วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สร้างพืชให้แข็งแรงเหมือนไก่ชน




หลังจากบราซิลพ่ายให้แก่เยอรมันไป 7-1 สร้างความโศกเศร้าเสียใจแก่แฟนบอลชาวบราซิลกว่าค่อนประเทศ ต่างก็แสดงอารมณ์ความรู้สึกรับไม่ได้ ร้องห่มร้องไห้เสียใจ เผาเสื้อทีม อื่นๆอีกมากมายสุดจะพรรณาเนื่องด้วยศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าภาพค้ำคอพ่วงอยู่ ด้วยอีกหนึ่งตำแหน่งนั่นเอง ต่อมาอีกคู่หนึ่งระหว่างอาร์เจนตินากับฮอลแลนด์เพิ่งจะผ่านไปสดๆร้อนเมื่อ คืนนี้เองนะครับเริ่มตั้ง 03.00 จนเกือบถึง 05.00 ผลสุดท้ายดวลแข้งกินกันไม่ลงจนต้องมาตัดสินกันที่จุดโทษผลอาร์เจนตินาชนะไป 4 ต่อ2 ทีนี้ก็ต้องลุ้นกันต่อไปในนัดชิงระหว่างเยอรมันกับอาร์เจนตินา รับรองว่าน่าจะสนุกสุดเหวี่ยงทีเดียวเชียวละครับ

พูดถึงการแข่งขันการต่อสู้เอาชัยชนะก็นึกไปถึงนักสู้ในสังเวียนไก่ชน ซึ่งตัวแสดงในที่นี้หาใช่มนุษย์ไม่แต่เป็นไก่ และเป็นไก่ที่ไม่ธรรมดา เขาเรียกกันว่า "ไก่ชน" ซึ่งจะพูดถึงรายละเอียดแล้วนั้นมีมากมายหลายสายพันธุ์และสายพันธุ์ที่โด่ง ดังมีประชาชนคนไทยรู้จักมากที่สุดน่าจะเป็นพันธุ์ "เหลืองหางขาว" ที่สมเด็จพระเนรศนำมาประชันขันแข่งเดิมพันหมายมั่นปั้นว่าจะชิงบ้านชิงเมือง กับมังสามเกียรติในขณะที่ทรงเยาว์พรรษานั่นทีเดียว

ไก่ชนที่จะนำมาประชันกันนั้นจะต้องผ่านการประคบประหงมดูแลเป็นอย่างดี ทั้งที่ความจริงแล้วก็เป็นไก่สายพันธุ์ที่มีความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิต ใจดีอยู่ อาจจะจัดอยู่ในหมวดนักเลงเมื่อเทียบกับคนหรือมนุษย์ คือเจอหน้าตัวผู้เหมือนกันแล้วเป็นจะต้องท้าตีท้าต่อยอยู่ร่ำไป ยิ่งมีการบำรุงรักษาดูแล ให้อาหารเสริม แคลเซียม ซิลิก้า ออกกำลังกาย จับล่อจับชน (ปล้ำไก่) อาบแดด ฯลฯ ยิ่งมีพละกำลังมีภูมิต้านทานในร่างกายแบบไร้ที่ติ ทำให้กำดำรงคงชีวิตนั้นค่อนข้างที่จะไร้โรคภัยไข้เจ็บอย่างน่าประหลาดใจ ดังที่เราๆท่านได้เห็นผ่านหูผ่านตากันมาแล้วในกรณีของไข้หวัดนกH5N1. ที่มีแต่ไก่ชนเท่านั้นที่สามารถอยู่รอดปลอดภัยเอาชีวิตผ่านมาได้

เฉกเช่นเดียวกันครับท่านผู้อ่านท่านลองคิดดู หากเรานำพืชมาบำรุงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพืชให้กินอาหารครบทั้งธาตุ หลัก ธาตุรอง ธาตุเสริม และให้แร่ธาตุพิเศษอย่างซิลิก้าที่ได้จากหินแร่ภูเขาไฟก็จะช่วยทำให้พืชของ เรามีความแข็งแกร่งทนทานต่อโรคแมลงเพลี้ยหนอนราไรได้เช่นกัน ดังที่มีข้อมูลการวิจัยจากหลายหน่วยงานเช่น 1.  ทัศนีย์ ชัยวัฒน์ หินแร่ภูเขาไฟต่อการเข้าทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 2. อิทธิพลของซิลิกอนและฟอสฟอรัสต่อการดูดใช้ธาตุอาหารฟอสฟอรัสของข้าวและข้าว โพดที่ปลูกในดินเปรี้ยวจัดชุดดินรังสิตกรดจัด (รัตนชาติ ช่วยบุดดา พจนีย์ มอญเจริญ กองวิเคราะห์ดิน กรมพัฒนาที่ดิน จตุจักรกรุงเทพฯ, จงรักษ์ จันทร์เจริญสุข ภาคปฐพีวิทยา คณะเกษตร ม.ก. บางเขน, เอ็จ สโรบล ภาควิชาพืชไร่นา  คณะเกษตร ม.ก. บางเขน)    3. อิทธิพลของการใช้ภูไมท์ซัลเฟตร่วมกับปุ๋ยพืชสดต่อการเจริญเติบโตผลผลิตข้าว และการปลดปล่อยแก๊สมีเทน. (ดวงสมร ตุลาพิทักษ์ ศูนย์ศึกษาค้นคว้าและพัฒนาการเกษตรกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะเกษตรศาสตร์  ม.ขอนแก่น, พัชรี แสนจันทร์ ภาควิชาพืชศาสตร์แงะทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น) 4. การใช้ซีโอไลท์ปรับปรุงดินเพื่อการเกษตรผลที่มีต่อปริมาณธาตุอาหารในดินและ ธาตุอาหารที่ถูกชะล้าง (นงลักษณ์ วิบูลสุข, พวงเล็ก โมลากุล กลุ่มงานวิจัยเคมีดิน กองปฐพีวิทยา กรมวิชาการเกษตร) 5. ซิลิคอนอินเอกริคัลเจอร์ (Silicon In Agriculture) หนังสือรวบรวมงานวิจัยจากดอกเตอร์ทั่วโลก ฯลฯ

