วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รู้ทันราแป้งมะละกอกับเกษตรปลอดสารพิษ

ผงแป้งสีขาวๆ ที่ติดตาม ผล ใบ ก้านใบ ของมะละกอนั้นเกิดจากเชื้อรา Oidium caricaeF.Noack มองเห็นเป็นปุยสปอร์ เส้นใยสีขาว บนผิวด้านล่างของแผ่นใบคล้ายกับแป้ง มะละกอที่ถูกเชื้อชนิดนี้เข้าทำลายส่วนใหญ่จะแสดงอาการเป็นจุดซีดเหลืองกระจัดกระจายบนใบ ขยายวงกว้างเป็นจุดกลมค่อยๆ เชื่อมต่อติดกัน สังเกตดูใต้ใบจะพบกลุ่มเชื้อราสีขาว หากระบาดมากก็จะปรากฏให้เห็นบนผิวใบด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้แล้วเชื้อรายังเข้าทำลายผลโดยจะแสดงให้เห็นเป็นจุดสีขาวๆ เหมือนที่ใบแล้วค่อยๆ ลุกลามขยายทั่วทั้งผล ทำให้ผิวตกกระไม่สวย ชะงักไม่โต ผลเหลืองหลุดร่วง สำหรับต้นกล้านั้นมักพบอาการใบเหลืองซีด หลุดร่วงได้ง่าย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเชื้อราชนิดนี้จะระบาดครอบคลุมทั้งในก้านใบ ยอด รวมถึงผลมะละกอ ส่วนใหญ่จะพบการระบาดในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น มีความชื้นสูง นอกจากนี้ลมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการแพร่กระจายของสปอร์เชื้อราดังกล่าวนี้ วิธีควบคุมป้องกันกำจัด 1.ตัดแต่งใบส่วนที่เป็นโรคออกประมาณ 30 -50 เปอร์เซ็นต์ เว้นใบบางส่วนให้พืชได้สังเคราะห์แสง 2.เก็บผลใบแห้งที่พบการเข้าทำลาย ไปฝังกลบเพื่อตัดต้นตอการระบาดของเชื้อโรค 3.ฉีดพ่นล้างสปอร์เชื้อราด้วยสารสกัดแซนโธไนท์ 10 ซีซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร ก่อนฉีดพ่นเชื้อหมักขยายบาซิลลัส - พลายแก้ว (เชื้อบาซิลลัส-พลายแก้ว 10 กรัม + ไข่ไก่ 10 ฟอง + น้ำเปล่า 30 ลิตร + เสม็คไทต์ 1 กิโลกรัม (จับกลิ่น ก๊าซไข่เน่า) + น้ำมันพืช (ช่วยตรึงผิวน้ำไม่ให้เกิดฟองไข่ฟู่กระจาย) ผสมให้เข้ากันก่อนให้ออกซิเจนแบบในตู้ปลา ทิ้งไว้ 24 -48 ชั่วโมง ก่อนนำมาผสมน้ำเปล่าให้ครบ 200 ลิตร ) ทั้งบนใบใต้ใบ ซอกผลให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุกๆ 3 -5 วันครั้ง ในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ให้เติมซิลิซิค แอซิค 50 กรัม + ซิลิโคเทรซ 50 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตรร่วมกับสารจับใบ(ม้อยเจอร์แพล้นท์) ทุกครั้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น 4.