วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

มะนาวใบเหลืองรากเน่าทำไงดี

ถ้าพูดถึงโรคของมะนาวแล้วอันดับหนึ่งน่าจะเป็นโรคแคงเกอร์ รองลงมาก็น่าจะเป็นโรครากเน่าโคนเน่า ที่ทำให้มะนาวของท่านแห้งตายได้ บทความตอนนี้ผู้เขียนขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโรครากเน่าโคนเน่าในมะนาว ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักพบโรครากเน่าโคนเน่านี้ในช่วงฤดูฝนถึงฤดูหนาว  เพราะฤดูฝนถึงช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงที่มีความชื้นสูง ทำให้ดินมีความชื้นสูงตามไปด้วย แต่ก็ใช่ว่าในฤดูแล้งจะไม่มีโอกาสเป็น ฤดูแล้งก็สามารถเกิดโรครากเน่าโคนเน่าในมะนาวได้เหมือนกัน สาเหตุของโรครากเน่าโคนเน่าเกิดจากเชื้อราไฟท้อฟโธร่า (Phytophthora parasitica Dastur ) เชื้อราโรคพืชกลุ่มนี้จะอาศัยอยู่ในดินปรกติอยู่แล้ว มันรอเวลาที่ต้นพืชหรือต้นมะนาวที่ปลูกอ่อนแอหรือไม่มีภูมิคุ้มกันโรค เชื้อราไฟท้อปโธร่าก็จะเข้าเข้าลาย สังเกตได้จากเวลาพบว่ามะนาวเป็นโรครากเน่าโคนเน่า จะไม่พบการระบาดทั่วทั้งแปลงแต่จะพบเป็นบางต้นและค่อยๆลุกลามไปยังต้นข้างเคียงนั้นแสดงให้เห็นว่า เชื้อราไฟท้อฟโธร่า จะเข้าทำลายต้นที่อ่อนแอมีภูมิคุ้นกันต่อโรคต่ำที่สุด แต่ถ้าดูแลให้ต้นมะนาวแข็งแรงมีภูมิคุ้มกันที่ดีอยู่ตลอดเวลาแล้ว อัตราการเกิดโรครากเน่าโคนเน่าก็จะลดลงตามไปด้วย

ลักษณะอาการของเชื้อราไฟท้อฟโธร่า (Phytophthora parasitica Dastur ) จะเข้าทำลายรากฝอย รากแขนง และตามโคนต้นของมะนาว ส่วนใหญ่เกษตรกรที่ปลูกมะนาวจะไม่ทราบเลยว่าต้นมะนาวที่ปลูกเป็นโรครากเน่า โคนเน่าจนกว่าต้นมะนาวจะเริ่มแสดงอาการออกมาให้เห็นทางใบคือ ใบของมะนาวเริ่มมีอาการเหลืองซีดโดยเริ่มที่เส้นกลางใบก่อนแล้วค่อยๆลุกลาม ไปเรื่อยๆ และใบก็จะเริ่มร่วงไปเรื่อยๆจนหมดต้นในที่สุด จากนั้นกิ่งของมะนาวเริ่มแห้ง และต้นมะนาวก็จะยืนต้นตายในที่สุด โรครากเน่าโคนเน่านี้จะไม่น่ากลัวเลยถ้าเกษตรกรที่ปลูกมะนาวรู้จักป้องกัน ตั้งแต่มะนาวยังไม่เป็นโรคไม่ใช่ว่าปลอดให้มะนาวแสดงอาการก่อนค่อยรีบมา รักษาทีหลังเพราะกว่าที่เราจะรู้ตัวว่ามะนาวเป็นโรครากเน่าโคนเน่าก็อาจ รักษาไม่ทันแล้ว
วิธีป้องกันหรือรักษาตามแนวทางของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ จะใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าในการป้องกันกำจัด ให้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าเป็นเสมือน ร.ป.ภ. หรือ ยามคอยเฝ้ารากของต้นมะนาวไว้ไม่ให้มีเชื้อรา ไฟท้อฟโธร่า (Phytophthora parasitica Dastur ) เข้ามาทำลายต้นมะนาวของเราได้ ส่วนวิธีการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า นั้นสามารถใช้คลุกผสมกับปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักในอัตราส่วนเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัม ต่อ ปุ๋ยคอก 50 กิโลกรัม คลุกผสมให้เข้ากันจากนั้นนำไปโรยรอยๆโคนต้นของมะนาว ต้นละ ครึ่งกิโลกรัม ทุกๆ 2 สัปดาห์ หรือ เดือนละ 1 ครั้ง หรือจะใช้วิธีผสมน้ำฉีดพ่นก็ได้โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า 50 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตรแล้วนำไปฉีดพ่นให้ทั่วบริเวณต้นมะนาวก็ได้ครับ ทำอย่างนี้ เดือนละ 2 ครั้งเพื่อให้มีเชื้อไตรโคเดอร์ม่าอยู่เป็นยามเฝ้ารากมะนาวไว้แล้วใช้หินแร่ ภูเขาไฟพูมิชซัลเฟอร์โรยรอบๆทรงพุ่มของต้นมะนาวเพื่อให้พูมิชซัลเฟอร์ช่วย สร้างภูมิคุ้นกันโรคพืชของมะนาวกลับมาอีกครั้ง เพียงเท่านี้แล้วรับรองมะนาวที่ท่านปลูกไว้จะปลอดภัยต่อโรครากเน่าโคนเน่า ครับ สอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ คุณจตุโชค จันทรภูมี โทร.085-9205846 หรือเจ้าหน้าที่ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680
เขียนและรายงานโดย : คุณจตุโชค  จันทรภูมื (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com
วันที่ 3 เมษายน 2557 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

