ดินทรายเป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ขาดธาตุอาหาร อาจมีบ้างแต่ก็เล็กๆน้อยๆ ไม่เหมือนดินประเภทอื่น หนำซ้ำไม่อุ้มน้ำ รากพืชแผ่ขยายชอนไชหาอาหารได้น้อย ทำให้ไม่เจริญเติบโตงอกงามตามที่ควรจะเป็น แต่ก็พอมีดีอยู่บ้างคือระบายน้ำดี ดีจนน่าใจหายชนิดที่ว่าไม่มีเหลือให้เก็บในดินเลย ส่งผลให้พืชคายน้ำเร็ว เหี่ยวเฉาง่าย หากเป็นเช่นนี้บริเวณกว้างๆ นานๆ อาจทำให้ต้นพืชเหี่ยวเฉายืนต้นตายและขาดทุนได้ในที่สุด
|
|
ปรับปรุงดินทรายให้เกิดคุณภาพเริ่มจากการเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดิน ซึ่งอาจเกิดจากการเพิ่มอินทรียวัตถุ เศษไม้ใบหญ้าลงในดิน ไม่ถากหรือวัชพืชคลุมดินแต่ใช้วิธีดายหรือตัดแทน อาจกล่าวรวมไปถึงการใช้โพลีเมอร์ใส่รองก้นหลุมก่อนปลูกกล้าไม้หรือฝัง-หว่านรอบทรงพุ่มต้นที่ปลูกแล้ว นอกจากนี้แล้วการพรวนดินเพื่อเพิ่มช่องว่างอากาศในดิน ช่วยให้ดินไม่จับตัวแน่นอากาศแทรกตัวได้ การปลูกแฝกก็อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มช่องว่างในดิน เนื่องจากของแฝกมีระบบรากที่ยาว บางคนอาจมีคำถามในใจ “แล้วอย่างนี้ทำไมไม่เว้นหญ้าคาไว้ ง่ายด้วยไม่ต้องปลูกใหม่ ก็เพราะหญ้าคามันแตกหน่อเก่งแผ่ขยายเร็วควบคลุมลำบาก”
ยิ่งอากาศร้อนยิ่งทำให้พืชสูญเสียน้ำง่าย บวกกับอุณหภูมิที่ยิ่งทวีสูงขึ้นเรื่อยๆ ผนวกกับดินทรายอุ้มน้ำได้น้อย ไม่เพียงพอให้พืชดูดซับน้ำไปใช้ เมื่อเซลล์พืชขาดน้ำนานๆปากใบจะเริ่มปิด ใบเริ่มเหี่ยวเฉา นานเกินไปอาจทำให้พืชยืนต้นตาย ดินร่วนปนทราย ดินทรายเป็นดินที่ธาตุอาหารน้อย ไม่เก็บความชื้น น้ำไหลผ่านง่าย ควรปรับปรุงโครงสร้างเนื้อดินด้วยการหว่านซอยพลัส 40-60 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซับน้ำ สร้างความชื้นในดิน เมื่อดินดูดซับน้ำได้ดีก็แทบไม่ต้องกังวลเรื่องปลูกพืชบนดินทรายอีกต่อไป สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-6929660 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย : ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12932&Param2=17
วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com
|
บล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อเสนอผลงาน แนวทาง ทางเลือกใหม่ ในการทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ยึดหลักความรับผิดชอบต่อสังคมผสมผสานกับการพาณิชย์ กล่าวคือ ช่วยเหลือให้คำปรึกษา แนะนำชี้ทางถูกผิด 30% ผสมผสานงานขาย 70% เพื่อความคงอยู่ขององค์กรหรือหน่วยงานต้นสังกัดกล่าวคือชมรมเกษตรปลอดสารพิษ ปรัชญาประจำตัวคือ "ทุกแนวคิด ทุกคำตอบ ทุกงานวิชาการ เพื่อเกษตรกรไทย"สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:คุณเอกรินทร์ ช่วยชู โทร.081-3983128
วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