แร่ธาตุซิลิก้าหรือซิลิสิคแอซิดนี้จะช่วยทำให้พืชมีภูมิต้านทานมีความแข็ง แร่งคล้ายไก่ชนเมื่อเจ็บป่วยมีโรคแมลงรบกวนก็สามารถใช้จุลินทรีย์และสมุนไพร ใช้รักษาในแนวทางชีวภาพปลอดภัยไร้สารพิษรักษาก็กระทำได้โดยง่ายได้ง่าย พี่น้องเกษตรกรที่ต้องการทางเลือกอาชีพเกษตรกรรมที่ทำแล้วปลอดภัยไร้สารพิษ ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็สามารถใช้หินภูเขาไฟเป็นทาง เลือกสร้างความแข็งแกร่งให้กับพืชได้อีกทางหนึ่งนะครับ

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15954&Param2=3

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ป้องกันกำจัดโรคใบเหลืองใบไหม้ในนาข้าวด้วย เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า


Tricoderma_Bottle2012.gif

ในช่วงระยะเวลา 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเกษตรกรที่ทำนาในพื้นที่ภาคอีสานโทรเข้ามาสอบถามเกี่ยวกับปัญหาโรคของข้าวมีลักษณะปลายใบเหลือง หรือใบไหม้  กับทางเจ้าหน้าที่ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ อยู่หลายรายในพื้นที่ทั่วทั้งภาคอีสาน ลักษณะอาการของโรคที่พบจากการสอบถามกับเกษตรกรที่โทรเข้ามา จะมีจดสีดำหรือสีน้ำตาล ที่บริเวณใบข้าวแล้วจะค่อยๆลุกล่ามขยายวงกว้างขึ้นมาเรื่อยๆ จะสามารถพบอาการเช่นนี้ได้ทั่งแปลงนาหวานที่ข้าวอายุได้ 30-45 วัน และสามารถพบได้ในแปลงเพาะกล้าที่เพาะเตรียมไว้สำหรับนาดำช่วงเดือนกรกฎาคมนี้
อาการของโรคใบเหลืองใบไหม้นี้เริ่มระบาดในพื้นที่ภาคอีสานเมื่อปีที่ แล้ว(2556) สร้างความเสียหายให้กับชาวนาภาคอีสานเมื่อปีที่แล้ว เพราะชาวนาพึ่งเจอปัญหาเกี่ยวกับโรคนี้เป็นครั้งแรกเลยไม่ทราบวิธีแก้ปัญหา ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าข้าวที่ปลายใบเหลืองนั้นเกิดจากการขาดธาตุอาหารหรือแสดง อาการขาดปุ๋ยนั้นเองเลยทำให้ใบข้าวเหลือง ทำให้การแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ทำให้โรคทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนข้าวเหลืองตายไปจนหมด ผลผลิตข้าวลดลงบางรายเสียหายจนถึงขั้นไม่ได้ข้าวกันเลยก็มี
ซึ่งปกติแล้วการทำนาปีในพื้นที่ภาคอีสาน จะไม่พบปัญหาเรื่องโรคแมลงศัตรูพืชเหมือนการทำนาในพื้นที่ภาคกลาง การทำนาในภาคอีสานเลยแทบไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงใดๆเลย เหมือนกับนาของทางผู้เขียนเองในจังหวัดอำนาจเจริญก็ไม่ได้ยาฆ่าแมลงเลย แม้แต่ยาฆ่าหญ้าก็ไม่ได้ฉีด จะเรียกได้ว่าเป็นนาข้าวหอมมะลิปลอดสารพิษก็ว่าได้ 555 ในเมื่อชาวนาในภาคอีสานไม่เคยเจอกับโรคระบาดในข้าวเลย ทำให้การป้องกันกำจัดเป็นไปอย่างล่าช้าไม่ทันการ ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการป้องกันกำจัด เลยทำให้เกิดความเสียหายขึ้นเป็นอย่างมากเมื่อปีที่แล้ว
