วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กรด-ด่างของดิน กุญแจล็อคปุ๋ย จนไร้ค่า

ความเป็นกรดเป็นด่างของดินมีความสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากสภาพกรด-ด่างของดินเกี่ยวข้องโดยตรงกับธาตุอาหารในดินที่พืชจะได้รับและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ความเป็นกรด-เป็นด่างของดินบอกได้เป็นพีเอช แบ่งระดับตัวเลขได้ตั้งแต่ 1-14 ตามกรด-ด่างของดิน โดยถือว่าสภาพดินที่มีค่าพีเอช 7 เป็นกลาง แต่ดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชหรือธาตุอาหารในดินสามารถปลดปล่อยได้ดี ครบถ้วนที่สุดต้องมีค่าพีเอชอยู่ระหว่าง 5.8-6.3 หรือกรดอ่อนๆ
ดินที่พีเอชต่ำกว่า 7.0 ถือว่าเป็นกรดหรือดินเปรี้ยว ยิ่งต่ำมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นกรดรุนแรงมากเท่านั้น ซึ่งดินที่เป็นกรดมากๆ จะมีธาตุอาหารบางธาตุ อย่าง แคลเซียม แมกนีเซียม ค่อนข้างต่ำ ส่วนดินที่มีค่าพีเอชสูงกว่า 7.0 ถือว่าเป็นด่างหรือดินเค็ม ทำนองเดียวกันยิ่งสูงมากก็ยิ่งด่างมาก บางครั้งดินที่มีพีเอชสูงกว่า 8.5 มักขาดแคลเซียมหรือมีก็มีน้อย เนื่องจากโซเดียม(เกลือ)ในดินมีมากเกินไปทำให้พืชขาดแคลเซียม แมกนีเซียมในเวลาเดียวกัน โดยปกติในดินจะมีแคลเซียม แมกนีเซียมในปริมาณพอๆกัน ซึ่งสามารถเกิดได้ในดินมีพีเอชต่ำกว่า 5.5 ได้เช่นเดียวกัน
พืชบางชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่มีความเป็นกรด-ด่างมากๆ แต่ใช่ว่าจะมีความเหมาะสม ต้องทนต่อการขาดธาตุ เนื่องจากไม่สามารถปลดปล่อยออกจากดินได้ ไม่ต่างจากคนป่วยที่รอยา เริ่มอ่อนแอ เริ่มเป็นโรค มากเข้าๆ ที่สุดก็ยืนต้นตาย อย่างไรก็ตามความเหมาะสมของกรด-ด่างในดิน ที่สามารถปลดปล่อยหรือปลดล็อคธาตุอาหารให้พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกตัวโดยที่ไม่ขาด สภาพดินต้องเป็นกรดอ่อนๆ พีเอชอยู่ระหว่าง 5.8-6.3 ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น ธาตุอาหารที่เคยมีประโยชน์ต่อพืชบางครั้งก็มีโทษได้เช่นกัน หากปล่อยให้พีเอชในดินสูง-ต่ำมากเกินไป มีปัญหาดินกรด ดินด่าง พืชไม่กินปุ๋ย พูดคุยปรึกษาได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-3983128 (ผู้เขียน)
เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com
วันที่ 13 สิงหาคม 2557 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สังคมไทยกับเคมีเกษตร


20110613_PUMICE_New.jpg

เคมี เกษตรส่วนใหญ่ถูกคิดค้นมาเพื่อกำจัดโรคแมลงและวัชพืช เรียกรวมๆว่า“ยาฆ่าแมลง”เคมีเกษตรที่ใช้ในเรือกสวนไร่นาเกษตรกร โดยมากจะออกฤทธิ์ทำลายดูดซึมสัมผัสผิวหนัง การกิน หายใจฯลฯ ซึ่งสารเหล่านี้สามารถแพร่กระจายติดตามเสื้อผ้า ตกค้างในดิน แหล่งน้ำ รวมถึงในบ้าน มีเพียง 5% เท่านั้นที่ออกฤทธิ์กำจัดโรคแมลงได้จริงๆ และแพร่กระจายจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งในรัศมีตั้งแต่ 3 เมตร ถึง 20 กิโลเมตร พอจะทำให้เห็นภาพคร่าวๆ ถึงอันตรายของสารเคมีปราบศัตรูพืช และส่งผลให้สารพิษตกค้างในสภาพแวดล้อม ในระบบนิเวศน์ ผู้เขียนคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เกษตรกรทุกคนต้องเปิดใจรับฟังแล้วหันมาดูแลตัว เอง ดูแลระบบนิเวศน์ก่อนที่จะเสียหายเกินการควบคุม