เมื่ออากาศร้อน น้ำน้อย ควรปรับปรุงดินก่อนปลูกพืชบนดินทราย
วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556
อ้อยผลผลิตดี ลดการใช้ปุ๋ย ต้นทุนต่ำ ด้วยพูมิชซัลเฟอร์
เรื่องที่ผู้เขียนจะนำเสนอในวันนี้เป็นเรื่องของเกษตรกรที่ปลูกอ้อยแล้วได้ผลผลิต
ค่อนข้างสูงเลยที่เดียวมาบอกเล่าเก้าสิบให้กับท่านสมาชิกที่ปลูกอ้อยอยู่ใน
เวลานี้ได้ทราบข้อมูลของเพื่อนสมาชิกที่ปลูกอ้อยเหมือนกัน
เผื่อจะได้เป็นข้อมูลหรือเทคนิคใหม่ๆไปปรับใช้ในไร่ของท่าน
เกษตรกรท่านนี้ไม่ใช่ใครอื่นคือคุณบุญลอง
ประทุมมาหรือพี่ลอง
อาชีพหลักมนุษย์เงินเดือนในโรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งย่านนวนคร
ที่ปลูกอ้อย 5 ไร่ เป็นที่ของพ่อตาเดิมทีตรงไม่ได้ทำอะไร
รกร้างว่างเปล่า พี่ลองเลยขอพ่อตาลองเอาอ้อยไปปลูกดู ซึ่งก็ปลูกแบบฝากเทวดาเลี้ยง
ไม่ได้ดูแลอะไรมากมายนัก แบบชาวไร่อ้อยท่านอื่นๆทั่วไป
|
|
หลังจากนำพันธุ์อ้อยมาปักลงในแปลงประมาณ 1 เดือนก็ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 6 กระสอบ ผสมร่วมกับพูมิชซัลเฟอร์ 5 กระสอบหว่านไปในไร่อ้อยทั้ง
5 ไร่ที่ทำเพียงแค่ครั้งเดียวแล้วไม่ได้ใส่ปุ๋ยอีกเลยจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิต
จากการสอบถามเก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้คำตอบว่า พี่ลองได้ปลูกอ้อยมา 2 ปีหรือว่าปลูกอ้อยมา 2 ตอแล้วผลผลิตที่ได้ 2 ปีที่ผ่านมาพอๆกันคือเกือบ 100 ตัน ซึ่งปีแรกขายอ้อยเป็นท่อนพันธุ์ให้กับเกษตรกรใกล้เคียงส่วนปีนี้ที่พึ่งตัดไปได้ผลผลิต
98 ตัน ได้ขายเข้าโรงงานอ้อยไปแล้ว นอกจากยังบอกตบท้ายอีกว่า
ผลผลิตที่ไร่ของพ่อตาตัวเองนั้นสูงกว่าไร่อ้อยเจ้าอื่นๆในย่านอำเภอตากฟ้า
อำเภอตาคลี กว่าครึ่ง
แถบนี้ผลผลิตอ้อยอย่างมากสุดไม่เกิน12 ตันต่อไร่ แถมยังต้องใส่ปุ๋ย 2-3 ครั้ง
ต่อรอบ ต่างจากพี่ลองที่ใส่ปุ๋ยแค่รอบเดียว
และยังบอกอีกว่าปัจจัยที่ทำให้อ้อยที่ปลูกได้ผลผลิตดีน่าจะมาจากพูมิชซัล
เฟอร์ ที่คอยจับตรึงปุ๋ยให้ละลายช้าลง
ทำให้อ้อยมีปุ๋ยกินเป็นเวลานาน
ประกอบกับดินที่ปลูกเป็นดินใหม่ยังไม่เคยเพาะปลูกอะไรเลยทำให้สารอินทรีย์
วัตถุและธาตุอาหารต่างๆที่อยู่ในดินยังอุดมสมบูรณ์ทำให้อ้อยที่ปลูกได้สาร
อาหารที่เพียงพอ
ทำให้การเจริญเติบโตดี พี่ลองบอกว่าตอนนี้กำลังจะใส่ปุ๋ยอ้อยตอที่ 3
แต่ก็ไม่ลืมนำพูมิชซัลเฟอร์มาผสมปุ๋ยหว่านเหมือนก่อน
ได้ผลเป็นอย่างไรผู้เขียนจะเก็บข้อมูลมาบอกเล่าเก้าสิบให้กับพี่น้องชาว
เกษตรปลอดสารพิษอย่างแน่นอนครับ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.02-9861680-2 หรือ
085-9205846 (คุณจตุโชค)
เขียนและรายงานโดย :
ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12918&Param2=3
วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email
: thaigreenagro@gmail.com
|
|
|
วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2556