เข้าสู่ปีนี้ ทางผู้เขียนและทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ เริ่มได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดของโรคใบไหม้ในข้าวในพื้นที่ภาคอีสาน จึงอยากแนะนำวิธีการป้องกันกำจัดที่ถูกวิธีมานำเสนอให้กับเกษตรกรที่ทำนาได้ เตรียมพร้อมรับมือกับโรคใบไหม้ในข้าวได้ทันท่วงที วิธีการป้องกันกำจัดของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ให้เกษตรกรเริ่มตรวจสอบในพื้นที่แปลงนาของตัวท่านเอง ว่าใบข้าวมีอาการของใบจุดสีน้ำตาลหรือดำหรือไม่ ถ้ามีให้ใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ซึ่งเป็นชีวินทรีย์ที่กินเชื้อราโรคพืชที่เป็นสาเหตุของโรคใบไหม้ ผสมน้ำอัตรา ไตรโคเดอร์ม่า 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้เปียกชุ่มโชก ทุก 7-10 ครั้ง เพื่อให้ชีวินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่า ไปกินเชื้อราโรคพืชที่อยู่ในแปลงนาเพื่อไม่ให้โรคใบจุดใบไหม้ระบาดรุกลาม ขึ้นมาได้ (ข้อควรแนะนำ : ควรใช้ร่วมกับม้อยเจอร์แพล้นท์(สารดูดซึม) เพื่อให้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า เกาะติดที่ใบข้าวเป็นอย่างดี และไม่ควรใช้ใช้ยาเคมีเพื่อกำจัดเชื้อราเพราะสารเคมีจะทำให้ข้าวโทรมขาดภูมิ ต้านทานโรค จะทำให้โรคใบไหม้ยิ่งระบาดมากยิ่งกว่าเดิมอีก)
ทางที่ดีในช่วงที่โรคใบไหม้ยังไม่ระบาด เกษตรกรควรฉีดพ่นไตรโคเดอร์ม่า เพื่อเป็นการป้องกันไว้ดีกว่ามาแก้ทีหลัง ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่ๆมีการระบาดมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว ควรรีบป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่าเพราะโอกาสที่โรคเชื้อราจะกลับมาระบาดอีกครั้ง มีสูงมาก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีป้องกันโรคในข้าวได้ที่ คุณจตุโชค จันทรภูมี(ผู้เขียน) โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปที่เบอร์ HOTLINE ของทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้ที่เบอร์ 084-5554205 ถึง 084-5554209 ได้ทุกวัน

เขียนและรายงานโดย : คุณจตุโชค จันทรภูมี (นักวิชาการ)

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การปลูกพืชปัจจัยที่สำคัญคือดิน ฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ดินดี




เทคนิคและวิธีการต่างๆเยอะแยกมากมายในโลกอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับวิธีการปลูก พืชหรือประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำแล้วรวยทำแล้วมีเงินหรือทำแล้วไม่มีคำว่าขาด ทุน ต่างคนต่างก็มีวิธีการที่จะนำเสนอรูปแบบการปฏิบัติเพื่อให้พี่น้องเกษตรกร นั้นสามารถปลูกพืชแล้วได้ผลผลิตออกมาจำหน่ายจ่ายแจกได้จริง แต่น้อยคนนักเมื่อลงทุนลงแรงไปแล้วจะย้อนกลับไปทบทวนค่าดูแลบำรุงรักษา ค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยว การขนส่ง หักลบกลบหนี้แล้วเหลือกำไรมากน้อยเท่าใดนั้นจะมีสักกี่คนที่ทราบ เพราะได้เงินจากค้าขายผลผลิตแล้วก็แทบจะลืมเหน็ดเหนื่อย. เพื่อนบ้านมาถามมาแสดงความยินดีก็จะบอกแต่ด้านที่ดีมีกำไรสดใสสวยงาม นอกจากจะติดลบหนักจริงๆนั่นแหละจึงจะยอมบอกเพราะยอมจำนนต่อหลักฐานหรืออีก เหตุผลหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะนิสัยแบบไทยไทยเราที่ไม่อยากให้เพื่อนบ้านมี ความทุกข์ไปกับเราด้วยก็เป็นได้ครับ

