วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ข้าวเกิดโรคใบไหม้ในหน้าฝน เพราะอิทธิพลของสปอร์เบื้อไพริคูลาเรีย (pyricularia app.)




ในห้วงช่วงของความโชคดีที่มีพายุพัดพาดผ่านบ้านเราอยู่หลายลูกพอควรตั้งแต่ นอกุรี, รามสูรและล่าสุดพายุแมทโม่ ทำให้พื้นที่หลายส่วนของประเทศไทยมีความชุ่มชื่นเย็นฉ่ำพอควร ส่งผลให้พืชไร่ไม้ผลที่กำลังผจญกับความแห้งแล้งมีอันรอดพ้นจากการยืนต้นตาย ไปได้มากพอสมควร จะอย่างไรก็ดีการที่มีฝนตกน้ำท่วมก็น่าจะดีกว่าภัยแล้ง เพราะยังมีความชุ่มชื้นเย็นฉ่ำหรือบรรยากาศโดยทั่วไปในพื้นที่ใกล้เคียงก็ น่าจะร่มรื่นชื่นเย็นเขียวขจี จะมีก็เฉพาะพื้นที่ลุ่มหรือพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะซึ่งเป็นศูนย์รวมน้ำ อาจจะมีปัญหาน้ำท่วมได้ ไม่ว่าจะฝนแล้งหรือน้ำท่วม ถ้าเลือกได้คงไม่อยากเลือกทั้งสองอย่าง อยากให้ฝนฟ้าอากาศอยู่ในจุดที่พอเหมาะพอดีเพื่อที่ประชาชนคนเดินดินใต้ผืน ฟ้าอย่างเราๆจะได้ไม่ต้องทุกข์ร้อน

แต่อย่างว่าชะตาให้มนุษย์กำเนิดเกิดมาในห้วงช่วงสองแสนกว่าปีนี้จะต้อง ดำเนินชีวิตไปตามสังสารวัฎในทางพุทธะก็คือจะต้องเกิดมาชดใช้กรรมนั่นเอง จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องยอมรับกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่สลับสับเปลี่ยนหมุน เวียนลงมาให้มนุษย์ได้สัมผัสหลากหลายรูปแบบทั้งสีนามิ แผ่นดินไหว อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ โดยเฉพาะวาตภัยที่เกิดจากฝนฟ้านั้นนอกจากมนุษย์จะเดือดร้อนโดยตรงแล้ว ยังทำความเดือดร้อนให้กับมนุษย์ทางอ้อมด้วยโดยฝนนั้นมักจะมาพร้อมกับเชื้อรา โรคพืชซึ่งสาเหตุมาจากสปอร์ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศเมื่อมีความชื้นจากหมอกน้ำ ค้างหรือสายฝนก็ทำให้ร่วงหล่นตกลงมาสู่พื้นดิน บางส่วนค้างตามกิ่งก้านใบทำให้เกิดโรคใบจุดใบด่างใบดำใบไหม้ ฯลฯ

โดยเฉพาะปัญหาในแปลงนาข้าวของพี่น้องเกษตรกร โรคใบไหม้ ไม่ว่าจะเป็นระยะกล้า ระยะแตกกอ หรือระยะออกรวง นั้นต้องระวังกันไว้หน่อยนะครับ โดยเฉพาะเชื้อรา ไพริคูลาเรีย (pyricularia grisia sacc.). นั้นจะทำให้ข้าวระยะกล้าใบมีสีน้ำตาลเป็นวงขยาย ระยะแตกกอกาบใบแห้งเหี่ยวเน่าหลุดร่วงง่าย ระยะออกรวงก็จะมีปัญหาเน่าคอรวงเมล็ดลีบแบน ถ้ารู้หรือเจอสถานการณ์ในลักษณะนี้ท่านผู้อ่านหรือพี่น้องเกษตรกรรีบนำบีเอส พลายหรือไตรโคเดอร์ม่าไปฉีดพ่นโดยเร็วเลยนะครับ และอาจจะเสริมสารเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างซิลิสิค ที่สกัดได้จากหินแร่ภูเขาไฟเพื่อให้การผสานเซล์หรือการฟื้นตัวเป็นไปอย่าง รวดเร็วด้วยนะครับ ท่านอาจจะฉีดพ่นสลับหรือใส่ไปพร้อมๆกันฉีดพ่นก็ได้นะครับ หรือจะใช้อย่างละ 5 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร หรือจะใช้วิธีหมักขยายเพื่อประหยัดต้นทุนก็ได้เข่นกัน รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อฝ่ายวิชาการชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้ที่เบอร์ 0-2986-1680-2 นะครับ

