บล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อเสนอผลงาน แนวทาง ทางเลือกใหม่ ในการทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคมผสมผสานกับการพาณิชย์ กล่าวคือ ช่วยเหลือให้คำปรึกษา แนะนำชี้ทางถูกผิด 30% ผสมผสานงานขาย 70% เพื่อความคงอยู่ขององค์กรหรือหน่วยงานต้นสังกัดกล่าวคือชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ปรัชญาประจำตัวคือ "ทุกแนวคิด ทุกคำตอบ ทุกงานวิชาการ เพื่อเกษตรกรไทย"สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:คุณเอกรินทร์ ช่วยชู โทร.081-3983128
วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553
โรคและแมลงศัตรูยางพารา ตอนที่ 1 ไรพืช ( Mites )
ไรพืชนั้นเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับแมงมุม แต่มีขนาดเล็กมาก ตัวผู้มีความยาว 0.15 มิลลิเมตร ตัวเมียยาว 0.2 มิลลิเมตร มักอาศัยอยู่บริเวณเส้นใบ เมื่อตรวจดูใบยางที่ถูกไรเข้าทำลายด้วยแว่นขยาย จะเห็นตัวไรมีสีเหลืองใส พบไข่และคราบตัวอ่อนอยู่ทั่วไป ไรในระยะที่เป็นตัวอ่อนจะมีขาเพียง 3 คู่ พอถึงระยะตัวแก่จะมีขา 4 คู่ วงจรชีวิตจากตัวอ่อนไปเป็นตัวแก่จะใช้เวลาประมาณ 3 วัน ตัวแก่จะมีชีวิตประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็เริ่มวางไข่บนใบยาง ซึ่งจะเข้าทำลายต้นยางโดยดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ใบอ่อน ทำให้ใบหงิกงอ มีสีซีด ใบแคระแกร็นบิดเบี้ยว ขอบใบเป็นคลื่น และร่วงหล่นในที่สุด ตัวไรมีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่สามารถสังเกตได้จากลักษณะของใบยางที่ผิดรูปร่าง เนื่องจากการเข้าทำลายและจะระบาดมากในแปลงขยายพันธุ์ ช่วงอากาศแห้งแล้งโดยเฉพาะช่วงยางผลิใบใหม่
วิธีการควบคุมป้องกันกำจัด
1.ปกติไรพืชจะชอบอาศัยอยู่ในที่มีอากาศแห้งมากกว่าที่ชื้น ดังนั้นจะค่อยๆ หมดไปตามธรรมชาติเมื่อเข้าช่วงฤดูฝน
2.ให้ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา(มาร์โก้ซีด)อัตรา 200 ซีซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร (เนื่องจากสารสกัดสะเดาจะช่วยยับยั้งการดูดกินหรือเข้าทำลาย ทำให้ตัวอ่อนลอกคราบไม่ได้แล้วตายในที่สุด ส่วนตัวเต็มวัยที่ได้รับสารชนิดดังกล่าวจะยับยั้งการสร้างไข่ )ร่วมกับสารสกัดจากกระเทียม+พริกไทย(ไพเรี่ยม)200 ซีซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร ทั้งบนใบใต้ใบอย่างชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ ทุกๆ 15-20 วันครั้ง (กรณีระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นสัปดาห์ละ 1 ครั้ง )
3.ให้ฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์ทริปโตฝาจ อัตรา 500 กรัม (ซอง)+ไทเกอร์เฮิร์ป อัตรา 200 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร โดยเว้นช่วงห่างกันประมาณ 3-4 วันครั้ง กระทำซ้ำเช่นเดียวกัน 2-3 ครั้งโดยให้ห่างกันประมาณ 7 – 10 วันครั้ง จนกระทั้งอาการระบาดลดลงสู่ภาวะปกติ แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนช่วงระยะการฉีดพ่นจาก 7–10วันครั้งเป็น 15 – 20 วันครั้ง หรือตามเหมาะสมเพื่อควบคุมการระบาดของแมลงชนิดนี้
สำหรับในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมนหรือปุ๋ยทุกครั้ง ควรมีการปรับสภาพน้ำด้วย ซิลิซิค แอซิค อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรร่วมกับสารจับใบ (ม้อยเจอร์แพล้นท์) ทุกครั้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น)เกษตรกรท่านใดสนใจ สงสัยสามารถสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (www.thaigreenagro.com)โทร.02-9861680-2,หรือคุณเอกรินทร์(วัชนะ) ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ปัญหาอุปสรรคของคนทำเห็ด (ตอน 5.2) ปัจจัยของสิ่งมีชีวิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ด
สวัสดีครับ ... แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษทั้งเก่า-ใหม่ทุกๆท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้ความอุปการคุณ รวมถึงโอกาสในการนำเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่านวันนี้สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งผู้เขียนได้พิจารณาคัดกรองแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อเกษตรกรผู้เพาะเห็ดทั่วทุกภาคที่กำลังประสบปัญหาเห็ดไม่ออกดอก รวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐเอกชนทุกท่านทุกองค์กรที่ให้ความสนใจ ที่ต้องการ ลด ละ เลิก ใช้สารเคมีปราบศัตรูโรคพืช
การที่ดอกเห็ดเจริญเติบโตได้ดีนั้นจะต้องมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเห็ดด้วย ดังนั้นฤดูฝนจึงเป็นฤดูกาลที่พบดอกเห็ดในธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งสามารถแบ่งปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดแบบกว้างๆได้ 2 ปัจจัยหลัก คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมสามารถแบ่งย่อยออกได้อีก 2 ปัจจัย นั้นคือสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้กล่าวถึงปัจจัยของสิ่งไม่มีชีวิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ดไปแล้ว ส่วนสัปดาห์นี้จะกล่าวต่อถึงปัจจัยของสิ่งมีชีวิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ด ซึ่งประกอบไปด้วย