ใช้พูมิช-ซัลเฟอร์ 20 กิโลกรัมผสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัมหากเป็นปุ๋ยเคมีให้ใช้ 50 กิโลกรัม เป็นปุ๋ยละลายช้าใส่ทางดินโดยห่างจากโคนต้นประมาณ 1 เมตร เพื่อบำรุงต้นหรือนำพูมิช-ซัลเฟอร์ละลายน้ำ อัตรา 20 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร คนให้เข้ากันทิ้งให้ตกตะกอน 15 นาที ก่อนนำมาฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบใต้ใบให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ (พูมิช-ซัลเฟอร์ 20 กิโลกรัมสามารถผสมน้ำซ้ำได้ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต) มิตรเกษตรท่านใดที่กำลังหรือสนใจปลูกมะละกอ แล้วประสบปัญหาราแป้งรบกวนเข้าทำลายผลผลิต ต้นพันธุ์ เกิดความเสียหาย สามารถติดต่อสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอกรินทร์ ช่วยชู โทร.081-3983128

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ควบคุมการระบาดของหนอนหน้าแมวปาล์มน้ำมันด้วยสมุนไพรและจุลินทรีย์ แบบปลอดสารพิษ

หนอนหน้าแมวจะเข้าทำลายกัดกินใบปาล์มน้ำมัน ยิ่งช่วงรุนแรงมากๆ จะทำให้ใบเหลือแต่ก้าน ผลผลิตลดลง ต้นชะงักการเจริญเติบโต และกว่าต้นจะฟื้นคืนดังเดิมใช้เวลานานนับปี ในการระบาดแต่ละครั้งต้องใช้เวลาในการกำจัดนานเนื่องจากหนอนมีหลายระยะในเวลาเดียวกันอาทิ ตัวหนอน ดักแด้ ที่แล้วมาจึงไม่สามารถกำจัดให้หมดได้ในคราวเดียวกัน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการจัดการและติดตามผล ลักษณะวงจรชีวิต แบ่งออกได้ 3 ช่วง ต่อไปนี้ -ไข่ สีใส แบนราบติดใบผิวเป็นมัน คล้ายหยดน้ำค้าง ถ้าส่องกับแสงแดดจะทำให้เห็นไข่ชัดเจนขึ้น ผีเสื้อจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ กระจัดกระจายใต้ใบย่อยของทางใบปาล์มน้ำมัน พบมากบริเวณทางใบตอนล่าง -หนอน มีสีขาวใส มีสีน้ำตาลอยู่กลางลำตัว มีกลุ่มขนบนลำตัว 4 แถว แต่มองเห็นไม่ชัดเจน ส่วนหัวหลบซ่อนอยู่ใต้ลำตัว เคลื่อนไหวช้า กินแบบแทะผิวใบ -ดักแด้ รังดักแด้มีสีน้ำตาล ทรงกลม แขวนติดตามซอกโคนทางใบ มุมใบย่อย ส่วนพับของใบย่อย ตัวเต็มวัยจะเป็นผีเสื้อหากินกลางคืน ส่วนกลางวันจะเกาะนิ่งหุบปีกไม่เคลื่อนไหว แนวทางควบคุมป้องกันกำจัด 1.ตัดแต่งใบปาล์มน้ำมันที่พบการทำลายของหนอน หรือจับผีเสื้อในเวลากลางวันซึ่งเกาะอาศัยตามใต้ทางใบปาล์มน้ำมัน หรือดักแด้ตามซอกโคนทางใบรอบลำต้น 2.ใช้กับดักแสงไฟ โดยใช้แสงไฟ Black light หรือหลอดนีออนธรรมดา วางบนกะละมังพลาสติกบรรจุน้ำผสมผงซักฟอก ให้หลอดไฟเหนือน้ำประมาณ 5-10 ซม.ล่อผีเสื้อกลางคืนช่วงเวลา 18.00 -19.00 น.เพื่อตัดวงจรการขยายพันธุ์ในรุ่นต่อไป 3.ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา (มาร์โก้ซีด) 250-300 ซีซีต่อน้ำ 200 ลิตร (ยับยั้งการกัดทำลาย ลอกคราบในตัวอ่อน ทำให้ตัวเต็มวัยเป็นหมัน) ก่อนฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์ทริปโตฝาจ 500 กรัม(ซอง) ร่วมกับไทเกอร์เฮิร์ป 250 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร สลับกับการฉีดพ่นด้วยน้ำหมักเชื้อบีที-ชีวภาพ (บาซิลลัส ธูริงเจนซิส )โดยเว้นช่วงห่างกันประมาณ 2-3 วัน กระทำเช่นเดียวกัน 2-3 ครั้งโดยให้ห่างกันประมาณ7-10 วันครั้ง จนกระทั้งอาการระบาดลดลงสู่ภาวะปกติ แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนช่วงระยะการฉีดพ่นออกเป็น 15-20 วันครั้งหรือตามความเหมาะสมเพื่อควบคุมการระบาดของหนอน(การฉีดพ่นยา ฮอร์โมนหรือปุ๋ยทุกครั้งควรปรับสภาพน้ำด้วยซิลิซิค แอซิค 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรร่วมกับสารจับใบ (ม้อยเจอร์แพล้นท์) ทุกครั้งเพื่อช่วยเพื่อประสิทธิภาพการทำงานของยา ฮอร์โมนหรือกลุ่มปุ๋ยที่ฉีดพ่นเข้าไป) เผยแพร่โดย:นายเอกรินทร์ ช่วยชู(นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ป้องกันรักษาอาการใบเหี่ยวเหลือง แง่งเน่าขมิ้นด้วยจุลินทรีย์และหินแร่ภูเขาไฟ

อาการใบเหี่ยวเหลือง แง่งเน่า ของขมิ้น เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas solanacearum แพร่ระบาดได้ง่ายในสภาพแวดล้อมที่มี อุณหภูมิค่อนข้างสูง ฝนตกชุก ซึ่งจะเข้าทำลายและอาศัยอยู่แบบข้ามฤดู ซึ่งส่วนใหญ่เชื้อดังกล่าวจะติดมากับแง่งขมิ้นหรือหน่อที่ใช้ทำพันธุ์ โดยจะแสดงอาการในระยะเริ่มแรกหลังจากเชื้อเข้าทำลาย ใบแก่ที่อยู่ตอนล่างๆ จะเหี่ยว ตกลู่ลง ต่อมาจะม้วนเป็นหลอดและเหลือง อาการจะค่อยๆ ลามจากล่างสูงขึ้นไปยังส่วนบน ต่อมาใบจะม้วน เหลืองแห้งทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่จะมีลักษณะช้ำฉ่ำน้ำ ซึ่งต่อมาจะเน่าเปื่อยหักหลุดออกมาจากแง่งโดยง่าย แต่จะไม่มีกลิ่นเหม็น เมื่อตรวจดูที่ลำต้นจะพบว่าส่วนที่เป็นท่อน้ำท่ออาหาร จะถูกทำลายเป็นสีคล้ำหรือน้ำตาลเข้ม และมีเมือกของแบคทีเรียเป็นของเหลวสีขาวข้นคล้ายน้ำนมซึมออกมาตรงรอยแผลหรือรอยตัดของต้นหรือแง่งที่เป็นโรค สำหรับแง่งจากต้นที่เพิ่งแสดงอาการโรคในระยะแรก หากนำขึ้นมาผ่าออกดู จะพบรอยช้ำฉ่ำน้ำเป็นปื้นๆ โดยเฉพาะแง่งที่ยังอ่อน ต่อมาอาการจะทวีความรุนแรงทำให้เนื้อเยื่อเปื่อยยุ่ยและสีคล้ำขึ้น อาการเหล่านี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาพที่อากาศร้อนชื้น ตั้งแต่เริ่มแสดงอาการจนทำให้ต้นหักพับตาย จะใช้เวลา 5-7 วัน เป็นอย่างช้า การควบคุมป้องกันรักษา 1.ตัดแต่งใบส่วนที่เป็นโรคออกประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เว้นใบให้พืชได้สังเคราะห์แสง 2.กำจัดวัชพืชออกทำลายนอกแปลง ให้แสงแดดส่องถึงพื้นดิน เพื่อลดปริมาณความชื้นในแปลง 3.