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=16096&Param2=14

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รับมือกับ”โรคแคงเกอร์”แบบปลอดภัยไร้สารผล


BS_Plaikeaw.gif















ช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฏาคม ที่ผ่านมามีเกษตรกรที่ปลูกมะนาวโทรเข้ามาปรึกษากับทางชมรมเกษตรปลอดสารพิษ เกี่ยวกับโรคแคงเกอร์และวิธีป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาวที่มักจะระบาด อย่างมากในช่วงถดูฝนค่อนข้างมาก ทางผู้เขียนเลยนำข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาวมาบอก เล่าให้พี่น้องเกษตรกรได้ทราบกัน ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนพันธุ์ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษน่าจะพอทราบว่าต้องใช้ จุลินทรีย์ที่ชื่อว่า บีเอสพลายแก้ว ในการป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์นี้ แต่ทางผู้เขียนขอนำมาบอกกล่าวอีกซักครั้งเพื่อเป็นการทวนความจำของท่านที่ ทราบวิธีป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์แล้ว และเป็นข้อมูลให้กับท่านที่ยังไม่ทราบวีธีแก้โรคแคงเกอร์มะนาวแบบชมรมเกษตร ปลอดสารพิษได้รู้โดยทั่วถึงกัน

โรคแคงเกอร์เป็นโรคที่ถ้าปลูกมะนาวแล้วเกษตรกรทุกคนต้องประสบพบเจอกับโรคนี้ สาเหตุของโรคเกิดจาก เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv.citri ( Hasse )Dye.  ลักษณะอาการ ใบของมะนาวจะแสดงอาการจุดนูนสีน้ำตาลเล็ก ๆ ล้อมรอบด้วยวงเหลือง พบทั้งสองด้านของใบ จุดเกิดกระจัดกระจายหรืออาจรวมกันทำให้เป็นแผลกว้าง
อาการที่ผลจะเห็น จุดสีน้ำตาล เนื้อเยื่อกลางจุดมักแตกเป็นแอ่ง จุดแคงเกอร์บนผลที่เป็นโรคมากจะเชื่อมตัวกันเป็นแผลกว้างบนผล เชื้อแบคทีเรียจะเข้าทำลายที่ใบ กิ่งและลำต้นตามลำดับ


วิธีการป้องกันกำจัดส่วนใหญ่เกษตรกรที่ปลูกมะนาวจะใช้สารเคมีป้องกันกำจัด เชื้อรากลุ่มทองแดง เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ หรือไม่ก็ สเตรปโตมัยซินซัลเฟต ฉีดพ่น แต่ก็ไม่ค่อยได้ผล ในทางกลับกัน คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ และ สเตรปโตมัยซินซัลเฟต ยังทำให้ต้นมะนาวโทรมลงกว่าเดิมและสารเคมียังตกค้างภายในดิน ทำให้ต้นมะนาวขาดภูมคุ้มกันทำให้โรคแคงเกอร์กลับมาระบาดอีก