ปรับปรุงดินทรายให้อุ้มน้ำ เหมาะกับพืชหน้าแล้ง
|
วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556
ผักปลอดสารต้นทุนต่ำทำได้ แม้ราคาผันผวนก็ไม่ต้องแคร์ ขอแค่คนยังกินผัก
|
วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556
“ปุ๋ย” ใช้ให้เป็นใช้ให้ถูก ประโยชน์มากกว่าเสียแน่นอน
ปุ๋ยยูเรียหรือไนโตรเจนใช้เดี่ยวๆ
บ่อยๆ นานๆ จะทำให้พืชอ่อนแอเพราะขาดธาตุอาหารหลักอย่างฟอสฟอรัส โพแทสเซียม อีก
2ตัว เมื่อใช้ไปเรื่อยๆอย่างไม่สมดุลความแข็งแกร่งของต้นพืชลดลง
ไม่ว่าชนิดหรือพันธ์พืชจะดี จะเก่ง สักแค่ไหนก็ไม่สามารถต้านทานโรคแมลงได้ไหว
สุดท้ายแล้วพืชก็อ่อนแอเป็นโรคง่าย แต่หากก้มมองข้างกระสอบสังเกตว่าจะระบุแนะนำให้ใช้เดี่ยวๆ
กับพืชบ้างชนิดอย่างข้าว อ้อยฯลฯ
แม้แต่หน่วยงานภาครัฐก็ยังส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ในทิศทางเช่นเดียวกัน
อย่างเช่นใช้ยูเรียแต่งหน้าข้าวในนาให้ใบดูเขียวเสมอ
โดยที่ไม่เติมปุ๋ยธาตุอาหารใดเลย
|
|
พืชแต่ละชนิดต้องการธาตุอาหารหลัก
(ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม) ธาตุรอง (แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน) ธาตุเสริม
(เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี โบรอน โมลิบดินัมและคลอรีน) ในอัตราที่เหมาะสม
ซึ่งขึ้นอยู่ชนิดพันธุ์พืชนั้นๆด้วย สภาพดินที่ง่ายต่อการถูกชะล้างอย่างดินทราย
มักจะขาดธาตุอาหารหรือปุ๋ยเทียบทุกตัว ดินประเภทนี้ควรใช้ปุ๋ยคอกเข้ามาร่วมมากหน่อย
ปุ๋ยเคมีที่นำมาใช้ควรมีธาตุอาหารครบทั้ง 3 ตัว ซึ่งอาจเป็นสูตรเสมอก็ได้เพราะง่ายต่อการจดจำ
แต่หากต้องการปรับปรุงดินในสภาพดินทรายไปด้วยให้ใช้ซอยพลัส 40-60
กิโลกรัมคลุกผสมร่วมปุ๋ยเคมี 50 กิโลกรัมหว่านกระจายทั่วแปลงหรือรอบๆทรงพุ่ม 2-3
เดือนครั้ง
ดินลุ่มน้ำหรือที่ลุ่มสองฝั่งลำน้ำดินเหนียวมีโพแทสเซียมเยอะเพราะน้ำท่วมบ่อยหรือเขตดินดำอย่างปทุมธานี
อยุธยา ฉะเชิงเทรา ฯลฯ
ซึ่งแถบนี้จะมีโพแทสเซียมธรรมชาติในเนื้อดินค่อนข้างมากไม่จำเป็นต้องปุ๋ยตัวท้าย (K)
เลยก็ยังได้ แต่ที่ควรระวังคือดินแถบนี้ส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นกรดถึงกรดจัด
ควรใช้โดโลไมท์ ปูนมาล์ลหรือหินฟอสเฟตปรับปรุงดินก่อน
เพื่อลดความเป็นกรดในเนื้อดินไม่ให้เป็นพิษต่อพืชที่จะปลูก
ก่อนปรับปรุงดินทุกครั้งควรตรวจวัด pH
ของดินก่อนทุกครั้ง ซึ่งอาจจะตรวจวัดเองหรือใช้บริการพัฒนาที่ดินหรือหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน
ดินแต่ที่แต่ละแห่งไม่เหมือนกัน
เซลล์ขายปุ๋ยมักเหมารวมแนะนำสูตรอะไรก็ได้ที่หว่านแล้วเขียวเร็ว
ผลที่ตามมาแก้ปัญหาทีหลังเพื่อขายยาต่อ ชนิดที่ว่า “ยิงกระสุนนัดเดียวได้นก 2 ตัว”
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