การป้องกันรักษากระทำได้ 2 วิธี ทั้งทางดิน ทางใบหรือกระทำพร้อมๆ กัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น 3.1 วิธีควบคุมป้องกันทางดิน - นำพูมิชซัลเฟอร์หว่านโรยรอบทรงพุ่มหรือแนวร่องบางๆ ทุกๆ 1 เดือน เป็นไปได้ให้นำพูมิชซัลเฟอร์ 20 กิโลกรัมผสมร่วมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก 50 กิโลกรัมและเชื้อไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัม หว่านปรับสภาพดินก่อนเพาะกล้าทุกครั้ง เพื่อป้องกันกำจัดเชื้อราในดินอีกทางหนึ่งด้วย -นำเชื้อไตรโคเดอร์ม่า 40 กรัม (2 ช้อนแกง) หมักร่วมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัมน้ำเปล่า 15 ลิตร ทิ้งไว้ 6 ชั่วโมงก่อนนำมาผสมน้ำเปล่าหรือน้ำที่ละลายพูมิชซัลเฟอร์ ประมาณ 200 ลิตร ร่วมกับจุลินทรีย์หน่อกล้วย 400 ซีซี.และโพแทสเซียมฮิวเมท 30 กรัม แล้วราดรดบริเวณทรงพุ่มหรือแนวร่องทุกๆ 15 วันครั้ง หรืออาจจะปล่อยผ่านท่อน้ำหยดหรือสปริงเกอร์ก็ได้ นานวันละ10 -15 นาที 3.2 วิธีควบคุมป้องกันทางใบ -ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า 40กรัม(2ช้อนแกง)ร่วมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม น้ำเปล่า 15 ลิตร หมักทิ้งไว้ 6 ชั่วโมง ก่อนผสมน้ำเปล่าหรือน้ำที่ละลายพูมิชซัลเฟอร์(พูมิชซัลเฟอร์ 20กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ปล่อยให้ตกตะกอนนานประมาณ 15นาทีหรือน้ำใส )200 ลิตร ร่วมกับไคโตซาน MT 50 ซีซี. ซิลิโคเทรช 100 กรัม และม้อยเจอร์แพล้นหรือสารจับใบ 20 ซีซี.ก่อนนำไปฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบใต้ใบอย่างชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุกๆ 10-15วันครั้ง มิตรเกษตรท่านใดสนใจสอบถามหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลสามารถติดต่อได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (02-9861680-2)หรือคุณเอกรินทร์ ช่วยชู (081-3983128)หรืออาจติชมผ่านทาง email:thaigreenagro@gmail.com

วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ใช้แร่ม้อนท์ผสมวัสดุเพาะแทนการฉีดพ่นฮอร์โมนกระตุ้นดอกเห็ด

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับแร่ม้อนท์หรือม้อนท์โมริโลไนท์(Montmorilonite)กันก่อน ม้อนท์หรือแร่ม้อนท์ก็คือกลุ่มของเถ้าของภูเขาไฟ ที่เกิดการระเบิดขึ้นมาจากปล่องภูเขาไฟท่ามกลางลาวา และถูกผลักดันจนลอยขึ้นระเบิดกลางอากาศ โดยจะระเบิด 1-2 หรือ 3 ครั้ง ซึ่งการระเบิดดังกล่าวนี้ทำให้เกิดรูพรุนและโปร่งเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล หากท่านใดเคยดูสารคดีที่ถ่ายทำการระเบิดของภูเขาไฟ จะเห็นว่าตอนที่ระเบิดมีลาวาสีแดงไหลออกมา และมีฝุ่นละอองสีดำ-เทา ที่พวยพุ่งออกด้วย