วิธีการรักษาโรคเเคงเกอร์แบบฉบับชมรมเกษตรปลอดสารพิษจะใช้วิธีชีวภาพ  โดยการใช้จุลินทรีย์ที่ชื่อว่า บีเอสพลายแก้ว วิธีการใช้ก็สามารถใช้ได้หลายรูกแบบแล้วแต่ความสะดวกของท่านเกษตรกรเอง วิธีที่1 ใช้จุลินทรีย์บีเอสพลายแก้ว ในปริมาณ 5 กรัม หมักกับน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล โดยทำการเฉาะผลมะพร้าวอ่อนทำเป็นฝาแง้มเปิด หยอดเชื้อลงไปแล้วหมักทิ้งไว้ให้ได้ 24 ชั่วโมงและไม่เกิน 48 ชั่วโมง หลังจากหมักได้ที่แล้วนำมาผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน ในช่วงระยะเวลาแดดอ่อน หรือจะใช้ นมยูเฮชที รสหวาน 1 กล่อง หรือ นมถั่วเหลือง (แลคตาซอย, ไวตามิ้ลท์) 1 กล่อง นำมาเทใส่ถุงร้อน นำหนังยางมาผูกทำเป็นหูไว้ข้างหนึ่ง หยอดเชื้อลงไป 5 กรัม แล้วนำไปแขวนไว้ในที่ร่มทิ้งไว้โดยใช้ระยะเวลาเท่ากันกับวิธีหมักกับวิธีที่ 1 หลังจากหมักได้ที่แล้วก็นำมาผสมกับ น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นได้เหมือนกัน หรือเกษตรกรที่ปลูกเยอะฉีดยาที่ใช้น้ำเป็น 1000-2000 ลิตร ก็ใช้วิธีหมักสูตรไข่ไก่ก็ได้ คือนำไข่ไก่ 5 ฟอง มาตอกลงในน้ำ 20 ลิตร คนให้ไข่แตกแล้วใส่เชื้อบีเอสพลายแก้วลงไป 5-10 กรัม จากนั้นใช้เครื่องตีออกซิเจนมาจุ่มหรือหย่อนทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมงเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นนำมาที่หมักไปขยายกับน้ำอีก 80 ลิตร รวมเป็น 100 ลิตรแล้วนำไปฉีดพ่น(ถ้าใช้น้ำมากกว่านี้ก็ใช้การเทียบอัตรากันเอาเองนะครับ สำหรับการฉีดถ้าโรคแคงเกอร์ระบาดอย่างรุนแรงให้ฉีดทุกๆ 3 วัน กรณีฉีดป้องกันให้ฉีดทุก 7-10 วัน(ถ้ามีฝนตกในวันที่ฉีดให้ทำการฉีดใหม่ในวันถัดไป)


วิธีการป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาวด้วยจุลินทรีย์บีเอสพลายแก้วของทาง ชมรมเกษตรปลอดสารพิษนี้ค่อนข้างได้ผลดีเยี่ยมจากการเก็บข้อมูลจากสมาชิกของ ทางชมรมฯที่ปลูกมะนาวอยู่ เช่นสมาชิกทางแถบ อำเภอทางยาง จังหวัดเพชรบุรี ที่เป็นแหล่งปลูกมะนาวอันดับต้นๆของเมืองไทย สมาชิกทางอำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตรก็ได้ผลเป็นที่หน้าพอใจ นี่ยังไม่รวมอีกหลายแหล่งที่ใช้วิธีนี้แล้วได้ผลทั้งที่ สุพรรณบุรี ลพบุรี ทางภาคอีสานก็เยอะ ถ้ายังไงเกษตรกรที่ปลูกมะนาวแล้วมีปัญหาเกี่ยวกับโรคแคงเกอร์อยู่ในเวลานี้ ก็ลองนำวิธีแบบชมรมเกษตรปลอดสารพิษไปแก้ปัญหาของท่านดูแล้วกันนะครับ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.085-9205846085-9205846 (ผู้เขียน) หรือสอบถามไปที่เบอร์ HOT LINE ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษได้ที่เบอร์ 084-5554205084-5554205 ถึง 084-5554209084-5554209

เขียนและรายงานโดย นายจตุโชค จันทรภูมี

http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=16085&Param2=4 

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ปลูกข้าวทำนา ปรับปรุงบำรุงดินด้วยหินแร่ภูเขาไฟ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี


 ภูไมท์ซัลเฟต4.5.gif





















เมื่อ 75,000 ปีที่ผ่านมาภูเขาไฟลูกแรกที่ระเบิดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเซีย บนเกาะสุมาตรา ซึ่งเป็นประเทศที่มีเกาะแก่งเยอะแยะมากมาย ภูเขาไฟที่ว่านี้มีชื่อว่าโทบา มีความรุนแรงหนักหน่วงจนได้ยินเสียงคำรามเลื่อนลั่นสั่นสะเทือนไปไกลหลาย ร้อยกิโลเมตร มีเศษหินฝุ่นควันขี้เถ้าขนาดใหญ่มหึมาปกคลุมพื้นโลกและบดบังดวงอาทิตย์นาน เป็นเดือนๆ ว่ากันว่าการระเบิดของภูเขาไฟโทบานั้นก่อให้เกิดยุคน้ำแข็งยุคใหม่ของโลก ขึ้นมาเลยเลยทีเดียว

ต่อมาในปี 1815 ก็เกิดการระเบิดเลื่อนลั่นสั่นสะเทือนอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เสียงดังออกไปไกลกว่า 850 กิโลเมตร แม้แต่ผู้ที่อาศัยอยู่ที่ประเทศไทยเราก็ยังได้ยินเสียงด้วย ในยุคสมัยนั้นประชาชนคนทั่วไปคิดว่าเป็นเสียงปืนใหญ่ของฝรั่งเศษเพราะกำลัง มีเรื่องพิพาทกันอยู่ในยุคของสมัยรัชกาลที่ 5 ภูเขาไฟลูกที่ว่านี้มีชื่อว่า "แทมโบรา" เศษผงเถ้าธุลีลอยคละคลุ้งมืดดำบดบังดวงอาทิตย์นานหลายเดือนทำให้โลกเวลานั้น ไม่มีฤดูร้อนย่างกรายเข้ามา กว่าละอองเถ้าธุลีจะร่วงหล่นลงมาจนท้องฟ้าโปร่งใสก็ใช้ระยะเวลาเป็นปี

นับจากนั้นอีก 150 ปีต่อมา นักวิทยาศาสตร์จึงได้รู้ว่าการระเบิดของภูเขาไฟ "แทมโบรา" นั้นเป็นการระเบิดของภูเขาไฟที่รุนแรงที่สุดในรอบหมื่นปี แม้แต่การระเบิดของภูเขาไฟวิสุเวียสที่อิตาลี มีลาวาไหลท่วมทับคนตายทั้งเป็น หรือการระเบิดของภูเขาไฟกรากาตัว  (Krakatoa) ในปี 1883 มีเสียงกึกก้องไปไกลถึง 4,828 กิโลเมตรหรือ 3,000 ไมล์ มีคลื่นยักษ์สึนามิถาโถมสูงถึง 100 ฟุต มีคนล้มตายตายมากถึง 3.5 หมื่นคน ความรุนแรงก็ยังไม่เทียบเท่ากับการระเบิดของภูเขาไฟ "แทมโบรา" และถ้าอยากรู้ความรุนแรงในครั้งนั้นก็น่าจะเทียบได้กับความรุนแรงของการ ระเบิดปรมาณูที่อเมริกาบอมทิ้งใส่เมืองฮิโรชิม่าเท่ากับ 60,000 ลูกทีเดียวเชียวล่ะครับ

ลักษณะการเกิดของภูเขาไฟว่ากันว่า 95% จะเกิดตรงรอยต่อรอยเกยของแผ่นเปลือกโลกที่เรียกว่า subduction Zone และอีก 5% จะเกิดตรงกลางแผ่นทวีปซึ่งมีความหนาถึง 40-60 กิโลเมตร และมิได้เป็นแผ่นเดียวกันตลอดทั่วทั้งโลก การแบ่งลักษณะของเปลือกโลกทางภูมิศาสตร์จะแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ Oceanic Plate ซึ่งเป็นแผ่นทวีปที่อยู่ในท้องทะเล และ continental Plate คือแผ่นที่เหนืออยู่บนพื้นน้ำซึ่งก็คือแผ่นดินที่เรามองเห็นนั่นเอง และทุกๆความลึกของชั้นเปลือกโลกที่ 60 ฟุต อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1 องศาฟาเรนไฮด์ แผ่นเปลือกโลกชั้นในที่อยู่ใกล้แกนโลกจะได้รับความร้อนมหาศาลจนหลอมละลาย กลายเป็นหินหนืด (แมกมา) มีลักษณะไหลวนเวียนไปมาเหมือนน้ำเดือดในกาต้มน้ำ จะมีไอน้ำส่วนหนึ่งระเหยออกทางรอยแยกเหมือนไอน้ำระเหยทางปากของกาต้มน้ำ. อุณหภูมิของหินหนืดจะอยู่ระหว่าง 980-1,200 องศาเซลเซียส และมีแรงดันอยู่ที่ 1 ล้านปอนด์ต่อตารางนิ้ว พร้องที่จะระเบิดทะลักทะลายออกมาตรงส่วนที่อ่อนแอที่สุดของแผ่นเปลือกโลกไม่ ว่าจะเป็นรอยเหลื่อม รอยแยก รอยแตกหรือรอยร้าว และเราเรียกว่าของเหลวที่หลั่งออกมานั้นว่า  "ลาวา"

หินหนืดหรือแมกมาเมื่อถูกแรงดันแรงผลักใต้ชั้นเปลือกโลกอย่างมหาศาลผลักดัน ให้ระเบิดเกิดขึ้นสู่ปากปล่องภูเขาไฟจนกลายเป็น "ลาวา" มาสัมผัสกับแรงดันของชั้นบรรยากาศบนผิวโลกที่บางเบาเพียงหนึ่งชั้นบรรยากาศ จึงเกิดการพองขยายตัวเหมือนข้าวโพดคั่วหรือป๊อปคอร์น ก๊าซและไอน้ำระเหยออกเกิดช่องว่างและอากาศเข้ามาแทนที่มีรูพรุนและโพรงมาก มายเมื่อเย็นตัว  ซึ่งมีองค์ประกอบของแร่ธาตุและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ได้จากการหลอมละลาย จากหินแร่ธรรมชาติ(Mineral) และมีคุณสมบัติที่พร้อมต่อการผุกร่อนย่อยสลายกลายเป็นอาหารแก่สิ่งมีชีวิตบน โลกทั้งแพลงค์ตอน, พืช, สัตว์ และจุลินทรีย์ ฯลฯ

การนำหินลาวา หินแร่ภูเขาไฟที่ผ่านความร้อนหลายร้อยหลายพันองศา และถูกปล่อยทิ้งไว้จนเย็นตัวลง ผ่านกาลเวลาหลายสิบหลายร้อยล้านปี จึงมีความพร้อมต่อการทำหน้าที่เป็นแร่ธาตุและสารอาหารเติมเต็มความอุดม สมบูรณ์ปรับปรุงบำรุงดิน จนดินมีคุณสมบัติคล้ายกับดินตามป่าเขาลำเนาไพรที่มีความสมบูรณ์ดียิ่ง เมื่อมีการนำไปเติมเสริมลงในแปลงเรือกสวนไร่นา ก็ทำให้ผืนดินบริเวณนั้นถูกจำแลงแปลงผืนดินธรรมดาให้กลายเป็นพื้นที่ภูเขาไฟ คล้ายกับพื้นที่เกษตรกรรมบนเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่มีผู้คนชนทั่วโลกไปเยี่ยมชมการทำเกษตรท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่มิได้มี การฉีดพ่นปุ๋ยยาลงไปเสริมเติมแต่งแม้แต่หยดละอองเดียวก็สามารถทำให้พืชเจริญ เติบโตและแข็งแกร่งต้านทานต่อโรคแมลงเพลี้ยหนอนราไรได้เป็นอย่างดี การใช้หินแร่ภูเขาไฟปรับปรุงบำรุงดินในแปลงนาข้าวจะช่วยลดการใส่ปุ๋ยเคมีลง ไปได้มาก สะสมมากจนเพียงพอ จนแทบจะไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีอีกได้เลย สามารถช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตต่ำ กำไรเพิ่มขึ้นได้ไม่ยาก