ธาตุอาหารพืชมีความสำคัญแค่ไหน

ในปัจจุบันนี้เกษตรกรที่ทำการเกษตรโดยไม่ตรวจสอบสภาพของดินแม้แต่ครั้งเดียว โดยเน้นแต่จะเพาะปลูกกันแบบติดติดต่อและยาวนาน สภาพของดินก็มักจะมีสภาพที่เสื่อมโทรมลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพของดินแน่นแข็ง ดินเป็นกรด ธาตุอาหารภายในดินหมด เกษตรกรจึงหันมาใช้ธาตุอาหารทางใบที่ตามบริษัทหลายต่อหลายบริษัทนำมาจัดจำหน่ายเกษตรกรที่ต้องการให้พืชที่ปลูกนั้นมีผลผลิตที่ดี  แต่เมื่อเทียบกับสภาพของดินในป่าที่เปิดใหม่แล้วนั้นจะพบว่าสภาพของดินจะมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งธาตุอาหารหลัก รอง เสริม สภาพดินก็มีความร่วนทรุย ทำให้พืชที่ขึ้นมานั้นไม่ต้องฉีดพ่นปุ๋ย-ยาอะไรเลยพืชก็เจริญเติบโตสมบูรณ์แบบสมบูรณ์  เกษตรกรบางรายไม่ให้ความสำคัญต่อธาตุอาหารรองและเสริมเลยก็จะมีปัญหา ต่อพืชที่ปลูกไม่ให้ผลผลิตที่สมบูรณ์ มีปัญหาที่ผลผลิตหลายต่อหลายอย่างเช่น ไม้ผลก็จะไม่ติดลูก ผลผลิตหลุดร่วง พืชแคระแกรน ใบไม่เขียว ผลแตกเป็นต้น ซึ่งถ้าเกษตรกรหันมาใส่ใจในเรื่องของธาตุอาหารรองและเสริมก็จะมีผลผลิตที่ดี โดยในวันนี้ทางทีมงานจะมานำเสนอคุณประโยชน์ของธาตุอาหารรองและธาตุเสริมให้ ได้ทราบกันครับ

โดยธาตุอาหารที่พืชจะต้องนำมาใช้จะมีทั้งหมด 16 ธาตุด้วยกัน แบ่งออกเป็นดังนี้
ธาตุอาหารที่ได้ฟรี มีอยู่ในน้ำ อากาศและดินมี 3 ธาตุ ได้แก่ ออกซิเจน ไฮโดรเจน คาร์บอน
ธาตุอาหารหลักมี 3 ธาตุเช่นกัน คือ
1.ไนโตรเจน มีหน้าที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน ช่วยให้พืชมีสีเขียว เร่งการเจริญเติบโตทางใบ
2.ฟอสฟอรัส มีหน้าที่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของราก ควบคุมการออกดอก ออกผล และการสร้างเมล็ด
3.โพแทสเซียม เป็นธาตุที่ช่วยในการสังเคราะห์น้ำตาล แป้ง และโปรตีน ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากใบไปสู่ผล ช่วยให้ผลเติบโตเร็วและมีคุณภาพดี
ธาตุอาหารรองมี 3 ธาตุเช่นกัน คือ
1.กำมะถัน เป็นองค์ประกอบสำคัญของกรดอะมิโน โปรตีน และวิตามิน พืชมีความแข็งแรง
2.แคลเซียม เป็นองค์ประกอบที่ช่วยในการแบ่งเซลล์ การผสมเกสร การงอกของเมล็ด
3.แมกนีเซียม เป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์ ช่วยสังเคราะห์กรดอะมิโน วิตามิน ไขมัน และน้ำตาล ทำให้สภาพกรดด่างในเซลล์พอเหมาะและช่วยในการงอกของเมล็ด
ธาตุอาหารเสริม มี 7 ธาตุ คือ
1เหล็ก ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ มีบทบาทสำคัญในการสังเคราะห์แสงและหายใจ
2.สังกะสี ช่วยในการสังเคราะห์ฮอร์โมนออกซิน คลอโรฟิลล์ และแป้ง
3.แมงกานีส ช่วยในการสังเคราะห์แสงและการทำงานของเอนไซม์บางชนิด
4.ทองแดง ช่วยในการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ การหายใจ การใช้โปรตีนและแป้ง กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์บางชนิด
5.โบรอน ช่วยในการออกดอกและการผสมเกสร มีบทบาทสำคัญในการติดผลและการเคลื่อนย้ายน้ำตาลมาสู่ผล การเคลื่อนย้ายของฮอร์โมน การใช้ประโยชน์จากไนโตรเจนและการแบ่งเซลล์  
6.โมลิบดินัม ช่วยให้พืชใช้ไนโตรเจนให้เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน
7.คลอรีน มีบทบาทบางประการเกี่ยวกับฮอร์โมนในพืช ถ้าขาดธาตุนี้พืชจะเหี่ยวง่าย ใบสีซีด และบางส่วนแห้งตาย
และนี่ก็เป็นธาตุอาหารของพืชที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด ถ้าเกษตรกรให้ธาตุอาหารให้ครบเหมือนมนุษย์เรากินให้ครบ 5 หมู่ ก็จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย พืชก็เช่นเดียวกันถ้าเกษตรกรให้ธาตุอาหารพืชครบผลผลิตก็จะสมบูรณ์ แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคได้อย่างดี

เขียนและรายงานโดย หนึ่ง(ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ)
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-9861680-2 หรือ www.thaigreenagro.com
เขียนและรายงาเมื่อวันพุธที่ 02 เมษายน 2557