นั้นคือกลุ่มของแร่ม้อนท์ ซึ่งในแร่ม้อนท์จะอุดมไปด้วยแร่ธาตุ เทรซซิลิเม้นท์ต่างๆ สามารถดูดซับและเพิ่มความชุ่มชื้น เร่งการเจริญเติบโต เหมาะสำหรับนำมาผสมก้อนเชื้อเห็ดอย่างมาก การนำแร่ม้อนท์มาใช้เป็นวัสดุสำหรับการเพาะเห็ด ส่วนใหญ่จะนิยมในกลุ่มผู้เพาะเห็ดถุงมากกว่าเห็ดฟาง โดยใช้ในอัตรา 3-5 กิโลกรัมต่อวัสดุเพาะ 100 กิโลกรัม ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตและยืดอายุการเก็บเกี่ยวดอกเห็ดได้ประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์ จากการสัมภาษณ์พูดคุยทางโทรศัพท์กับคุณศิริวรรณ หนูริน หรือพี่วรรณ เจ้าของศิริวรรณฟาร์มเห็ด (083-3896281) ที่อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เกี่ยวกับผลผลิตก่อนและหลังนำแร่ม้อนท์มาผสมวัสดุเพาะเห็ด ความว่า ก่อนหน้านี้ใช้ฮอร์โมนเห็ดฉีดพ่นทุกๆ 3-4 วันครั้ง สามารถเก็บดอกเห็ดได้เฉลี่ยวันละ 5-7 กิโลกรัมต่อเห็ด 3,000 ก้อน แต่พอมาใช้แร่ม้อนท์ผสมวัสดุเพาะพบว่าสามารถเก็บดอกเห็ดได้เฉลี่ยวันละ 7-10กิโลกรัมต่อเห็ด 3,000ก้อน การจัดการง่ายขึ้นไม่ต้องคอยฉีดพ่นฮอร์โมนทุกๆ 4 วัน ที่สำคัญสามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนานกว่า

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แก้ใบจุดมะละกอแบบง่ายๆ สไตส์ปลอดสารพิษ

อาการใบจุดในมะละกอเกิดจากเชื้อราชื่อ Cercospora papayae และ Corynespora sp. ซึ่งจะแสดงอาการให้เห็นได้ 2 กรณี ต่อไปนี้ 1.ทางใบ เกิดจากเชื้อรา Cercospora papayae จะเป็นจุดสีขาวอมเทาเป็นวงๆ มีรูปร่างไม่แน่นอน ใบที่เป็นโรคมากๆ จะเหลืองและแห้งตาย ถ้าเกิดจากเชื้อรา Corynespora sp. จะเป็นจุดสีขาวกระจัดกระจายบนใบ ใบซีดเหลืองและร่วง 2.ทางผล ที่เป็นโรคนี้จะเกิดจุดเล็ก ๆ มีลักษณะฉ่ำน้ำ มีสีดำและจะขยายตัวกว้างออก เนื้อเยื่อใต้ผิวของผลจะมีลักษณะแข็ง แต่ไม่มีการเน่าเกิดขึ้น แนวทางควบคุมป้องกัน 1.เก็บผล ใบแห้งที่ร่วงหล่นทำลายทิ้ง โดยการฝังกลบเพื่อตัดต้นตอการระบาดของเชื้อโรค 2.ให้ฉีดพ่นล้างสปอร์เชื้อราด้วยสารสกัดแซนโธไนท์ 10 ซีซี.+กับฟังกัสเคลียร์10 กรัม ต่อน้ำเปล่า 200 ลิตรก่อนฉีดพ่นสลับด้วยเชื้อไตรโคเดอร์ม่า ( 1 กก.ต่อน้ำ 200 ลิตร ) หรือเชื้อหมักขยายบาซิลลัส-พลายแก้ว (เชื้อบาซิลลัส – พลายแก้ว 10 กรัม + ไข่ไก่ 10 + น้ำเปล่า 30 ลิตร + เสม็คไทต์ 1 กิโล(จับกลิ่น ก๊าซไข่เน่า) + น้ำมันพืช (ช่วยตรึงผิวน้ำไม่ให้เกิดฟองไข่ฟู่กระจาย) ผสมให้เข้ากัน ให้ออกซิเจนแบตู้ปลา ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ก่อนนำมาผสมน้ำเปล่าให้ครบ 200 ลิตร ) ทั้งบนใบใต้ใบให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุก ๆ 3-5วัน/ครั้ง ในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ให้เติมซิลิซิค แอซิค 50 กรัม + ซิลิโคเทรซ 50 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตรก่อนผสมทุกครั้ง 3.