1. สาหร่ายหรือตะไคร้น้ำ (Algae) เป็นพืชชั้นต่ำมีสีเขียว ติดมากับน้ำที่ใช้รดเห็ด เมื่อถูกแสงจะเจริญเติบโตเป็นสีเขียวบริเวณปากถุงหรือโคนดอกเห็ดทำให้เกิดกลิ่น เนื่องจากดอกเห็ดจะดูดซับกลิ่นเอาไว้ทำให้ดอกไม่น่ารับประทานดูเหมือนราเขียวติดอยู่
2. ฟังไจ (Fungi) ซึ่งประกอบไปด้วย เชื้อรา (mold) เห็ด (Mushroom) และยีสต์ (yeast)
2.1 เชื้อรา (mold) เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมและอาหารคล้ายกับเห็ดจึงทำให้เกิดการปนเปื้อนได้ง่ายมีผลต่อการเพาะเห็ดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะราเขียว ราดำ ราเมือก ราส้ม มักปะปนมากับอาหารเพาะเห็ด อากาศ น้ำ ลม และแมลง
2.2 เห็ด (Mushroom) เป็นเชื้อราที่มีพัฒนาการสูงสุด ซึ่งมีการสืบพันธ์แบบใช้เพศและไม่ใช้เพศ
3. แบคทีเรีย (Bacteria) เจริญเติบโตได้ดีในสภาพความชื้นสูง อาหารเป็นกลาง ส่งผลทำให้เกิดการบูดเน่า เกิดความร้อน และกลิ่นแอมโมเนีย มีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ด ในการเพาะเห็ดถุงโดยใช้ขี้เลื่อยใหม่หลังบรรจุถุงแล้วควรนึ่งภายใน 24 ชั่วโมงทำให้รำเกิดการบูดเน่าเนื่องจากแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดก๊าซแอมโมเนีย (NH3) * ในการนึ่งฆ่าเชื้อแบคทีเรียพวกบาซิลลัส (Bacillus sp.) จะต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 121 องศาเซลเซียส ความดัน 15 – 18 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว นานไม่น้อยกว่า 15 นาที
4. แอคติโนมัยสิท (Actinomycetes) เป็นจุลินทรีย์กลุ่มแบคทีเรีย แต่มีเส้นใยคล้ายกับเชื้อรา ส่วนใหญ่พบตามกองปุ๋ยหมัก สามารถย่อยสลายอินทรีย์อินทรียวัตถุในสภาพอุณหภูมิประมาณ 60-70 องศาเซลเซียส สามารถผลิตสารยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ชนิดอื่นได้
5. ราเมือก(Slime Mold ) เป็นเชื้อราที่มีสร้างเส้นใยคล้ายร่างแห มีสีเหลือง มีกลิ่นเหม็นคาว มักเกิดกับก้อนเชื้อที่ใกล้หมดอายุ ในสภาพความชื้นสูง โรงเรือนสกปรก การถ่ายเทอากาศไม่ดี ราชนิดนี้จะย่อยเส้นใยและดอกเห็ด ทำให้ก้อนเห็ดหมดอายุเร็วกว่าปกติ ซึ่งกันได้โดยการรักษาโรงเรือนให้สะอาด พักโรงเรือนแต่ละรุ่นอย่างน้อย 20 วันขึ้นไป
6. ไวรัส (Virus) เป็นศัตรูเห็ดที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งมีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนี้
6.1 ประโยชน์ : ทำให้เกิดเห็ดพันธุ์ใหม่
6.2 โทษ : ทำให้ดอกเห็ดมีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะเห็ดนางรม ดอกเห็ดจะคดงอ ดอกไม่บานเป็นพุ่มหรือที่เรียกกันว่าโรคหงอนไก่
7. ไรเห็ด (Mite) เป็นศัตรูเห็ดที่มีขนาดเล็ก มี 8 ขา จะกัดกินเส้นใยเห็ด ทำให้เส้นใยขาด ดอกเหี่ยวแคระแกร็น หรือกินเส้นใยในก้อนเชื้อทำให้เส้นใยหมดไป กลายเป็นสีขี้เลื่อยเหมือนก้อนที่ยังไม่หยอดเชื้อ หากกัดกินดอกเห็ดจะทำให้ดอกเห็ดเป็นขุยๆ และอาจจะนำเชื้อราเขียวมาระบาด ไรเห็ดจะเข้าทำลายเห็ดตั้งแต่อาหารวุ้น เชื้อข้าวฟ่าง ก้อนเชื้อเห็ด ส่งผลทำให้ก้อนเห็ดหมดอายุเร็วกว่าปกติ ผลผลิตลดลง นอกจากนี้ยังทำให้ผู้เพาะเห็ดเกิดอาการคัน * สำหรับการป้องกันทำได้โดยรักษาความสะอาดภายในและรอบบริเวณโรงเรือนเพาะเห็ด รวมถึงสถานที่ผสมและอุปกรณ์ โรงพักก้อน ตลอดจนการจัดการก้อนเชื้อเก่า ตามวิธีการดังต่อไปนี้
7.1 ใช้สมุนไพร หนอนตายยาก บอระเพ็ด กากน้ำตาล อัตราส่วน 1:1:1 สับละเอียดผสมให้เข้ากัน หมักไว้ 7 วัน ก่อนนำมาฉีดพ่นที่ก้อนเห็ดในอัตราส่วน 1 ช้อนแกง/น้ำ 1 ลิตร แบบวันเว้นวัน
7.2 พักโรงเรือนเปิดระบายอากาศ ทำความสะอาดฆ่าเชื้อเครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิตก้อนเห็ดทิ้งไว้อย่างน้อย 15 วัน
7.3 ใช้เชื้อจุลินทรีย์บาซิลลัส ไมโตฟากัส Bacillus mitophagus ขนาด 1 ช้อนชา (5 กรัม) หมักด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล เจาะเปิดฝาแง้มพอใส่เชื้อ ปิดฝาทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนดให้นำน้ำมะพร้าวอ่อนที่หมักเชื้อแล้วมาผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นควบคุมกำจัดการระบาดทุก ๆ 3 วันครั้ง (กรณีระบาดในก้อน) หรือฉีดพ่นเพื่อควบคุมทุก ๆ 7 – 10 วันครั้ง
8. แมลงสาบ (Cockroach) จะกัดกินทำลายดอกเห็ดทั้งในระยะบ่มก้อนเชื้อและเปิดดอก โดยจะกัดถุงก้อนเห็ดให้ขาด ทั้งยังนำเชื้อโรคสู่เห็ดส่งผลทำให้ผลผลิตลดลง
9. หนู (Rat) เข้าทำลายกัดกินหัวเชื้อข้าวฟ่างและก้อนเชื้อให้ผลผลิตเสียหาย
10. แมลงหวี่เห็ด (Drosophila mushroom) จะเข้าทำลายเห็ดช่วงบ่มก้อนเชื้อและเปิดดอก โดยเฉพาะก้อนเชื้อที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว หากพบว่าสำลีเปียกแล้วไม่เปลี่ยน แมลงหวี่จะชอบหยอดไข่ กลายเป็นตัวหนอนกัดกินอาหารเห็ดและนำโรคมาสู่ก้อนเชื้อเห็ด ส่วนใหญ่พบในตระกูลเห็ดนางรม หรืออาจเกิดจากการเก็บดอกเห็ดไม่หมด มีโคนเห็ดคาปากถุงทำให้แมลงหวี่บินมาตอมและหยอดไข่ได้