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=16075&Param2=18

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตั้งรับสถานการณ์เอลณิโญ ปรับตัวแก้ปัญหาภัยแล้งที่ผิดปรกติ


Polymer_bottle.gif















เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นบึงกาฬ กันทรลักษณ์ จ. ศรีษะเกษ และทางปราจีนบุรี ซึ่งประชาชนคนนอกพื้นที่หรือเราๆท่านๆที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวอย่างเกาะติด ชิดขอบจออาจจะไม่ทราบและหลุดเฟรมไปได้โดยไม่ตั้งใจ ถึงแม้ว่าฝนจะตกลงมามากมายในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในป่าคอนกรีตอย่างกรุงเทพฯ รู้สึกว่าจะบ่อยและหนักหน่วงเกือบทุกวัน ฝนที่ตกลงมาและในบางพื้นมีน้ำท่วม (ภาคอีสาน) แต่น้ำในเขื่อนใหญ่ๆ หลายเขื่อนกลับมีน้ำน้อยกว่าปรกติเมื่อเทียบในช่วงเดียวกันกับปีก่อน ไม่ว่าจะเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิตต์ และเขื่อนที่ใกล้ๆเราอย่างเขื่อนขุนด่านปราการชลนั้นระดับน้ำลดลงจากปีก่อน ถึง 6% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน  บ่งบอกว่าพี่น้องเกษตรกรอาจจะมีความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งได้ เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ได้เขียนเล่าไว้บ่อยๆ ในคอลัมน์นี้เกี่ยวกับเรื่องปรากฎการณ์เอลณิโญ่ที่จะเกิดกับภูมิภาคเรา ทุกๆ4-5 ปี
 
ยิ่งมีข่าวเกี่ยวกับควันไฟป่าบนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซียทางช่อง PPTV ล้วนมีนัยยะที่สอดคล้องกับปรากฎการณ์เอลณิโญค่อนข้างแจ่มชัดจากการเตือนของ นาซ่า ปรากฎการณ์เอลณิโญ่คือปรากฎการณ์ความผิดปรกติของสภาพภูมิอากาศเหนือน่านน้ำ มหาสมุทรแปซิฟิกที่มีความกดอากาศสูงขึ้น กอรปกับอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกก็อุ่นหรือร้อนขึ้น มีผลทำให้ลมสินค้าตะวันออกที่เคยพัดพาดผ่านจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกอ่อนตัวลง จึงทำให้กระแสลมค่อยๆพัดตีกลับจากด้านมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตกไปยังฝั่ง มหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกแทนซึ่งทำให้เกิดปรากฎการณ์ที่ผิดปรกติหรือเรา เรียกกันว่า เอลณิโญ และลานินญา ซึ่งในสภาวะปรกติอุณหภูมิของน้ำบริเวณเส้นศูนย์สูตรจะสูงจากการที่ลักษณะทาง กายภาพบริเวณเส้นศูนย์สูตรอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ทำให้เกิดการระบายความร้อนกลาย เป็นไอระเหยขึ้นสู่บรรยากาศ และหย่อมความกดอากาศเหนือน่านน้ำมหาสมุทรก็ต่ำ ทำให้หย่อมความกดอากาศสูงไหลเข้ามาแทนที่ซึ่งก็คือลมสินค้าตะวันออกนั่นเอง ที่พัดพาเอากระแสน้ำอุ่นจากฝั่งทวีปอเมริกาใต้ เอกวาดอร์ ชิลี เปรู หรือฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกมาสู่ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก ซึ่งก็คือฝั่งทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะอินโดนีเซีย รวมถึงหมู่เกาะต่างๆที่อยู่บริเวณนี้ด้วย กระแสน้ำอุ่นที่ถูกลมสินค้าตะวันออกสินค้าตะวันออกพัดพามากองรวมอยู่ทางฟาก ออสเตรเลียและหมู่เกาะอินโดนีเซียทำให้ระดับน้ำฝั่งนี้สูงกว่าฝันตะวันออก ถึง 50-60 เซนติเมตร กระแสน้ำอุ่นฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกจึงยกตัวขึ้นทำให้กระแสน้ำเย็น ด้านล่างลอยขึ้นมาแทนที่พร้อมกับแร่ธาตุสารอาหารของภูเขาไฟใต้ท้องทะเลขึ้น มาทำให้มีแพลงค์ตอนและปลาเกิดขึ้นจำนวนมาก ส่งผลดีต่อนกทะเลและอาชีพประมงทางชายฝั่งชิลีและเปรูจนขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่ง จับปลากระตักหรือปลาไส้ตันเป็นอันดับต้นๆของโลก