การที่เราไม่ยอมทำบัญชีต้นทุนการผลิต การที่เราไม่ทำบัญชีครัวเรือนนี่แหละครับคือปัญหาสำคัญที่จะทำให้เรามีตีน ทุนการผลิตสูง เพราะจ้องแต่จะหาปุ๋ยยาฮอร์โมนชนิดดีมีโฆษณาถี่ๆ มาใช้ในเรือกสวนไร่นาจนเกินความจำเป็น ถ้าลองคำนวนวางแผนดูต้นทุนการผลิตให้ละเอียดถี่ถ้วน และกำหนดเป้าประะสงค์ของผลผลิตที่จะได้ ก็จะทำให้เราสามารถกำหนดพฤติกรรมในการดูแลบำรุงรักพืชผักผลไม้ของเราได้ อย่างพิถีพิถันรอบมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช้จ่ายไปกับปัจจัยการผลิตโดยไม่จำเป็นเพียงหวังว่าจะให้ได้ผลผลิตมากๆ เช่นถ้าโดยถัวเฉลี่ยผลผลิตข้าวในเขตพื้นที่ชลประทานมีผลผลิตอยู่ 1 ตันต่อไร่และพอจะทราบราคาว่าอยู่ที่ประมาณ 6-7พันบาท เราก็จะมีความระมัดระวังในการซื้อปุ๋ยยาหรือปัจจัยการผลิตอื่นๆที่ไม่ควรสูง เที่ยบเท่ากับรายได้ที่จะรับเข้ามา จะช่วยทำให้เรามีสติในการกำหนดต้นทุนปัจจัยการผลิตได้ดีขึ้นเมื่อมีการจด บันทึกหรือทำบัญชี

ปัจจัยสำคัญด้านหนึ่งและถือเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญคือการดูแลบำรุงรักษาดิน ให้ดีเหมือนกับดินตามป่าเขาลำเนาไพรจำแลงแปลงพื้นที่เพาะปลูกของเราให้ คล้ายๆกับเกาะบาหลีของประเทศอินโดนีเซียหรือพื้นที่รอบเกาะภูเขาไฟอื่นๆ ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูงจากลาวาและเถ้าภูเขาไฟที่ผ่านความร้อนเป็นร้อยเป็น พันองศาหลอมละลายแร่ธาตุและสารอาหารต่างๆออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชและสัตว์ อย่างเหลือคณานับ จนเกษตรกรบนเกาะบาหลีสามารถเพาะปลูกพืชไร่ไม้ผลในรูปแบบเกษตรอินทรีย์เกษตร ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติไม่ต้องฉีดพ่นปุ๋ยยาฆ่าแมลงแม้แต่นิดเดียว ก็สามารถสร้างความสนใจแก่นักท่องเที่ยวทั่วโลกปีละเป็นแสนคนได้ไม่ยาก หลักและวิธีการก็คือ จะต้องหมั่นเติมอินทรีย์วัตถุสม่ำเสมอเหมือนใบไม้ที่ร่วงหล่นจากป่า ไม่เผาตอซังฟางข้าว ไม่เผาเศษซากอินทรีย์วัตถุที่ได้จากการตัดแต่งกิ่ง มีการตรวจวัดค่าความเป็นกรดและด่างของดินให้อยู่ระยะค่าพีเอช 5.8-6.3 ดูแลดินอย่าให้แน่นแข็งเป็นดาน. หรือจะใช้กลุ่มของหินแร่ภูเขาไฟในจำนวน 20-30 กิโลกรัมในพื้นที่ขาดแคลนอินทรีย์วัตถุมากๆต่อไร่ต่อรอบเก็บเกี่ยวผลผลิต ฯลฯ เมื่อดินดี ชัยภูมิดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมไม่จำเป็นต้องไปซื้อปุ๋ยยาฮอร์โมนให้มากจนเกิน ความจำเป็น สิ้นเปลืองต้นทุนจนเกินกว่าเหตุ

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เทคนิคเพิ่มผลผลิตเห็ด เห็ดออกดอกดี ที่ทำได้ง่ายๆ