11. หนอนผีเสื้อกลางวันหรือหนอนกินเห็ด (Caterpillar eat mushrooms) จะหยอดไข่แล้วเกิดเป็นตัวหนอน กัดกินขี้เลื่อยเป็นรูพรุน ทำให้เส้นใยขาดและชักใยหน้าก้อนเป็นขุย ทำลายตุ่มดอกเห็ด
12. ด้วงเจาะเห็ด (Beetles drill mushrooms) จะดูดกินน้ำเลี้ยงใต้ดอกเห็ด ทำให้ดอกเห็ดแห้ง ขอบดอกม้วนงอ
นอกจากนี้ยังพบศัตรูเห็ดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ดอีกหลายชนิด อาทิเช่น ปลวก หอยทาก ไส้เดือนฝอย กบ เขียด เป็นต้น ซึ่งการระบาดของศัตรูเหล่านี้จะแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่นนั้นๆ เกษตรกรท่านใดสนใจ สงสัยสามารถสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 , www.ekbiotechagro.blogspot.com (ศูนย์บริการคลีนิกเกษตร) หรือคุณเอกรินทร์ (วัชนะ) ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ป้องกันควบคุมกินูนหลวงแมลงทำลายพืชผักแบบง่ายปลอดภัยต่อผู้บริโภค
สวัสดีครับ ... แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษ เถ้าแก่สวนยางพาราเก่าใหม่ทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้อุปการคุณรวมถึงโอกาสในการเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่านวันนี้ ผู้เขียนได้คัดกรองและพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อเกษตรกรทั่วทุกภาคที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับแมลงนูนหลวงเข้าทำลายผลิตภัณฑ์เกษตรลองนำมาปฏิบัติดู รวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ที่มีความสนใจต้องการ ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช สำหรับแมลงนูนหลวง ( Sugar white Grub ) หรือที่ชาวบ้านรู้จักในนามแมลงกินูน Lepidiota stigma Fabricius เป็นอีกหนึ่งแมลงศัตรูพืชในหลายๆชนิด ตัวอ่อนของแมลงชนิดนี้จะทำลายกัดกินบริเวณ รากใบพืช ทำให้ต้นเหี่ยวแห้งตาย เนื่องจากรากถูกกัดขาด พื้นที่ที่พบการระบาดส่วนมากจะเป็นดินทรายซึ่งจะระบาดในที่ดอนมากกว่าในที่ลุ่ม ไข่ของแมลงชนิดนี้กว้างประมาณ 4 ม.ม. ไข่ฟักตัว 15 - 28 วัน จากนั้นไข่จะพัฒนาเป็นตัวหนอนและมีการลอกคราบ 3 ครั้ง หนอนโตเต็มที่มีขนาดกว้าง 20 - 25 ม.ม. ยาว 65 - 70 ม.ม. ส่วนกะโหลกกว้าง 10 ม.ม. หนอนจะมีอายุ 8 - 9 เดือน จากนั้นจะเป็นดักแด้ประมาณ 2 เดือน แต่ก่อนที่หนอนเข้าดักแด้นั้นจะมุดตัวลงในดินลึก 30 - 60 ซม.ส่วนตัวเต็มวัยจะเป็นแมลงปีกแข็ง ขนาด 15 - 20 ม.ม. ยาว 32 - 40 ม.ม. ส่วนท้ายของปีกมีจุดสีขาวด้านละจุด ตัวผู้มีสีน้ำตาลดำตลอดลำตัว ส่วนตัวเมียมีสีน้ำตาลปนเทาสีอ่อนกว่าตัวผู้ ตัวเต็มวัยเมื่อออกจากดักแด้ตอนพลบค่ำจะบินวนเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์ โดยตัวเมียจะใช้ขาเกาะกิ่งไม้ ส่วนตัวผู้ขณะผสมพันธุ์จะห้อยหัวลงทิ้งดิ่งประมาณ 15-30 นาทีแล้วแยกจากกัน ต่อจากนั้นประมาณ 14 - 25 วัน ตัวเมียจึงเริ่มวางไข่ในดินลึกประมาณ 15 ซม. ติดต่อกัน 5 - 6 วัน ตัวเมียหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ 15 - 28 ฟอง
วิธีป้องกันควบคุมแมลงนูนหลวง ควรใช้หลายๆ วิธีผสมผสานกันจะผลดีที่สุด
1. ก่อนปลูกพืชรุ่นใหม่ควรไถพรวนหลายๆ ครั้ง เพื่อให้นกช่วยทำลายไข่ หนอน ดักแด้
2. จับตัวเต็มวัยมาประกอบเป็นอาหาร ประหยัดและได้ผลมากที่สุด เนื่องจากแมลงนูนออกเป็นตัวเต็มวัยปีละครั้งในช่วงฝนแรก ประมาณเดือนเมษายน - มิถุนายน การจับตัวเต็มวัยที่เพิ่งออกจากดักแด้ไม่ควรเกิน 10 วันแรกของการเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งเป็นช่วงที่ผสมพันธุ์แล้วแต่ยังไม่วางไข่ * สำหรับวิธีจับให้ใช้ไม้ตีตามกิ่ง หรือเขย่าให้ตกลงมาขณะที่กำลังผสมพันธุ์ ใช้เวลาจับประมาณวันละ 30 นาที โดยเริ่มจากเวลา 18.30-19.00 น. และจับต่อเนื่องกันเป็นเวลา 1 เดือน จะช่วยลดการระบาดของแมลงนูนในปีถัดไป
3. ให้ใช้สมุนไพรที่มีรสขม อย่างเช่น สะเดา ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ฉีดพ่นเพื่อช่วยยับยั้งการเข้าทำลายของแมลงดังกล่าว สำหรับในการแนะนำให้ฉีดพ่นด้วยผงสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์ปที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน กานพลู ตะไคร้หอม หัวไพล ซึ่งจะช่วยป้องกันยับยั้งการเข้าทำลายของแมลง ร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ทริปโตฝาจ ในอัตรา 250 กรัมต่อ 500 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ตามลำดับ
** ในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ปุ๋ย ทุกครั้งแนะนำให้ผสมน้ำยาจับใบ (ม้อยเจอร์แพล้นท์) และปรับสภาพน้ำด้วยซิลิซิค แอซิค ทุกครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือดูดซับสะสารได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับเกษตรกรท่านใดสนใจหรือสงสัยสามารถสอบถามหรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 หรือwww.ekbiotechagro.blogspot.com ( ศูนย์บริการคลินิกเกษตร) หรือคุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ) โทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com ท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ปัญหาอุปสรรคของคนทำเห็ด (ตอน 5.1)ปัจจัยของสิ่งไม่มีชีวิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ด
สวัสดีครับ ... แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษทั้งเก่า-ใหม่ทุกๆท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้ความอุปการคุณ รวมถึงโอกาสในการนำเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่านวันนี้ ผู้เขียนได้พิจารณาคัดกรองแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อเกษตรกรผู้เพาะเห็ดโดยเฉพาะเห็ดถุงทั่วทุกภาคที่กำลังประสบปัญหาก้อนเห็ดไม่ออกดอก กล่าวรวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐเอกชนทุกท่านทุกองค์กรที่ให้ความสนใจหรือต้องการ ลด ละ เลิก ใช้สารเคมีปราบศัตรูโรคพืช การที่ดอกเห็ดจะเจริญเติบโตได้ดีนั้นจะต้องมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเห็ดด้วย ฤดูฝนจะเป็นฤดูกาลที่พบการออกดอกของเห็ดในธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งสามารถแบ่งปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดโดยกว้างๆได้ 2 ปัจจัยดังนี้
ข้อแรก : พันธุกรรม ก่อนทำการเพาะเห็ดจะต้องมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและมีลักษณะตามที่ต้องการ เช่น แข็งแรง ปราศจากศัตรูเห็ด ดอกเห็ดตรงต่อความต้องการของตลาด เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อม ฤดูกาล แหล่งที่เพาะนั้นๆ
ข้อสอง : สิ่งแวดล้อม การที่เห็ดจะให้ผลผลิตดอกเห็ดสูงนั้นสภาพแวดล้อมจุดนั้นๆจะต้องมีความเหมาะสม ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สิ่งไม่มีชีวิต และสิ่งมีชีวิต แต่สำหรับตอน 5.1 นี้จะกล่าวถึงปัจจัยของสิ่งไม่มีชีวิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ด
สิ่งไม่มีชีวิต เห็ดเป็นพืชชั้นต่ำจำพวกราไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้อย่างพืชสีเขียวทั่วไป อาหารของเห็ดได้จากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุที่ผุพังและอาหารที่เห็ดย่อยง่ายนั้นคือกลูโคส เห็ดหลายชนิดสามารถเจริญได้ดีบนอาหารจำพวกแป้ง เซลลูโลส ลิกนิน แต่สำหรับเห็ดบางชนิดก็เลือกที่ย่อยไม้ มูลสัตว์ และปุ๋ยหมัก
1.1วัสดุเพาะที่ใช้เพาะเห็ดจึงมีความแตกต่างกัน เช่น
-เห็ดที่ขึ้นได้ดีบนท่อนไม้ เช่น เห็ดหูหนู เห็ดหอม เห็ดมะม่วง เห็ดขอนขาว
-เห็ดที่ขึ้นได้ดีบนปุ๋ยหมัก เช่น เห็ดกระดุม เห็ดฟาง เห็ดตีนแรด
-เห็ดที่ขึ้นเนื่องจากการทำกิจกรรมของแมลง เช่น เห็นโคนใหญ่ (เห็ดปลวก)
-เห็ดที่ขึ้นบนรากร่วมกับต้นไม้หรือเห็ดไมคอร์ไรซ่า เช่น เห็ดเสม็ด เห็ดตับเต่า เห็ดตีนแรด
สำหรับวัสดุเพาะเห็ดควรเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นนั้นๆ ราคาถูก ใช้ได้สะดวก เห็ดเจริญเติบโตและพัฒนาให้ผลผลิตสูง อันได้แก่ ขี้เลื่อย ฟางข้าว ซังข้าวโพด ชานอ้อย ทะลายปาล์ม เป็นต้น
1.2อาหารเสริมที่นิยมใช้คลุกผสมในวัสดุเพาะก่อนบรรจุถุงหรือแปลงเพาะเห็ดฟาง อย่างเช่น
-รำละเอียด จะให้อาหารพวกโปรตีน วิตามินบี
-ข้าวโพดป่น จะให้อาหารพวกกลูโคสและแร่ธาตุต่างๆ
-กากถั่ว จะให้อาหารพวกโปรตีน
-ใบกระถิ่น จะให้อาหารพวกโปรตีน (ห้ามใส่มากเนื่องจากจะทำให้ดอกเห็ดกระด้าง)
-กากเหล้า (โรงงานสุรา) จะให้อาหารพวกโปรตีน
-แป้งข้าวเหนียว เป็นอาหารที่ให้พลังงานต่อจุลินทรีย์ ในขบวนการย่อยสลายอินทรีวัตถุ ซึ่งส่วนใหญ่ใส่ในส่วนผสมของเห็ดนางฟ้าภูฐานและเห็ดฟาง
-ไส้นุ่น ช่วยดูดซับความชื้นและมีคุณค่าทางอาหารต่อการเพาะเห็ดฟาง
-ขี้ฝ้าย (สำลีสีเทา) ช่วยดูดซับความชื้นและมีคุณค่าทางอาหารต่อการเพาะเห็ดฟาง
-ทะลายปาล์ม ช่วยดูดซับความชื้นและมีคุณค่าทางอาหารสูง แต่ต้องผ่านขบวนการหมักก่อนนำมาใช้ ส่วนใหญ่ใช้เพาะเห็ดฟาง (กองเตี้ย,โรงเรือน)
1.3อาหารเสริมที่ได้จากแร่ธาตุ (ธาตุอาหาร)จากปุ๋ยหรือสารอนินทรีย์ต่างๆ ประโยชน์ต่อการทำงานของจุลินทรีย์หลังจากการย่อยสลายแล้วเห็ดนำไปใช้ต่อ ซึ่งได้แก่
-ปุ๋ยยูเรีย ( 46-0-0) ให้กรดอะมิโนแก่เห็ด
-ปุ๋ยเคมีสูตรต่างๆ (ขึ้นอยู่กับโรงเรือนหรือท้องถิ่นนั้นๆ) เช่น แอมโมเนี่ยมซัลเฟต (21-0-0)
-ดีเกลือ ( MgSo4 ) เป็นองค์ประกอบของเซลล์เห็ด ช่วยเร่งปฏิกิริยาในการย่อยของเส้นใยเห็ด
-ยิปซั่ม ( CaSo4 ) เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์เห็ด ทำให้ดอกเห็ดแข็งแรง ดอกสมบูรณ์ขึ้น
-ปูนขาวหรือแคลเซี่ยม (CaO) มีฤทธิ์เป็นด่าง ช่วยปรับค่าpH (Potential of Hydrogen ion) ปุ๋ยหมักให้มีสภาพเป็นกลางทำให้เห็ดดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังให้แคลเซี่ยม (Calcium)แก่เห็ด ช่วยป้องกันโรคแมลงศัตรูเห็ด
-ภูไมท์ หรือแร่พัมมิช เป็นสารอาหารที่ได้จากหินแร่ภูเขาไฟ ใช้ปรับสภาพความเป็นกรดด่าง ทำให้โครงสร้างเส้นใยและดอกเห็ดมีความแข็งขึ้น ป้องกันไรศัตรูเห็ด นอกจากนี้ยังให้ธาตุอาหารแก่เส้นใยเห็ดจำพวก แคลเซี่ยม แมกนีเซี่ยม ซิลิก้า เป็นต้น ทำให้ดอกเห็ดมีรสชาติดี กรอบ ยืดอายุหลังการเก็บเกี่ยวได้นานกว่าเดิม (เหี่ยวช้า)