ให้นำภูไมท์ซัลเฟตหรือพูมิชซัลเฟอร์ผสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ (100 กก.) หรือปุ๋ยเคมี (50 กก.) ตามลำดับ เป็นปุ๋ยละลายช้าใส่ทางดินหรือใส่ถังละลายน้ำ อัตรา 20 กก.ต่อน้ำ 200 ลิตร คนให้เข้ากันทิ้งให้ตกตะกอน 15 นาที ก่อนนำมาฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบใต้ใบให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ (ภูไมท์ซัลเฟตหรือพูมิชซัลเฟอร์ 20 กก.สามารถผสมน้ำซ้ำได้ 2 -3 ครั้ง เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต 4.สำหรับต้นกล้ามะละกอที่กำลังจะลงปลูกใหม่นั้นแนะนำให้รองก้นหลุมด้วยภูไมท์ซัลเฟต หรือพูมิชซัลเฟอร์(20 กก.) ร่วมกับเชื้อไตรโคเดอร์ม่า (1 กก.)และปุ๋ยอินทรีย์ (50 กก.) คลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนแบ่งใส่รองก้นหลุมๆ ละ 200 – 300 กรัม ( 2 กำมือ) ก่อนนำต้นกล้ามะละกอลงปลูกทุกครั้ง เกษตรกรท่านใดสนใจต้องการสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อได้ที่ คุณเอกรินทร์(วัชนะ) ช่วยชู(นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128 หรือผ่าน Email:accs.thai@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ไวรัสด่างวงแหวนมะละกอแก้ง่ายไม่ต้องใช้เคมีอันตราย

โรคด่างวงแหวนมะละกอ เกิดจากเชื้อไวรัส Papaya ringspot virus(PRV) ซึ่งเชื้อดังกล่าวจะเข้าทำลายทุกระยะการเจริญเติบโตของมะละกอและแสดงอาการให้เห็นในภายหลังดังต่อไปนี้ 1.ต้นกล้า เชื้อเข้าทำลายจะทำให้ต้นแคระแกร็น ใบด่างเหลือง บิดเบี้ยวเสียรูป ใบจะหงิกงอ เรียวเล็กเหมือนหางหนู ถ้าเป็นรุนแรงใบ จะเหลือแค่เส้นใบดูเหมือนเส้นด้าย และต้นกล้าอาจตายได้หรือไม่เจริญเติบโต ในต้นที่โตแล้ว ใบมีอาการด่าง บิดเบี้ยว หงิกงอ ยอดและใบมีสีเหลืองกว่าต้นที่ไม่เป็นโรค และจะสังเกตเห็นลักษณะจุดหรือทางยาวสีเขียวเข้ม ดูช้ำตามก้านใบ ลำต้น การติดผลจะไม่ดีหรือไม่ติดเลย 2.ผล อาจบิดเบี้ยว มีจุดลักษณะเป็นวงแหวน ทั่วทั้งผล เนื้อบริเวณที่เป็นจุดวงแหวนมักจะเป็นไตแข็ง มีรสขม ถ้าเป็น รุนแรงแผลเหล่านี้จะมีลักษณะคล้ายสะเก็ด หรือหูดนูนขึ้นมา บนผิวของผลจะขรุขระ ต้นที่เป็นโรคในระยะออกดอก จะทำให้ติดผลไม่ดี และผลที่ได้จะมีจุดวงแหวนเห็นได้ชัด นอกจากนี้ดอกในรุ่นต่อๆ ไปก็จะร่วง ไม่ติดผล ซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้โดยเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะ อย่างเช่น เพลี้ยอ่อนถั่ว เพลี้ยอ่อนยาสูบโดยเฉพาะเพลี้ยอ่อนฝ้ายที่เป็นพาหะสำคัญของการแพร่ระบาดในโรคนี้ โดยเพลี้ยอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงจากต้นเป็นโรค เชื้อไวรัสจะติดอยู่กับส่วนปากแมลง แล้วบินย้ายไปดูดน้ำเลี้ยงจากต้นมะละกอที่ไม่เป็นโรค ก็จะถ่ายทอดเชื้อไวรัสโรคนี้ในเวลาสั้นๆ ประมาณ 10-30 วินาที ก็สามารถถ่ายโรคไปยังต้นอื่นได้แล้ว ภายหลังมะละกอได้รับเชื้อไวรัสแล้วประมาณ 15-30 วินาที ก็จะแสดงอาการของโรคให้เห็น แนวทางควบคุมป้องกัน 1.ตัดแต่งใบส่วนที่เป็นโรคออกประมาณ 30 -50 เปอร์เซ็นต์ เว้นใบบางส่วนให้พืชได้สังเคราะห์แสง 2.เก็บผล ใบแห้งและกำจัดวัชพืชออกทำลายนอกแปลงโดยการฝังกลบ ช่วยลดปริมาณแหล่งที่อยู่อาศัยของเพลี้ยและแมลงเจาะดูด เป็นต้น 3.สร้างแนวพืชกันภัยไว้เหนือลมหรือรอบๆแปลงเป็นกับดักล่อแมลง เพลี้ยต่างๆ ลดการปะทะโดยตรง เช่น ข้าวโพด ถั่ว กล้วย และพืชใบอ่อน เป็นต้น 4.ให้ฉีดพ่นสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์บ 500 กรัม + สารสกัดไพเรี่ยม 250 ซีซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร ทั้งบนใบใต้ให้ชุ่มโชก ทุก ๆ 7 -10 วันครั้ง เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยและแมลงพาหะนำโรค 5.ให้ใช้วิธีการบำรุงรักษาทั้งทางดินและทางใบ พร้อมๆกันเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น วิธีควบคุมป้องกันทางดิน -นำภูไมท์ซัลเฟต โรยรอบโคนต้นๆละ 200-300 กรัม ( 2-3 กำมือ) ทุกๆ 1 เดือน เป็นไปได้ควรนำภูไมท์ซัลเฟตผสมร่วมปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกและเชื้อไตรโครเดอร์ม่า อัตรา 20 /50 /1 กก. ตามลำดับ รองก้นหลุม ๆ ละ50กรัม (1/2 กำมือ) ก่อนปลูกมะละกอ) -ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า 40 กรัม (2 ช้อนแกง) ร่วมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กก.และน้ำเปล่า 15 ลิตร หมักทิ้งไว้ 6 ชั่วโมงก่อนนำมาผสมน้ำหรือน้ำที่ละลายภูไมท์ซัลเฟต อัตรา 200 ลิตร + จุลินทรีย์หน่อกล้วย 400 ซีซี.+โพแทสเซียมฮิวเมท 30 กรัมแล้วราดรดบริเวณโคนต้นๆละ 2 -5 ลิตรขึ้นอยู่กับขนาดของต้นทุก ๆ 15- 20 วันครั้ง หรืออาจจะปล่อยผ่านท่อน้ำหยดหรือสปริงเกอร์ก็ได้ วันละ10 -15 นาที วิธีควบคุมป้องกันทางใบ -ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า 40 กรัม (2 ช้อนแกง) ร่วมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กก.และน้ำเปล่า 15 ลิตร หมักทิ้งไว้ 6 ชั่วโมง ก่อนผสมน้ำหรือน้ำที่ละลายภูไมท์ซัลเฟต (ภูไมท์ซัลเฟต 20 กก.ต่อน้ำ 200 ลิตร ปล่อยให้ตกตะกอน 15 -20 นาที ) 200 ลิตร +ไคโตซาน MT 50 ซีซี. + ซิลิโคเทรช 100 กรัม + ม้อยเจอร์แพล้น 20 ซีซี. ก่อนนำไปฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบใต้ให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ ทุก ๆ 7 -15 วัน