Deeprom-supplements.gif

           ในปัจจุบันก็มีคนที่หันมาทำอาชีพเพาะเห็ดกันเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้เพาะเห็ดรายใหม่ๆที่ประสบการณ์ในการทำเห็ดยังน้อย อยู่ วิทยายุทธยังไม่แกร่งกล้าเหมือนผู้เพาะเห็ดรายใหญ่ๆที่ทำมานานย่อมมี ประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ สำหรับปัญหาของผู้เพาะเห็ดรายใหม่ๆก็น่าจะเป็นเรื่องผลผลิตน้อย เห็ดไม่ออกดอก คุณภาพก้อนเห็ดที่ซื้อมาไม่ดี ทำให้ต้องประสบกับปัญหาขาดทุนเพราะลงทุนซื้อก้อนเห็ดมาเปิดดอกขายก้อนละ 6-7 บาทแต่กลับเก็บเห็ดขายได้แค่เดือนเดียวแทนที่จะเก็บได้ 4-6 เดือนเหมือนมืออาชีพที่เพาะเห็ดมานาน ปัญหาที่ผู้เขียนได้ข้อมูลจากผู้เพาะเห็ดมือใหม่ที่พบมากที่สุดก็คือเรื่อง เห็ดไม่ออกดอกหรือออกดอกมาแค่รุ่น 2 รุ่นก็ไม่ออกดอกอีกเลย ผู้เขียนเลยนำข้อมูลเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตของเห็ดมาบอกเล่าให้กับท่านผู้ เพาะเห็ดรายใหม่ๆได้รับทรายข้อมูลและลองนำไปปฏิบัติกันดู
          ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นคือการเพิ่มผลผลิตเห็ดด้วย อาหารเสริมเห็ดดีพร้อม ของฟาร์มไฮเทคนาโน ซึ่งฟาร์มเห็ดไฮเทคนาโนทำอาชีพเพาะเห็ดมาเกือบ 10 ปีแล้วได้รู้จักกับทางชมรมฯมาเป็นเวลานาน
          ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเห็ดดีพร้อมคือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเห็ดประกอบด้วยสาร อาหารที่จำเป็นสำหรับเห็ดทุกชนิด เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เกษตรกรผู้เพาะเห็ดที่ต้อง การให้ผลผลิตเห็ดออกมาดอกใหญ่ อวบอ้วน สมบูรณ์ น้ำหนักดี เห็ดออกดอกสม่ำเสมอกันทุกก้อน
          หลังจากที่ฟาร์มเห็ดไฮเทคนาโนได้ใช้อาหารเสริมเห็ดดีพร้อมฉีดเห็ดนางฟ้าภู ฐานในโรงเรือนซึ่งเห็ดนางฟ้าภูฐานในโรงเรือนมีอยู่หลายรุ่น ทั้งรุ่นที่เปิดดอกใหม่และรุ่นที่เห็ดเก่าที่ไม่ออกดอกแล้วรอเวลานำออกนอก โรงเรือน โดยวิธีการฉีดจะฉีดอาหารเสริมเห็ดดีพร้อมทุก 3 วันในอัตราอาหารเสริมดีพร้อม 4 ช้อนแกง ต่อน้ำ 5 ลิตร หลังจากผ่านไป 1 เดือนทางผู้เขียนได้โทรไปเก็บข้อมูลที่ฟาร์มไฮเทคนาโนและได้ข้อมูลจากคุณ กุ้ง(เจ้าของฟาร์ม) ว่าหลังจากทดลองฉีดอาหารเสริมดีพร้อมไปรู้สึกว่า เห็ดนางฟ้าภูฐานก้านดอกใหญ่ขึ้น ขนาดดอกเห็ดก็ออกเป็นช่อ ดอกเห็ดใหญ่น้ำหนักต่อดอกก็เพิ่มขึ้น และที่น่าทึ่งก็คือพวกเห็ดที่หมดรุ่นเตรียมเอาออกจากโรงเรือนที่ลองฉีดอาหาร เสริมเห็ดดีพร้อมดูปรากฏว่าเห็ดออกดอกเฉยเลย ทั้งที่เห็ดรุ่นนี้ไม่ออกนอกมาเป็นเดือนแล้ว แต่หลังจากฉีดอาหารเสริมไปไม่ถึงสัปดาห์เห็ดกลับมาออกดอกและไม่ได้ออกแค่ ก้อนหรือ 2 ก้อน แต่เห็ดออกดอกเกือบทั้งหมด ทำให้ทางคุณกุ้งรู้สึกประหลาดใจและทึ่งกับความสามารถของผลิตภัณฑ์ใหม่อาหาร เสริมดีพร้อมด้วย เมื่อทางผู้เขียนได้ข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตเห็ดจึงได้รีบนำข้อมูล นี้มาบอกเล่าให้กับพี่ๆน้องๆชาวเกษตรปลอดสารพิษที่ทำอาชีพเพาะเห็ดอยู่ ณ ขณะนี้ได้รับทราบข้อมูลดีๆ เพื่อจะได้นำเทคนิคดีๆเช่นนี้ไปทดลองทำกันบ้าง
         
           สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณจตุโชค จันทรภูมี (เจ้าหน้าที่ผู้เก็บข้อมูล) โทร.085-9205846 หรือสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่เจ้าหน้าที่ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ที่เบอร์ HOTLINE สายด่วน โทร.084-5554205 ถึง 084-5554209

http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15925&Param2=2

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

นโยบายช่วยลดราคาปุ๋ยยาของคสช.ต่อยอดมาเป็นช่วยตนเองอีกทาง

จากนโยบาย คืนความสุขให้ประชาชนของคณะ คสช. นำโดยท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะเป็นการดูหนังฟังเพลงชมมหรสพฟรี ท่องเที่ยวโบราณสถานฟรี ทั่วประเทศ การจ่ายเงินจำนำข้าว 9.2หมื่นล้านบาท การผ่าตัดกระทรวง ทบวง กรม การจัดคิวรถตู้ วินมอร์เตอร์ไซด์ ล้างอิทธิพลเถื่อน ขายสลากกินแบ่งตรงตามราคาที่กำหนด 80 บาท ตรวจนับสต๊อคโกดังข้าว รับเรื่องร้องทุกข์ที่นานาสารพันแห่แหนไหลรวมมายัง คสช. ที่ทำหน้าที่บรรเทาสารทุกข์สุขดิบไม่เว้นแต่ละวัน ก็ต้องเฝ้าดูและช่วยเป็นกำลังใจกันไปละครับว่าเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่จะ ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว อย่างไรเสียก็อยากเอาใจช่วยให้ทุกเรื่องที่ท่านทำโดยเฉพาะเรื่องดีดีมี ประโยชน์ต่อพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศนั้นประสบผลสำเร็จทั้งหมดครับ