-แร่ม้อนท์ ( Montmorillonite ) เป็นสารอาหารที่ได้จากเถ้าภูเขาไฟ ที่เกิดจากการระเบิดขึ้นจากปล่องภูเขาท่ามกลางลาวา ถูกผลักดันจนลอยขึ้นระเบิดกลางอากาศต่อ หนึ่ง สอง หรือสามครั้ง ทำให้เกิดรูพรุนโปร่งอุดมไปด้วยธาตุอาหาร เทรซซิลิเม้นท์ต่างๆ ช่วยดูดซับความชื้น ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ดให้มีปริมาณมากขึ้น ยืดอายุการเก็บเกี่ยวดอกเห็ดให้นานกว่าเดิม
1.4อุณหภูมิ มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเห็ดมาก ทั้งระยะเจริญเติบโตของเส้นใย ออกดอกและการปล่อยสปอร์ ปกติอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเส้นใยจะสูงกว่าช่วงออกดอกประมาร 3-5 องศาเซลเซียส ซึ่งเห็ดแต่ละชนิดมีความต้องการอุณหภูมิแตกต่างกัน ดังนี้ (ตามตารางที่ 1)
1.5ความชื้นสัมพัทธ์ ในธรรมชาติเห็ดสามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพความชื้นสูง แบ่งย่อยออกได้ 2 ประเภท คือ
-ความชื้นในวัสดุเพาะ (Moisture) หมายถึงความชื้นในปุ๋ยหมักเพาะเห็ดและกองฟางที่เหมาะสมคือประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามากเกินไปเส้นใยจะขาดออกซิเจนทำให้เส้นใยอ่อนแอเชื้อราศัตรูและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ส่งผลทำให้เส้นใยเห็ดเกิดความเสียหาย
-ความชื้นในอากาศ (Humidity) หมายถึงความชื้นรอบก้อนเชื้อเห็ดหรือในกองเห็ดฟาง ถ้าน้อยเกินไปทำให้ดอกเห็ดแห้งเป็นสีเหลือง ชะงักการเจริญเติบโต แต่ถ้ามากเกินไปดอกเห็ดจะฉ่ำน้ำ คุณภาพต่ำไม่ได้ราคา
1.6ความเป็นกรด-ด่าง (pH ย่อมาจาก Potential of Hydrogen ion ) เห็ดเจริญเติบโตได้ดีในอาหารที่มีสภาพเป็นกลาง หรือกรดอ่อนๆ (pH 6.5-7)ถ้าอาหารเป็นกรดเส้นใยเห็ดเจริญเติบโตปกติแต่ไม่ออกดอกหรือออกบ้างเล็กน้อย สำหรับ pH ของน้ำก็เช่นเดียวกันจะต้องมีความเหมาะสมนั้นคือเป็นกลาง (pH 7)หรือน้ำที่ใช้ดื่มกินในชีวิตประจำวันและจะต้องสะอาดปราศจากสารเคมีตกค้าง
1.7การถ่ายเทอากาศ เห็ดมีความต้องการออกซิเจนโดยเฉพาะระยะออกดอก ซึ่งต้องการออกซิเจนมากกว่าระยะของเส้นใย สำหรับคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยทำให้เส้นใยเจริญเติบโตดี แต่ในระยะออกดอกบวกกับโรงเรือนทึบและการถ่ายเทอากาศไม่ดีส่งผลทำให้ดอกเห็ดไม่บาน ดอกเล็ก ก้านยาวผิดปกติ ซึ่งอาการดังกล่าวมักพบเห็นในเห็ดถุง
1.8แสง มีผลต่อการเจริญเติบโตของเส้นใย ถ้าแสงน้อยเส้นใยจะเจริญเติบโตได้เร็ว สำหรับระยะออกดอกแสงจะช่วยกระตุ้นการสร้างตุ่มดอกเห็ด ( Primodia ) และการเจริญเติบโตของดอกเห็ด ดังนี้
-เห็ดหูหนู แสงจะช่วยให้สีเข้มขึ้น หากแสงน้อยดอกจะซีด
-เห็ดฟาง แสงจะทำให้ดอกสีคล้ำ หากแสงน้อยดอกเห็ดจะมีสีขาว
-เห็ดนางรม นางฟ้า นางฟ้าภูฐาน แสงจะช่วยให้การปล่อยสปอร์ดีขึ้น โดยเฉพาะแสงแดดตอนสายๆ
เกษตรกรท่านใดสนใจหรือสงสัยสามารถสอบถามหรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 หรือ www.ekbiotechagro.blogspot.com(ศูนย์บริการข้อมูลทางวิชาการชมรมเกษตรปลอดสารพิษ )หรือคุณเอกรินทร์ (วัชนะ) ช่วยชู(นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128หรือติชมผ่านEmail : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com และติดตามอ่านบทความวิชาการปัญหาอุปสรรคของคนทำเห็ด ตอน 5.2ปัจจัยของสิ่งมีชีวิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของดอกเห็ด ในสัปดาห์ถัดไป สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ปัญหาอุปสรรคของคนทำเห็ด (ตอน 4) เห็ดถุงกับอาการหยุดชะงักไม่เจริญต่อของเส้นใยหลังหยอดเชื้อ
สวัสดีครับ ... แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษทั้งเก่า-ใหม่ทุกๆท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้ความอุปการคุณ รวมถึงโอกาสในการนำเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่านวันนี้ ผู้เขียนได้พิจารณาคัดกรองแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อเกษตรกรผู้เพาะเห็ดโดยเฉพาะเห็ดถุงทั่วทุกภาคที่กำลังประสบปัญหาก้อนเห็ดไม่ออกดอก กล่าวรวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐเอกชนทุกท่านทุกองค์กรที่ให้ความสนใจหรือต้องการ ลด ละ เลิก ใช้สารเคมีปราบศัตรูโรคพืช
สำหรับปัญหาอุปสรรคของคนทำเห็ดหรือเพาะเห็ดที่มีผลเกี่ยวข้องกับการเดินหรือเจริญของเส้นใย สามารถแบ่งออกได้ดังต่อไปนี้
เส้นใยไม่เดินบนก้อนขี้เลื่อย ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
1.หัวเชื้อเห็ดเป็นเชื้ออ่อน หรือเชื้อเห็ดนั้นผ่านการแต่งเชื้อมาหลายครั้งแล้วทำให้เส้นใยอ่อนแอ
2.หัวเชื้อเห็ดมีเชื้อจุลินทรีย์อื่นปลอมปนและเจริญแข่งกับเส้นใยเห็ด
3.วัสดุที่ใช้เพาะมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเห็ดโดยเฉพาะยาฆ่าเชื้อราผู้เพาะควรเลือกวัสดุเพาะที่ปราศจาสารเคมี
4.สภาพความเป็นกรด - ด่าง (pH) ควรปรับให้อยู่ระหว่าง 6.5 - 6.8 จะช่วยให้เส้นใยเห็ดเจริญดีขึ้น