คนเราจะปลูกพืช สักต้นหรือทำนาสักแปลง ควรมองว่าดินตรงนั้นดีไหม มีน้ำพอใช้ทั้งฤดูหรือเปล่า ซึ่งจะสอดคล้องกับคำที่ว่า "หากดินดี น้ำดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว" แต่ถ้าหากไม่ดีล่ะจะแก้อย่างไรดี? ปรับปรุงบำรุงดินใช่หรือเปล่า? แล้วจะใช้วัสดุอะไรมาปรับปรุง? ต้นทุนแพงไหม คุ้มค่ากับการลงทุนหรือเปล่า? เกษตรกรบางท่านอาจเลือกปรับปรุงบำรุงดินก่อน และนั้นเพราะเขาคิดว่า “พืชจะเจริญเติบโตได้ดีต้องปลูกบนดินที่ดี และดินที่ดีต้องมีชีวิต” ซึ่งนั้นหมายถึง “ในดินต้องมีจุลินทรีย์ มีธาตุอาหาร ร่วนซุยออกซิเจนผ่านเข้าออกได้”

วัสดุที่เลือกมาปรับ ปรุงดินก็ต้องเหมาะสม เห็นผลระยะยาวยั่งยืน ไม่ใช่แค่ผ่านไปวันๆ หินภูเขาไฟก็ทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาบำรุงดินแทนวัตถุปูน เพราะแร่ภูเขาไฟสามารถช่วยให้ดินดีมีชีวิตร่วนซุยที่สำคัญช่วยปรับกรด-ด่าง ของดินทำให้ปลดปล่อยธาตุอาหารได้ดี หน้าดินไม่บีบตัวอัดแน่นจนทำให้รากพืชขาดออกซิเจน เหมือนปรับสภาพด้วยวัตถุปูนซึ่งเป็นปัญหาที่ตามมาภายหลัง นอกจากหินภูเขาไฟจะช่วยปรับปรุงบำรุงดินแล้ว ยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้เซลล์พืช เนื่องจากในหินภูเขาไฟมีส่วนประกอบของซิลิก้าที่ละลายน้ำให้พืชดูดซับไปใช้ ประโยชน์ได้ทันที และด้วยความที่เป็นรูพรุนแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้าได้(CEC) สามารถช่วยให้ปุ๋ยบางชนิดละลายช้าลงได้โดยเฉพาะปุ๋ยที่ส่วนประกอบของ ไนโตรเจนอย่างยูเรีย (46-0-0) ช่วยให้ลดต้นทุนจากการสูญเสียปุ๋ยได้อีกทางหนึ่ง เกษตรกรหรือหน่วยงานใดต้องการสอบถามแลกเปลี่ยนหรือสนับสนุ่นข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (02-9861680-2) หรือผู้เขียน (081-3983128)

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์  ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
เสนอติชมเพิ่มเติมได้ที่ email: thaigreenagro@gmail.com
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=16150&Param2=18

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปลวกทำลายไม่ต่างอะไรกับขโมยขึ้นบ้าน