แต่มีอีกนโยบายหนึ่งครับท่านผู้อ่าน นั่นก็คือนโยบายช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรคือการลดราคาปุ๋ยเคมีลงมาเหลือราคา ลูกละ 50 บาท จากราคาเต็มที่พ่อค้าขายกันอยู่เดิมซึ่งคาดว่าน่าจะมีกำไรสูงพอควร และก็จะมีนโยบายขยายต่อไปยังสารเคมีกำจัดศัตรูพืชด้วยต่อไปในอนาคตอันใกล้ วิธีการโดยอาศัยการสำรวจตรวจสอบต้นทุนการนำเข้าปุ๋ยเคมียาฆ่าแมลงยาฆ่าหญ้า ในอดีตและมาคำนวณเปรียบเทียบปัจจุบันว่ายังสามารถที่จะให้พ่อค้าแม่ค้าปุ๋ย ยาลดราคาลงมาช่วยได้บ้าง มิได้เป็นการบังคับขู่เข็นแต่อย่างใด และในอนาคตหากมีการนำเข้าใหม่ค่อยๆพิจารณาว่ากันไปอีกแล้วแต่กรณี

จากนโยบายที่พอจะเข้าทางนี้เอง พี่น้องเกษตรกรก็จะมีต้นทุนที่ลดต่ำลงมา กอรปกับความสามารถที่คิดช่วยเหลือตนเองอีกทางหนึ่งตามหลักธรรมคำสนอของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้านั่นก็คือ"อัตตาหิ อัตตโน นาโถ" ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน โดยการทำให้ต้นทุนของพี่น้องเกษตรกรลดต่ำลงมาอีกได้ นั่นก็คือการทำหรือผลิตจุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรีย์วัตถุใช้เอง อย่างจุลินทรีย์ขี้ควาย จุลินทรีย์ขุยไผ่ จุลินทรีย์หน่อกล้วย การหมักสมุนไพรจากหัวไร่ปลายนา การหยุดเผาตอซังฟางข้าวและอินทรีย์วัตถุที่ได้จากการตัดแต่งกิ่ง การคำนวนระยะเวลาใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมลดการเฝือใบ การทำปุ๋ยให้กลายเป็นปุ๋ยละลายช้า การตรวจวัดกรดด่างของดิน การใช้สมุนไพรรสขม กลิ่นเหม็นป้องการการวางไข่ของแม่ผีเสื้อกลางคืน การใช้ชีวินทรีย์ทดแทนยาฆ่าแมลงซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าฯลฯ แนวทางเพียงเท่านี้ช่วยให้เราต่อยอดความช่วยเหลือจากภาครัฐมาสู่การช่วย เหลือตนเองก็จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้นอย่างแน่นอน

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15914&Param2=19

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อียูคว่ำบาตรสหรัฐกด บทบาท (ผู้คนชนเกษตร) ไทยจะไปทางไหน




มี หลากเสียงหลายความคิดเห็นที่ยังคงผิดแผกแตกต่างกันอยู่ในขณะนี้เกี่ยวกับ เรื่องการวางตัวของประเทศไทยเรา ว่าจะมุ่งหน้าหรือมีจุดยืนอยู่ตรงไหนเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไทยในประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนผู้ที่ซึ่งเป็นอนาคตของชาติและเป็นผู้ที่จะดำรงคงอยู่กับโลก ในอนาคต เพียงลำพังผู้หรับผู้ใหญ่ซึ่งในขณะนี้เป็นผู้ที่แสดงหรือผู้กำหนดบทบาทอนาคต ประเทศไทยนั้นก็คงไม่สามารถตามไปดูหรืออยู่กับลูกหลานได้แน่ในอีกสี่หรือห้า สิบปีข้างหน้า ฉะนั้นการตัดสินใจในครั้งนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาสมดุลย์ของผลๆ ด้ผลเสียของพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ อย่างน้อยถ้าไม่ได้ประโยชน์ก็ควรสูญเสียให้น้อยที่สุดต่อชะตากรรมพี่น้องชาว ไทยที่จะต้องดำเนินต่อไปในโลกข้างหน้าหรืออนาคต