ยับยั้ง ! ทะลายเน่าปาล์มน้ำมันแบบปลอดสารพิษไม่ใช้เคมีอันตราย

อาการทะลายเน่าในปาล์มน้ำมันนั้นเกิดจากเชื้อรา Marasmius palmivorusซึ่งจะแสดงอาการให้เห็นในระยะแรกคือจะพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราบนทะลายปาล์ม เส้นใยเจริญอยู่บริเวณช่องระหว่างผลปาล์มน้ำมัน โคนทะลายที่ติดทางใบต่อมาเส้นใยขึ้นปกคลุมทะลายทำให้ผลเน่าเป็นสีน้ำตาล แห้ง มีเชื้อราชนิดอื่นๆ เข้าทำลายต่อภายหลัง ในแปลงที่ไม่มีการกำจัดทะลายที่แสดงอาการเน่าออกจากต้น เชื้อราดังกล่าวจะกระจายไปยังทะลายใกล้เคียงตลอดจนโคนทาง ก้านทาง และใบย่อย สำหรับการระบาดนั้นส่วนใหญ่จะแพร่กระจายสปอร์โดยลม การควบคุมป้องกันโรค 1.หลีกเลี่ยงการไว้ทะลายปริมาณมาก ช่วงต้นปาล์มน้ำมันกำลังเจริญเติบโตให้ผลผลิตระยะแรก โดยให้ตัดช่อดอก(ทะลาย)ทิ้ง หรือช่วยผสมเกสรช่วงที่มีเกสรตัวผู้หรือแมลงช่วยผสมน้อย และควรตัดทะลายที่ผสมเกสรไม่สมบูรณ์ออกให้หมด ตลอดจนการตัดแต่งก้านทางใบให้สั้นลงเป็นการลดความชื้นที่คอทาง 2.ฉีดพ่นกำจัดสปอร์เชื้อราด้วยสารจุนสี (ฟังกัสเคลียร์) 20 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ทั้งบนใบใต้ใบ ผล ลำต้น โดยเฉพาะบริเวณทะลายที่พบเชื้อสาเหตุให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุกๆ 4 -5 วันครั้ง(รุนแรง) 3.ให้ฉีดพ่นสลับด้วยเชื้อไตรโครเดอร์ม่า 1 กก. ผสมต่อน้ำ 200 ลิตร หรืออาจจะนำเชื้อไตรโครเดอร์ม่า 20 กรัม ( 1 ช้อนแกง) ผสมกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กก.และน้ำเปล่า 15 ลิตร หมักทิ้งไว้ 6 -8 ชั่วโมง ก่อนผสมน้ำเพิ่มให้ครบ 200 ลิตรทั่วทั้งแปลงให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ แบบเดียวกับข้อ 2 โดยให้กระทำทุกๆ 7 วันครั้ง(รุนแรง) 4.กรณีฉีดพ่นเพื่อควบคุมการระบาดให้กระทำทุกๆ 20 วันครั้ง หรือหลังจากตัดเก็บทะลาย โดยให้ฉีดพ่นสลับระหว่างข้อ 2 และข้อ 3 ครั้งต่อครั้ง ในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ทุกครั้งให้ปรับสภาพน้ำด้วยซิลิซิค แอซิค 50 กรัม ร่วมกับสารจับใบ(ม้อยเจอร์แพล้นท์) 50 ซี.ซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร ก่อนผสมฉีดพ่น เกษตรกรท่านใดต้องการสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอกรินทร์(วัชนะ)ช่วยชู(นักวิชาการชมรมฯโทร.081-3983128 หรือติชมผ่าน Email :accs.thai@gmail.com