5.ส่วนผสมมีความชื้นมากเกินไป ทำให้เส้นใยเห็ดชะงักการเจริญเติบโต ในขณะที่สภาพดังกล่าวเอื้อต่อการเจริญของเชื้อแบคทีเรียศัตรูเห็ด
เส้นใยเดินบางมากและเมื่อนำไปเปิดดอกพบว่าจะไม่ค่อยเกิดดอกหรือให้ผลผลิตน้อยมาก ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
1.วัสดุที่ใช้เพาะสลายตัวเกือบหมดแล้ว ทำให้อาหารเหลืออยู่น้อย ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของเส้นใย หรือใส่อาหารเสริมน้อยเกินไป ดังนั้นจึงควรใส่อาหารเสริมในอัตราส่วนที่เหมาะสม
2.การนึ่งฆ่าเชื้อไม่ดีพอ ทำให้จุลินทรีย์อื่นๆเจริญเติบโตแข่งกับเห็ดได้ ดังนั้นการนึ่งก้อนเชื้อควรใช้เวลาอย่างน้อย 2 - 3 ชั่วโมง นับจากน้ำเดือด
เส้นใยเห็ดเดินแล้วหยุด อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
1.ถุงก้อนเชื้อมีความชื้นมากเกินไป ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญได้ดี แล้วเชื้อเห็ดไม่สามารถเจริญเติบโตได้
2.เชื้อเห็ดอ่อนแอ เมื่อเจริญได้ระยะหนึ่งแล้วก็ชะงักการเจริญเติบโต ดังนั้นควรเลือกเชื้อที่แข็งแรง
เห็ดออกดอกช้าหลังจากเปิดดอกแล้ว อาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้
1.เกิดจากการเปิดปากถุงเร็วเกินไป หลังจากเส้นใยเดินเต็มแล้ว ควรปล่อยให้เส้นใยรัดตัวและมีการสะสมอาหารก่อนเปิดถุงประมาณ 8-10 วัน
2.การถ่ายเทอากาศในโรงเรือนไม่ดี ทำให้มีการสะสมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง
3.อุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงหรือต่ำเกินไปหรือความชื้นไม่เพียงพอทำให้การพัฒนาของเส้นใยไปเป็นดอกเห็ดช้า
ดอกเห็ดเกิดขึ้นแต่ไม่พัฒนาเป็นดอกเห็ด โดยพบว่าบางครั้งดอกเห็ดเจริญเป็นดอกเล็กๆ บนก้อนเชื้อเต็มไปหมดแต่ดอกมีขนาดเล็กแล้วไม่เจริญต่อ ซ้ำดอกเห็ดจะเหี่ยวแห้งในที่สุด ซึ่งอาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้
1.หัวเชื้อเห็ดอ่อนแอทำให้ดอกเห็ดไม่สมบูรณ์
2.การเปิดปากถุงกว้างเกินไปทำให้เส้นใยเจริญไปเป็น ดอกเห็ดจำนวนมากและ อาหารภายในก้อนเชื้อไม่เพียงพอ ทำให้ดอกที่งอกออกมาแคระแกร็น และแห้งดังนั้นการเปิดปากถุงไม่ควรเปิดกว้างมากนัก
3.ความชื้นไม่เพียงพอทำให้ดอกที่กำลังเติบโตแห้งได้
4.รดน้ำมากเกินไป และรดไม่ถูกวิธี ทำให้น้ำขังในถุงพลาสติก ทำให้เห็ดภายในถุงพลาสติกเน่าเสียได้
5.เชื้อจุลินทรีย์เข้าทำลายก้อนเชื้อหลังเปิดถุง เนื่องจากโรงเรือนสกปรก
6.อาจมีแมลงเข้าไปกัดและทำลายก้อนเชื้อ
แนวทางควบคุมป้องกันการหยุดชะงักไม่เจริญต่อของเส้นใยหลังหยอดเชื้อ โดยแบ่งเป็นกรณีๆ ดังนี้
1.หลังหยอดหัวเชื้อข้าวฟางลงก้อน 5-7 วันแล้วพบว่าเชื้อไม่เดิน (หยุดนิ่งอยู่ที่เม็ดข้าวฟ่าง) กรณีเช่นนี้เกิดจากหัวเชื้ออ่อนหรือแก่เกินไปไม่เหมาะสมที่จะพักทิ้งไว้เพื่อให้เชื้อเจริญต่อเนื่องจากไม่คุ้มกับผลผลิตที่จะได้รับ
1.1นำก้อนเชื้อเห็ดที่พบอาการดังกล่าวไปนึ่งแล้วนำมาหยอดหัวเชื้อใหม่อีกครั้ง แต่ใช้หัวเชื้อจากแหล่งอื่น
1.2ให้ใช้จุลินทรีย์กำจัดศัตรูเห็ด (บาซิลลัส- พลายแก้ว , บีที-ชีวภาพ , บาซิลลัส-ไมโตฟากัส) ผสมทำก้อนเห็ดก่อนทำการนึ่งฆ่าเชื้อทุกครั้งเพื่อป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ศัตรูที่ติดมากับวัสดุเพาะซึ่งเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าวสามารถทนความร้อนได้ถึง 121 .C นาน 3 - 5 ชั่วโมง
2.เส้นใยเห็ดเดินได้ระยะหนึ่งแล้วหยุดนิ่งไม่เดินต่อซึ่งเกิดจากความชื้นในก้อนเห็ดมากเกินไป ให้นำก้อนเห็ดที่พบอาการดังกล่าวไปเทผสมวัสดุเพาะแล้วนำมานึ่งใหม่หรือใช้ไม้ปลายแหลมจิ้มแทงบริเวณก้นถุงเพื่อระบายความชื้นบางส่วน (แก้ปัญหาเฉพาะหน้า)
3.เห็ดออกดอกช้าผิดปกติหลังจากเปิดดอก โดยปกติดอกเห็ดจะสะสมอาหารนานประมาณ 8-10 วัน หากเกินจากนี้ให้ลองใช้ฮอร์โมนกระตุ้นการเดินของเส้นใย (แร่ธาตุกระตุ้นดอกเห็ด) ฉีดพ่น 1-2 ครั้งหากกันประมาณ 3 วัน แล้วคอยสังเกตการเดินของเส้นใย หากพบว่าเส้นใยเดินเพิ่มหนาขึ้น สัณฐานได้ว่าอาหารภายในก้อนเชื้อมีปริมาณน้อยเกินไป
4.เส้นใยเห็ดไม่พัฒนาเป็นดอกเห็ดหรือพัฒนาแต่ดอกเห็ดมีขนาดเล็กและเหี่ยวแห้งในที่สุด กรณีเช่นนี้ให้หมั่นเช็คอุณหภูมิและความชื้นในโรงเรือนให้มีความเหมาะสมต่อเห็ดชนิดนั้นๆ (ควรมีการติดตั้งเครื่องอุณหภูมิและความชื้นไว้ในโรงเรือนอย่างน้อย 1 ชุด ซึ่งราคาทั่วไปไม่เกินชุดละ 700 บาท)
เกษตรกรท่านใดสนใจหรือสงสัยสามารถสอบถามหรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 หรือ www.ekbiotechagro.blogspot.com (ศูนย์บริการข้อมูลทางวิชาการชมรมเกษตรปลอดสารพิษ)หรือคุณเอกรินทร์(วัชนะ) ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128 หรือติชมผ่านEmail : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ปัญหาอุปสรรคของคนทำเห็ด (ตอน 3) เห็ดถุงกับการควบคุมการระบาดของราศัตรู