ประเทศไทยค้าขายกับ อียูโดยส่งสินค้าไปขายให้กับ 28 ประเทศมูลค่า 7.3 แสนล้านบาทคิดเป็นมูลค่าประมาณ 10% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และเขาได้ส่งสินค้ามายังบ้านเรามูลค่า 7.1 แสนล้านบาทคิดเป็น 1% ของการส่งออกทั้งหมด 28 ประเทศ ซึ่งหมายถึงในอนาคตอันไกลโพ้นไทยสามารถที่จะขยายตลาดไปได้อีกหลายประเทศให้ มีการค้าการขายเพิ่มขึ้นจากมิตรประเทศของอียู นี่แหละครับคือเหตุผลในบางแง่มุมที่อาจจะสังเกตุเห็นได้ว่า ทำไมหัวหน้าคสช. จึงระมัดระวังเกรงอกเกรงใจในบทบาทต่องานระหว่างประเทศที่มีการชี้แจงเจ้า หน้าทูตและใช้กลไกทุกรูปแบบประสานงานให้โลกเข้าใจประเทศไทย

แต่ถ้า จะว่ากันไปจริงๆแล้ว โลกเริ่มเข้าใจประเทศไทย เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับรูปแบบวิธีการแก้ไขของคณะ คสช. เนื่องด้วยเขาเป็นอภิมหาอำนาจและเป็นผู้นำบทบาทในโลกประชาธิปไตยเสรี จึงมีการกดดันในหลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้ โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐอเมริกาลดลำดับชั้นเกี่ยวกับเรื่องการค้าแรงงานมนุษย์ มาอยู่ในอันดับต่ำสุด (เทียร์ 3) ซึ่งอยู่ในลำดับเดียวกันกับโจทย์ตัวเอ้ๆของอเมริกาเทียวเดียวเชียวล่ะครับ นั่นก็คือจีนและรัสเซีย ถึงแม้การกดดันนี้จะไม่เท่ากับการงดคบค้าสมาคม, การยุติความสัมพันธ์การเยี่ยมเยือน, ยกเลิกระบบเอฟทีเอชั่วคราว ฯลฯ ของอียูก็ตาม แต่ในภาพรวมคนก็จะตั้งแง่รังเกียจไม่ซื้อสินค้าไทย ไม่กินกุ้งไทย (ต้มยำกุ้ง), อาหารไทย ฯลฯ เพราะมีภาพการกดขี่แรงงานเข้ามาเกี่ยวข้อง  ถ้ามองเรื่องการซื้อขายไทยเราขายสินค้าให้อเมริกาปนระมาณ 800,000 ล้านบาท และอเมริกาขายสินค้าให้เราประมาณ 500,000 ล้านบาท จะดูจะมองอย่างไรภาพรวมมูลค่าการซื้อขายของยุโรปและอเมริกาก็ยังดีกว่าจีน เพราะปริมาณการซื้อของจีนทั้งประเทศยังมีมูลค่าน้อยกว่าที่ไทยซื้อจากจีนวัน ยันค่ำ

ถามว่าเราจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายในโลกใบนี้ได้ไหม ก็ขอตอบว่าได้นะครับ แต่ที่อยู่ได้คือคนกลุ่มเล็กๆ ไม่สามารถที่จะดำรงคงอยู่ได้ในฐานะรัฐชาติที่มีประชากรเกือบ 70 ล้านคน เพราะอาจจะมีการขาดแคลนแหล่งน้ำแหล่งอาหาร มีการแย่งชิงพื้นที่เพาะปลูกในกรณีที่การถือครองผืนดินไม่เท่าเทียมกัน ขาดเงินหมุนเวียนในประเทศในการที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน  สาธารณูปโภค จะสร้างเขื่อน สร้างฝาย สร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรก็คงทำได้ยุ่งยากลำบากกายพอทน ลองมองไปยังเพื่อนบ้านของเราที่อยู่ข้างๆก็ได้นะครับว่า 30-40 ปีเป็นอย่างไร มีการเข่นฆ่าละเมิดสิทธิมนุษยชนไปเท่าไร และการหันหน้าไปพึ่งพิงจีนนั้นผลสุดท้ายเป็นอย่างไร ทำไมแรงงานบ้านเขาจึงต้องมาอาศัยเรา และการที่จะทรมานอียูด้วยการไม่ส่งสินค้าไปให้เขาอย่าลืมว่าอียูก็มีสินค้า ทดแทนจากเขมร, เมียนมาร์, ลาว, เวียดนาม ฯลฯ อีกเยอะแยะมากมาย. เขาจะเดือดร้อนจริงไหม?

