให้ธาตุอาหารพืชครบผลผลิตก็จะสมบูรณ์ แข็งแรง
มีภูมิต้านทานโรคได้อย่างดี
เขียนและรายงานโดย
หนึ่ง(ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ)
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-9861680-2 หรือ www.thaigreenagro.com
เขียนและรายงาเมื่อวันพุธที่ 02 เมษายน 2557
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)