สวัสดีครับ ... แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษทั้งเก่า-ใหม่ทุกๆท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้ความอุปการคุณ รวมถึงโอกาสในการนำเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่านวันนี้ ผู้เขียนได้พิจารณาคัดกรองแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อเกษตรกรผู้เพาะเห็ดโดยเฉพาะเห็ดถุงทั่วทุกภาคที่ประสบปัญหาราศัตรูเข้าทำลายก้อนเห็ด กล่าวรวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐเอกชนทุกท่านทุกองค์กรที่ให้ความสนใจหรือต้องการ ลด ละ เลิก ใช้สารเคมีปราบศัตรูโรคพืช
ราศัตรูเห็ดที่พบว่าเป็นปัญหาอุปสรรคของการเพาะเห็ดโดยเฉพาะเห็ดถุงสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภทใหญ่ๆ
1.ราดำโดยแบ่งออกได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ
1.1แอสเพอร์จิลลัส Aspergillus sp. สามารถพบได้ทั่วไปในถุงเห็ด ซึ่งบางส่วนมีสีเขียวเข้มเกือบดำโดยอาจจะเกิดที่ส่วนบนใกล้ปากถุงแล้วลามลงไปข้างล่างหรือเกิดจากด้านล่างขึ้นไปก็ได้ และบางส่วนมีสีน้ำตาลเกิดขึ้นติดกับบริเวณที่มีสีเขียวเข้มดังกล่าวด้วย
1.2โบไตรดิฟโพลเดีย Botryodiplodia sp. จะพบว่าขี้เลื่อยในถุงเห็ดมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ซึ่งในระยะแรกเชื้อราจะมีสีขาว ต่อมาเจริญขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทิ้งไว้นาน จะเกิดก้อนเล็กๆ สีดำ ที่เป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรานูนออกมาที่ผิวของถุงพลาสติก
2.ราเขียวโดยแบ่งออกได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ
2.1ไตรโคเดอร์ม่าและกลิโอคลาเดียม Trichoderma sp ,Gliocladium sp. สามารถมองเห็นได้ง่ายเนื่องจากสปอร์ของเชื้อรามีสีเขียวอ่อนใส เมื่อรวมกันหนาแน่นจะเห็นเป็นหย่อมสีเขียวมะกอกหรือสีเขียวเข้มในถุงเห็ด
2.2เพนนิซีเลียมและเพซีโลไมซีส Penicillium sp., Paecelomyces sp.ราทั้ง 2 ชนิดมีลักษณะรูปร่างคล้ายคลึงกันมาก มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วสามารถสร้างสปอร์ได้เป็นจำนวนมาก ราเพนนิซีเลียมเป็นราที่ชอบอุณหภูมิปานกลาง สามารถพบเป็นหย่อมๆมีสีเขียวตองอ่อน สีเหลืองอ่อนอมเขียวและสีเทาอ่อนดูคล้ายฝุ่นเกาะติดข้างถุง มักเกิดบริเวณด้านล่างของก้อนเห็ด ส่วนสำหรับราเพซีโลไมซีสเป็นราชอบร้อน สามารถทนต่ออุณหภูมิสูงได้ดีมักจะเกิดกับก้อนเห็ดหอม มีลักษณะเป็นฝุ่นสีน้ำตาลซีดปนเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองซีดจางๆ ซึ่งสามารถมองเห็นเส้นการเจริญเติบโตของเชื้อเห็ดและเชื้อราศัตรูได้อย่างชัดเจน
3.ราส้ม Neurospora sp. มักเกิดเป็นกระจุกบริเวณปากถุงมีลักษณะเป็นสีชมพูอมส้ม
4.ราเมือก Slime mould จะเกิดกับถุงเห็ดที่เปิดถุงเก็บดอกไปแล้วหลายรุ่นและเป็นถุงที่อยู่ด้านล่างสุด จะสังเกตเห็นเส้นใยสีเหลืองชัดเจนบริเวณด้านข้างถุงและบริเวณปากถุงโดยมากมักจะเกิดกับถุงเห็ดหูหนูที่มีการกรีดถุงด้านข้างและรดน้ำนานๆ จนทำให้ถุงชื้นแฉะนอกจากนี้ยังเกิดได้กับถุงเห็ดฐานที่หมดรุ่นแล้วแต่ยังไม่มีการขนย้ายทำความสะอาดโรงเรือน(ขอขอบพระคุณอาจารย์อนันท์ กล้ารอด ตำแหน่งอาจารย์ 3 ระดับ 8(ครูชำนาญการพิเศษ)วิชาการเพาะเห็ดและผลิตเชื้อเห็ด โรงเรียนจัตุรัสวิทยาคาร อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ )
โรคของเห็ดถุงที่เกิดจากเชื้อราโดยทั่วไปเกิดได้ทั้งเชื้อราปนเปื้อนและเชื้อราโรคเห็ด ซึ่งเชื้อราปนเปื้อนส่วนใหญ่เป็นพวกที่มีเส้นใยเจริญเร็วมาก ทำให้เส้นใยเห็ดชะงักการเจริญเติบโต สังเกตเห็นเส้นแบ่งเขตที่เส้นใยเห็ดมาบรรจบกันเส้นใยของเชื้อราปนเปื้อน การเกิดเชื้อราปนเปื้อนในถุงเพาะเห็ดมักเป็นสาเหตุให้ผลผลิตเห็ดลดลง ถ้ามีเชื้อราเหล่านี้เกิดบริเวณปากถุงก็จะเป็นเหตุให้เกิดการระบาดไปทั่วทั้งโรงเรือนเพาะเห็ดได้รับความเสียหายได้ผลผลิตลดลง
สาเหตุของการเกิดเชื้อราปนเปื้อนมีหลายประการ ดังต่อไปนี้
1.การทิ้งถุงก้อนเชื้อเห็ดเสียหรือหมดอายุแล้วไว้ในบริเวณฟาร์มทำให้เชื้อรากระจายอยู่ในบริเวณนั้น เมื่อมีฝนตก ลมพัด หรือตกลงไปในน้ำที่นำใช้รดเห็ด
2.หัวเชื้อเห็ดไม่บริสุทธิ์
3.ขั้นตอนนึ่งฆ่าเชื้อก้อนเห็ดไม่สามารถทำลายเชื้อราศัตรูได้หมด
4.ถุงแตกหรือถูกแมลงทำลาย
5.ฯลฯ
วิธีควบคุมป้องกันกำจัดการติดเชื้อราปนเปื้อนในการเพาะเห็ดถุง มีดังนี้
1.ตรวจสอบความสะอาดและความบริสุทธิ์ของหัวเชื้อก่อนซื้อ
2.การถ่ายเชื้อควรทำในห้องที่สะอาด ปราศจากฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคอื่นๆ หรือเป็นบริเวณที่ไม่มีอากาศถ่ายเท
3.คัดแยกถุงเห็ดเสีย ถุงเห็ดแตก ถุงเห็ดที่มีจุกสำลีชื้น แล้วนำไปนึ่งใหม่หรือเผาทำลายเพื่อลดการระบาดของเชื้อรา
4.รักษาความสะอาดโรงเรือนเพาะเห็ด และบริเวณโดยทั่วไปรอบๆ ฟาร์ม
5.เมื่อเก็บผลผลิตหมดแล้วควรพักโรงเรือนเพาะเห็ดประมาณ 2-3 อาทิตย์ เพื่อทำความสะอาดฉีดพ่นป้องกันกำจัดแมลงหรือเชื้อราที่อาจซุกซ่อนตามพื้น เสา และฝาผนังก่อนนำถุงเชื้อเห็ดชุดใหม่เข้ามาด้วยเชื้อจุลินทรีย์บาซิลลัส-พลายแก้ว (กำจัดเชื้อรา) บาซิลลัส-ไมโตฟากัส (กำจัดไรเห็ด)และสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์ปหรือพรีเว้นท์ขับไล่แมลงต่างๆภายในโรงเรือนเห็ด (สามารถสอบถามวิธีการใช้เพิ่มเติมได้ที่ ... ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 ทุกวันตั้งแต่ 08.00 น.-17.00น.)