ประเด็นอยู่ที่ว่าตอนนี้พี่น้องไทยเราอย่า เพิ่งไปแสดงบทบาทที่โจ่งแจ้งแสดงความคิดเห็นให้ชาวโลกได้รับรู้ว่าเราโกรธ หรือโมโหหรือแสดงบทบาทที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกแก่พี่น้องชาวโลก เพิ่มขึ้น เพราะในอนาคตยังไม่ทราบว่าลูกหลานของเราจะต้องไปเกี่ยวดองหนองยุ่งจะต้องคบ ค้าสมาคมหรือจะต้องพึ่งพิงอิงอาศัยใครได้บ้าง ตอนนี้ดีที่สุดน่าจะช่วยชี้แจงขอความเห็นใจว่าประชาธิปไตยไทยของเราเสีย กำลังเข้าสู่โหมดซ่อมแซมปรับปรุงแก้ไขใหม่ ในระยเวลาอันใกล้ไม่นานคงจะมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มีการเลือกต้ัง มีบรรยากาศที่ผู้สมัครสามารถเดินไปได้ทุกตรอกซอกซอยทั่วประเทศ เมื่อนั้นเราก็ยินดีจะเปิดประตูไปมาหาสู่กับท่านอย่างแน่นอนครับ อย่างนี้น่าจะดีกว่าไม่น้อย

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15894&Param2=3

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หมูสุขภาพดีโตไว ขี้ไม่เหม็น เพื่อนบ้านไม่รังเกียจ


 












วันนี้ผู้เขียนมีวิธีเลี้ยงหมูไร้กลิ่นมาฝากเพื่อนๆชาวเกษตรปลอดสารพิษ การเลี้ยงหมูอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน บางท่านอาจไม่ปลื้มไม่คุ้นชินกับกลิ่นของขี้หมู หลายๆท่านคงเคยขับรถผ่านฟาร์มหมูแล้วมีกลิ่นเหม็นเล็ดลอดเข้ามา ชนิดที่ว่าเหม็นคลื่นไส้เลยแหละกันครับ ว่าไปแล้วเรื่องกลิ่นกับการเลี้ยงหมูเป็นของคู่กัน เกษตรกรชอบพูดว่าอยากให้หมูโตเร็วจับขายไวๆขี้หมูต้องเหม็น ลองคิดดูดีๆมันก็ใช่นะครับ เพราะหมูที่โตเร็วใช้หัวอาหารที่มีโปรตีนสูงๆขุนแทบทั้งนั้น เพราะถ้าใช้ผักเลี้ยงขี้คงไม่เหม็นมากขนาดนั้น แต่วันนี้ผู้เขียนมีวิธีเลี้ยงหมูขี้หมูไม่เหม็นจากเกษตรกรท่านหนึ่งของห้วย ใหญ่ อ.บางละมุง มาฝาก ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ เพื่อนบ้านแถบซากแง้วรู้จักกันดี

คุณเลิศ  มะปรางอ่อน เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูจากย่านชุมชนคนจีนโบราณ ม.8 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี อีกท่านหนึ่งที่เคยประสบปัญหาเรื่องกลิ่นแอมโมเนียคละคลุ้งรบกวนเพื่อนบ้าน แต่เมื่อได้ทดลองใช้ซีโอฟาร์มหว่านพื้นคอกและผสมอาหารในสัดส่วน 3 กก.ต่ออาหาร 100 กก.ให้หมูกิน ปรากฏว่ากลิ่นแอมโมเนียค่อยๆลดลงเป็นที่น่าพอใจ ขี้ที่เคยส่งกลิ่นเหม็นรบกวนเพื่อนบ้านก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซีโอฟาร์มเป็นซีโอไลท์ที่มีคุณสมบัติในการจับตรึงกลิ่นก๊าซต่างๆ ที่เกิดจากหมักหมมของเศษอาหาร มูล ฉี่ ฯลฯ ถ้านำมูลสัตว์ที่ผ่านการดับกลิ่นด้วยซีโอฟาร์มไปใส่ต้นไม้ก็จะได้ปุ๋ยชั้นดี ที่ละลายช้าแบบเดียวกับออสโมโค้ท ช่วยป้องกันหนอนแมลงเพราะว่าในเนื้อของซีโอฟาร์มมีซิลิก้าสูงทำให้ต้นพืช แข็งแรงทนต่อโรค

เหตุที่ให้นำซีโอฟาร์มมาคลุกผสมอาหารก็เพื่อจับตรึง ก๊าซไข่เน่าในลำไส้ เวลาถ่ายมูล ผายลมออกมาจะไม่เหม็น นอกจากนี้ซีโอฟาร์มยังจับตรึงทำลายสารพิษของอะฟลาท็อกซินที่เกิดจากความชื้น ในอาหาร ลดความเสี่ยงจากการตายเนื่องจากอาหารเป็นพิษ ช่วยให้หมูสุขภาพดีโตไว ขี้ก็ไม่เหม็น ไม่ก่อให้เกิดความรำคาญบั่นทอนมิตรภาพระหว่างเพื่อนบ้าน เกษตรกรท่านใดสนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มความมั่นใจได้ที่คุณเลิศ มะปรางอ่อน(091-2354619)หรือชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (02-9861680-2) หรือผู้เขียน(081-3983128)

เขียนโดย : คุณเอกรินทร์  ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=15863&Param2=7