Metharizium.gif

สวัสดีครับเพื่อนสมาชิกทุกๆ ท่านที่เข้ามาทักทายสอบถามข้อมูล หรือเข้าอ่านบทความวิชาการของชมรมเกษตรปลอดสารพิษและผู้เขียน โดยเฉพาะท่านที่มีปัญหาเรื่องปลวกกัดกินทำลายฝาบ้าน พื้นกระดาน เฟอร์นิเจอร์ ตู้ โต๊ะ เตียง อาจไม่ถึงขั้นเลิกร้างเหมือนคู่รักดาราในสังคม แต่ก็สร้างความทุกข์ใจให้ไม่น้อย พอๆกับขโมยบ้านอยู่เหมือนกัน บังเอิญไปอ่านบทความจากเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งพรรณนาถึงปลวกบุกบ้าน เริ่มจากข้างบ้านของเขา ปลวกได้กินทำลายทุกอย่างที่เป็นไม้ ห่างออกไปอีก 20 เมตร บ้านเพื่อนเขาอีกคนก็โดนปลวกทำลายเช่นกัน เลยว่าจ้างบริษัทกำจัดปลวกมาฉีดพ่น จนเป็นเหตุของเรื่องนี้เพราะ"คุณต้องวางเหยื่อล่อหรือไม่พื้นบ้านคุณต้องถูก เจาะทุกๆตารางเมตรเพื่ออัดน้ำยา" ซึ่งค่าใช้จ่ายในการวางเหยื่อประมาณ 3 หมื่น แต่ถ้าเจาะอัดน้ำยาแค่ 8,500 บาท ... สมมุติเลือกอัดน้ำยาแปดพันห้า ปัญหาต่อมาแล้วกี่เดือนครั้ง สองเดือน สามเดือน สี่เดือน หรือเดือนละครั้ง ก็คูณเข้าไปซิ....เท่าไร ขูดรีดกันชัดๆใช่มั้ยท่านผู้นำ
ป้องกันกำจัดปลวกในบ้านแบบง่ายๆต้นทุนต่ำเริ่มต้นที่ 300-900 บาท/หลัง/ 3 เดือน .... แค่เดือนเดียวก็คุ้มแล้วแม่คุณเอ๋ย ปลอดภัยก็ปลอดภัยเพราะอาศัยเมธาไรเซียมศัตรูธรรมชาติของปลวกมากำจัด เนื่องจากเชื้อชนิดนี้จะกินปลวกเป็นอาหาร นำเมธาไรเซียมมาคลุก หว่านโรยบนกระดาษลังที่เปียกชื้น หรือนำกระดาษที่คลุกเมธาไรเซียมอัดใส่กระบอกไม้ไผ่ ขวดน้ำดื่ม พีวีซีฯลฯ แล้วนำไปฝังดินตรงจุดต่างๆโดยขุดหลุมลึก 20-30 เซนติเมตร กลบด้วยดินที่ขุดขึ้นมาหลวมๆ (ไม่กดดินจนแน่น) ตัวปลวกในดินก็จะออกมากินกระดาษที่อยู่ในกระบอกทำให้เมธาไรเซียม ติดตัวกลับเข้าในรัง แพร่กระจายทำลายปลวกตัวอื่นๆพลอยตายไปด้วย
ระหว่างที่ใช้เมธาไรเซียมต้องหยุดสารเคมี ยาเชื้อราทุกชนิด ระยะแรกๆจะไม่ค่อยเห็นผล หรือเห็นผลไม่เป็นที่พอใจนัก เนื่องจากเคมีที่สะสมในพื้นดิน อาจต้องใช้เวลานิดหนึ่ง เมื่อให้เมธาไรเซียมเจริญเติบโตภายในรังปลวก คราวนี้ก็สบายไม่ต้องคอยกังวลว่าปลวกจะมารบกวน ซึ่งอาจต้องทำซ้ำๆ 2-3 ครั้ง เว้นช่วงห่างกัน 2-3 สัปดาห์ เพื่อนสมาชิกท่านใดต้องการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ Hotline.(084-5554205-9) หรือผู้เขียนโดยตรง (081-3983128)

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์  ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com
วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557 เสนอแนะติชม email : thaigreenagro@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รับมือภัยแล้งเอลณิโญแบบพึ่งพาตนเอง


 

           เหตุการณ์ภัยแล้งที่มาแบบไม่ธรรมดา มาไม่ตรงตามฤดูกาลมีความผิดแผกแตกต่างจากภัยแล้งในช่วงปรกติที่ส่วนใหญ่จะ เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนเมษายน แต่ภัยแล้งที่พูดถึงนี้คือ "เอลณิโญ" ที่เกิดขึ้นในห้วงช่วงเดือนสิงหาคม กันยายนหรือบางทีก็ยาวนานไปถึงเดือนตุลาคมโน่น เหมือนในปี 2547-2548 ที่ก่อนจะเจอภัยแล้งเอลณิโญเราก็จะโดนพายุฝนถล่มในหลายพื้นที่ก่อน โดยเฉพาะทางภาคเหนือและอีสาน ช่างเหมือนปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้มากมายเหลือเกิน เหมือนมากจนน่ากลัวเพราะปรากฎการณ์เอลณิโญนั้น 4-5 ปีจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง และในปี 2547 นั้นก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งของเอลณิโญในช่วงที่ย่างเข้าเดือนตุลาคมพอดี

          ปรากฎการณ์เอลณิโญเกิดจากความผิดปรกติที่อุณหภูมในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวัน ออกคือทวีปอเมริกาใต้ (บราซิล ชิลี เปรู เอกวาดอร์) เริ่มมีอุณภูมิที่สูงขึ้นจนบรรยากาศเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเบาบางและลอยตัว ขึ้น คือมีหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้หย่อมความกดอากาศสูงทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกไหลเวียนเข้ามาแทน ที่ กระแสน้ำอุ่นที่ปรกติได้รับอิทธิพลจากลมสินค้าตะวันออกซึ่งถูกพัดพาไปกองรวม อยู่ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (ออสเตรเลีย, เกาะแก่งประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซียและภาคใต้ของไทย) ก็ค่อยๆไหลคืนกลับไปยังส่วนกลางและไหลเรื่อยลงมาจนถึงทางฝั่งตะวันตก ของมหาสมุทรแปซิฟิก