6.ถ้าเป็นไปได้ควรแยกโรงเรือนบ่มกับโรงเรือนเปิดดอกไว้คนละหลังกัน
*** เกษตรกรท่านใดสนใจหรือสงสัยสามารถสอบถามหรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2หรือคุณเอกรินทร์(วัชนะ)ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128หรือผ่านEmail: thaigreenagro@gmail.com,ekkarin191@gmail.com สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
แก้ปัญหาเปลือกเน่า – แห้งยางพาราแบบง่ายๆ สไตล์ปลอดสารพิษ
สวัสดีครับ ... แฟนคลับชมรมเกษตรปลอดสารพิษ เถ้าแก่สวนยางพาราเก่าใหม่ทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจสนับสนุนงานวิชาการ สินค้าปลอดสารพิษเสมอมา ผู้เขียนและทีมงานชมรมฯรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านทั้งหลายให้อุปการคุณรวมถึงโอกาสในการเสนองานวิชาการ สินค้าคุณภาพในลำดับต่อไป สำหรับบทความวิชาการที่จะนำมาเสนอต่อท่านวันนี้ ผู้เขียนได้คัดกรองและพิจารณาแล้วว่ามีความเหมาะสมต่อเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั่วทุกภาคที่ประสบปัญหายางพาราเปลือกเน่า – แห้ง ลองนำมาปฏิบัติดู รวมถึงนิสิตนักศึกษา ครูอาจารย์ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน ที่มีความสนใจต้องการ ลด ละ เลิก ใช้สารเคมีปราบศัตรูโรคพืช
1.เปลือกเน่า ( Mouldy rot ) เกิดจากเชื้อรา Ceratocystis fimbriata Ellis & Halst. ระบาดมากในช่วงฤดูฝน ซึ่งทำให้เปลือกที่งอกใหม่เสียหายจนกรีดซ้ำไม่ได้ พบว่าในระยะแรกจะเป็นรอยบุ๋มสีจางบนเปลือกที่งอกใหม่เหนือรอยกรีดต่อมาแผลนั้นจะมีเส้นใยของเชื้อราสีเทาขึ้นปกคลุม และขยายลุกลามเป็นแถบขนานไปกับรอยกรีด ทำให้เปลือกบริเวณดังกล่าวนี้เน่าหลุดเป็นแว่นเหลือแต่เนื้อไม้สีดำ
แนวทางการป้องกันกำจัด
1.เนื่องจากโรคชนิดนี้มักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงดังนั้นจึงควรมีการตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชในสวนยางเป็นประจำเพื่อให้สวนยางโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก ความชื้นในแปลงจะได้ลดลง
2.หากพบว่าต้นยางที่กำลังกรีดมีอาการ “เปลือกเน่า” ควรหยุดกรีดประมาณ 2-3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราโรคพืชแพร่กระจายไปสู่ต้นอื่น ๆ
3.หากพบมีการระบาดของโรคพืชดังกล่าวในพื้นที่ให้ฉีดพ่นด้วยน้ำหมักเชื้อบาซิลลัส ซับติลิส พลายแก้วโดยใช้หัวเชื้อบาซิลลัส-พลายแก้ว 5 กรัม (1ช้อนชา)หมักน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผลหรือนมกล่องยูเอสที หนองโพ ชนิดหวานจำนวน 1 กล่อง นาน 24 ชั่วโมง ก่อนนำมาผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นบริเวณหน้ายางหรือเปลือกยางที่พบการเข้าทำลายของเชื้อราให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ ทุก ๆ 7-10 วันครั้งจนกว่ามีเปลือกใหม่งอกขึ้นมาทดแทน
2.เปลือกแห้ง (Tapping panel dryness) เกิดจากสวนยางขาดการบำรุงรักษาและการกรีดเอาน้ำยางออกมากเกินไป จึงทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีอาหารไม่พอเลี้ยงเปลือกยางบริเวณนั้นจึงแห้งตาย นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติภายในท่อน้ำยางเองด้วย สามารถพบอาการได้หลังจากกรีดยางแล้ว น้ำยางจะแห้งเป็นจุด ๆ ค้างอยู่บนรอยกรีดเปลือกยางมีสีน้ำตาลอ่อน ถ้าหากฝืนกรีดต่อไปอีก เปลือกยางจะแห้งสนิทไม่มีน้ำยางไหล เปลือกใต้รอยกรีดจะแตกขยายบริเวณมากขึ้นจนถึงพื้นดินและหลุดล่อนออก เนื่องจากเปลือกงอกใหม่ภายในดันออกมา
แนวทางการป้องกันกำจัด
อาการแบบนี้มักจะเกิดบนรอยกรีด ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการดูแลรักษาจะลุกลามทำให้หน้ายางที่กรีดเสียหายหมด ดังนั้นวิธีการลดและควบคุมอาการดังกล่าวในต้นยางที่เปิดกรีดแล้ว แนะนำให้ใช้วิธีทำร่องแยกส่วนที่เป็นโรคออกจากกันและเมื่อตรวจพบว่ายางพาราต้นใดมีอาการดังกล่าวนี้เพียงบางส่วนหรือเล็กน้อย ให้ใช้สิ่วเซาะร่องโดยให้ลึกถึงเนื้อไม้รอบบริเวณที่เป็นโรค ให้ร่องห่างจากบริเวณที่พบอาการประมาณ 2 เซนติเมตร จากนั้นก็สามารถเปิดกรีดต่อไปได้ตามปกติ สำหรับการกรีดต้องเปิดกรีดต่ำลงมาจากบริเวณที่ตำหนิ และหยุดกรีดในช่วงยางพาราผลัดใบ ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นโดยเฉพาะสูตรเสมอหรือสูตรเสมอร่วมกับภูไมท์ซัลเฟต อัตรา 20 กิโลกรัมต่อปุ๋ยเคมี 50 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มธาตุอาหารรอง ซิลิก้า ช่วยรักษาความสมดุล (อุดมสมบูรณ์) ของดิน ทำให้ยางพาราดูดกินธาตุอาหารได้ดี ต้นยางพาราสมบูรณ์แข็งแรงช่วยป้องกันอาการเปลือกแห้ง ทั้งยังยืดอายุการกรีดออกไปอีกด้วย
****เกษตรกรท่านใดสนใจหรือสงสัยสามารถสอบถามหรือขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 หรือคุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ) โทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email : thaigreenagro@gmail.com , ekkarin191@gmail.com ท้ายนี้ผู้เขียนขอขอบพระคุณครูบาร์อาจารย์ที่ประสิทธ์ประสานวิชาและขาดมิได้ชมรมเกษตรปลอดสารพิษที่คอยสนับสนุ่นอยู่เบื้องหลังตลอดมา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)