02-9861680 -2 หรือ 081-3983128 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย :
ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12888&Param2=17
วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email
: thaigreenagro@gmail.com
|
|
|
วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556
ผลผลิตมะนาวออกตรงใจ ได้เงินได้กำไร
หากต้องการมีผลผลิตมะนาวไว้ขายช่วงเดือนมีนา-เมษา
เราต้องให้มะนาวออกติดผลช่วงเดือนตุลา-พฤศจิกา หรือประมาณ 5-6
เดือนตั้งแต่วันที่บังคับให้ออกดอก
แต่โดยมากมะนาวจะไม่ค่อยออกดอกติดผลใหม่หากบนต้นยังผลติดอยู่มาก ดังนั้นต้องเก็บผลผลิตให้หมดตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนหรือช้าสุดก็เดือนตุลาคม
จากนั้นใส่ปุ๋ยสูตร 14-14-21 บำรุงทางดินให้ออกดอก แต่ถ้าต้นงาม เฝือใบ บ้าใบจัด
ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 คลุกเคล้าร่วมกับพูมิชแทน ต้นละ 1-2 กิโลกรัมต่อต้น
|
|
หากให้ปุ๋ยทางดินผิดบ้างไม่ต้องตกใจ
ไม่มีผลกระทบกับมะนาวมากนัก ไม่เหมือนปุ๋ยน้ำที่ฉีดพ่นให้ทางใบที่ต้องคอยละเมียดระวัง
ต้องใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพราะบางอย่างให้มากไปใบไหม้ ดอกร่วง ผลอ่อนร่วง
ต้นไหนที่ใบเยอะเขียวมันอยู่แล้วอาจฉีดพ่นแค่ปุ๋ย 0-52-34 2 ช้อนแกงร่วมกับน้ำตาลทราย 2 ช้อนแกง และซิลิโคเทรซ
5 กรัม ผสมในน้ำเปล่า 20 ลิตร ทุกๆ 7 วัน/ครั้ง
ให้แก่มะนาวที่ใบเต็มต้นและเก็บผลหมดแล้ว ตลอดช่วงเดือนกันยา-ตุลา
จนกว่ามะนาวจะออกดอกติดผลเต็มต้น
เอ็นเอเอ, จิบเบอเรลลินใช้ได้บ้างช่วงที่มะนาวเริ่มติดผลดีแล้ว
ทำให้ขั้วเหนียวขึ้น ลดการหลุดร่วงหรืออาจฉีดพ่นไวตาไลเซอร์ร่วมกับไคโตซานMT และแคลเซียม-โบรอนแทนก็ได้ นอกจากนี้อาจเสริมโดยการฉีดพ่นโพแทสเซียมฮิวเมทร่วมกับปุ๋ยสูตร
5-55-20 ป้องกันดอก-ผลหลุดร่วง ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
02-9861680-2 หรือ 081-6929660 (เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย :
ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12860&Param2=4
วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email
: thaigreenagro@gmail.com
|
|
|
วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556
หนอนเจาะไส้ดอกมะลิ แก้ได้ไม่ต้องปนเปื้อนสารเคมี
ปัญหาที่สร้างความหนักใจให้กับคนปลูกมะลิมีไม่กี่อย่าง
หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นหนอนเจาะไส้ดอกมะลิ
ส่งผลให้ดอกมะลิที่ถูกทำลายกลายเป็นสีม่วงไม่โต เหี่ยวแห้งติดต้นเก็บขายไม่ได้
หนอนเจาะไส้ดอกเกิดจากผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่ง ชอบวางไข่บนดอกอ่อนของมะลิ
ฟักตัวเป็นหนอนเจาะกินไส้ดอก ทำให้ดอกร่วงหล่น
จากนั้นจะทิ้งตัวเข้าดักแด้ตามเศษใบไม้แห้งบนดินบริเวณโคนต้น
|
|
พฤติกรรมการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ปุ๋ยของเกษตรกร
ส่วนใหญ่ฉีดพ่นเฉพาะซอกใบ ช่อดอกบนต้นเพียงเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้ดักแด้ไม่ตายสามารถลอกคราบออกมาเป็นผีเสื้อผสมพันธุ์วางไข่ได้อีก
ด้วยความที่ไม่รู้ไม่เข้าใจเกษตรกรก็เลยผสมยาในอัตราที่เข้มข้นหวังจะน็อกให้อยู่หมัด
และแล้วก็โดนน็อกเสียเองเนื่องจากยาเคมีราคาแพง
จริงๆแล้วการใช้ยาเคมีไปนานๆหรือบ่อยครั้งทำให้สารพิษตกค้างในดินในต้นมะลิที่เราฉีดพ่น
รวมถึงคนเก็บดอก คนร้อยพวงมาลัยที่ใจดีรับสารพิษ(ความตาย)ไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว
จะรู้อีกทีร่างกายเขาเริ่มอ่อนล้าอ่อนแรง
การผลิตดอกมะลิให้ปลอดสารเคมี
ปลอดหนอนเจาะไส้ดอกนั้นไม่ยาก อยู่ที่ใจว่าพร้อมหรือเปล่า ถ้าพร้อมเริ่มตั้งแต่การศึกษาขั้นตอนการปลูก
การปรับปรุงดินว่าสภาพดินอย่างนี้ควรปรับปรุงอย่างไรจึงเหมาะ
ดินเปรี้ยว(กรด)ควรใช้สารตัวไหนปรับ แล้วดินเค็ม(ด่าง)ล่ะใช้ตัวไหนถึงจะดี ชาวสวนสมัยใหม่สมควรรู้
ซึ่งสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกทาง แล้วต้นมะลิต้องการธาตุอาหารอะไร เท่าไร
ช่วงไหน เก็บดอกได้เมื่อไรเหล่านี้เป็นต้น
ดินเปรี้ยวหรือที่ทางการเรียกว่า “ดินกรด”
คือดินที่มีค่า pH ต่ำกว่า 5.8 ให้ใช้โดโลไมท์หรือปูนมาร์ลหว่านปรับสภาพ
แต่ถ้าเมื่อวัดแล้ว pH กลับสูงกว่า 6.3
แสดงว่าดินตรงนั้นเค็มหรือ “ดินด่าง”นั้นเองให้ใช้ภูไมท์ซัลเฟตกระสอบสีแดงหว่านปรับสภาพแทน
ส่วนพื้นที่ใดที่มีค่า pH อยู่ระหว่าง 5.8-6.3
แสดงว่าพื้นที่ของท่านมีเหมาะสมต่อการปลูกพืชมากที่สุด เพราะที่ pH 5.8-6.3
แร่ธาตุในดินสามารถปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืชได้ใช้ประโยชน์มากที่สุด โอกาสขาดธาตุโดยเฉพาะธาตุเสริมก็มีน้อยลง
เมื่อต้นมะลิได้รับธาตุอาหารเหมาะสม
ต้นแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ค่อยเป็นโรค สามารถให้ผลผลิตเต็มที่
แต่หากต้องการเพิ่มภูมิต้านทานป้องกันโรคแมลงแล้วล่ะก็
เวลาใส่ปุ๋ยครั้งใดให้คลุกผสมด้วยพูมิชในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อปุ๋ยเคมี 50
กิโลกรัมหรือหากเป็นปุ๋ยคอกให้ใช้ 100 กิโลกรัม ซิลิก้าที่อยู่ในเนื้อพูมิชสามารถช่วยป้องกันหรือเป็นเกราะป้องกันโรคแมลงได้
แต่หากช่วงไหนมีหนอนเจาะไส้ดอกระบาดให้หมักขยายเชื้อบีทีชีวภาพร่วมกับสมุนไพรไทเกอร์เฮิร์ป
ฉีดพ่น 3 วันหรือ 5 วันครั้งตามเหมาะสมกับโปรแกรมที่ท่านวาง
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 089-4442366
(เอกรินทร์)
เขียนและรายงานโดย :
ทีมงานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=12831&Param2=5
วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556 เสนอแนะติชมได้ที่ email
: thaigreenagro@gmail.com
|
|
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)