          กระแสน้ำอุ่นที่เคยถูกลมสินค้าตะวันออกพัดไหลมากองรวมอยู่ทางฝั่งตะวันตก ของมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เกิดฝนทางโซนนี้ค่อนข้างชุก ป่าไม้ทุ่งหญ้า พืชไร่ไม้ผลมีความเขียวขจี มีความอุดมสมบูรณ์จนมีเรื่องเล่ากล่าวขานกันว่าดินแดนทางใต้ของประเทศเรา นั้นมีฝนแปดแดดสี่ และเมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปลมพัดหวนย้อนกลับกระแสน้ำอุ่นค่อยๆถูกพัดพา คืนย้อนไปทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกไปกดทับกระแสน้ำเย็นที่เคยลอยตัว ขึ้นพัดพาเอาแร่ธาตุอาหารที่ส่วนใหญ่เป็นตะกอนแร่ธาตุเถ้าภูเขาไฟใต้ท้อง ทะเลขึ้นมาสู่ปากอ่าวของชิลี เปรู ทำให้มีแพลงค์ตอนพืช แพลงค์ตอนสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสิ่งมีชีวิตต่างๆทั้งกุ้ง หอย ปู ปลาและนกชนิดต่างๆอย่างมากมาย จนสร้างรายได้ในการส่งออกปลาไส้ตัน ปลากระตัก ปลาชิงชังอย่างมหาศาลให้แก่ประเทศชิลีเปรู

          เมื่อเหตุการเอลณิโญเกิดขึ้น ความอุดมสมบูรณ์ต่างๆของทั้งสองฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิกก็อันตรธานหายไป ปรากฎการณ์เอลณิโญซึ่งเป็นภัยแล้งก็เกิดทางฝั่งออสเตรเลีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และภาคใต้ของไทย ทำให้สัตว์ตายจากการขาดทุ่งหญ้าแหล่งอาหารในการดำรงชีพ เกิดไฟป่าและควัน ในปี2541 นั้นควันไฟป่าจากอินโดนีเซียลุกลามมาถึงภาคใต้ของไทยเราจนเกิดความเสียหาย ต่อปาล์ม ยางพารา และผลหมากรากไม้อย่างเงาะ ลองกอง ทุเรียนเสียหายจากความเครียดของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หลั่งสารเอทธิลีนออกมา ทำให้ต้นโทรมผลสุกและแก่เร็ว

          ส่วนทางฝั่งอเมริกาใต้ เอกวาดอร์ ชิลี เปรู เกิดปัญหาน้ำท่วม ดินไสลด์ โคลนถล่มหรือเรียกว่าลานินญา ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ตรงข้ามกับเอลณิโญโดยสิ้นเชิง กระแสน้ำอุ่นที่ไหลย้อนกลับมากดทับกระแสน้ำเย็นส่งผลให้แร่ธาตุและสารอาหาร จากท้องทะเลไม่สามารถโผล่ขึ้นมาได้ ปลา นก และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อาศัยระบบนิเวศน์จากอ่าวชิลีเปรูขาดแคลนอาหาร ล้มตายเป็นจำนวนมาก

          ความแห้งแล้งทางฝั่งทวีปออสเตรเลีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และภาคเหนือตอนล่างภาคกลาง ภาคใต้ ก็ประสบปัญหาและความเดือดร้อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การพึ่งพิงอิงอาศัยตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการทำสระน้ำประจำไร่นา สระน้ำแก้มลิง สระน้ำเอื้ออาทร ประมาณ 20-30%ของพื้นที่ทั้งหมดไว้กักเก็บน้ำฝน ซึ่งส่วนใหญ่จะตกใต้เขื่อน ทำให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนมีไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนและพี่ น้องเกษตรกร   ปีหนึ่งๆ น้ำฝนตกลงมามากถึง 800,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เขื่อนสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้เพียง 20-30% ฉะนั้นการทำสระน้ำประจำไร่นาของตนเองจึงเป็นเรื่องจำเป็น การใช้สารอุดบ่ออุดสระร่วมกับเบนโธไนท์หรือสเม็คไทต์ในการแก้ปัญหาบ่อรั่ว ซึมจึงน่าจะมีการปรับหรือประยุกต์ใช้ให้เกิดความแพร่หลายในพื้นที่เกษตรกรรม ทั่วทั้งประเทศ

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=16117&Param2=17