เมื่อเกิดปรากฎการณ์เอลณิโญลมสินค้าตะวันออกอ่อนตัวลงกระแสน้ำอุ่นที่แต่ เดิมถูกพัดมารวมอยู่ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกจึงค่อยๆทยอยไหลกลับมาพร้อม กับลมที่พัดหวนทำให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกส่วนกลางและตะวันออก อุ่นขึ้นเกิดไอน้ำและฝนตก น้ำท่วม และกระทบกับอาชีพประมง นกอดอาหารจากกระแสน้ำอุ่นที่ไหลกลับมากดกระแสน้ำเย็นมิให้ลอยตัวขึ้น  ทางฝั่งมหาสมุทรฝั่งตะวันตกอย่างทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะอินโดนีเซียหรือ ตอนใต้ของเอเอชียอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรก็จะเย็นลง ไม่มีไอน้ำระเหยขึ้น จะกระทบฝนทิ้งช่วงเกิดปัญหาภัยแล้ง ควันไฟป่า ทำให้พืชไร่ไม้ผลภาคการเกษตรเสียหายหนักเบาขึ้นกับสถานการณ์เอลณิโญในแต่ละ ปี ซึ่งเหตุการณ์เอลณิโญนี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 4-5 ปี. ในอดีตเมื่อปี 2540-2541 ก็ถือว่ามีความรุนแรงหนักหนาสาหัสมากอยู่เหมือนกัน

ในปีนี้ก็คาดว่าจะเกิดปรากฎการณ์เอลณิโญเช่นเดียวกันและน่าเป็นห่วงว่าจะ รุนแรงพอๆกับปี2540-2542หรืออาจจะมากกว่ายิ่งหันกลับไปดูปริมาณน้ำในเขื่อน ด้วยแล้วยิ่งน่าใจหายเพราะปริมาณน้ำในเขื่อนที่สำรองต่ำกว่าเกณฑ์เมื่อเทียบ กับปีก่อนๆ จึงอยากให้ทุกคนชช่วยกันภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้ฟ้าฝนหรือพายุ ลูกแล้วลูกเล่าที่เข้ามาและผ่านไปให้น้ำฝนโปรยปรายตกเหนือเขื่อนทุกเขื่อนใน ประเทศไทยให้มากๆ เพื่อที่พี่น้องเกษตรกรจะได้ไม่เดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง หรือไม่ก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับวิกฤติภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นด้วยการ ทำสระน้ำประจำไร่นาตามแนวพระะราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ สามารถช่วยทำให้พี่น้องไทยทั่วทั้งประเทศมีแหล่งน้ำทำการเกษตรได้ เตรียมการสำรวจตรวจรอยรั่วซึมใช้สารอุดบ่อกันรั่วกันซึมให้เรียบหรือการใช้ สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์มาประยุกต์ใช้ในการปลูกพืชก็สามารถที่จะแก้ปัญหาภัยแล้ง ลดการสูญเสียในครานี้ได้ไม่มากก็น้อย

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=16065&Param2=17

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พีเอชแกว่ง กุ้งอ่อนแรง กินอาหารน้อย อ่อนแอเจ็บป่วย



การเจ็บป่วยของกุ้งนั้น สามารถเกิดได้มากมายหลายสาเหตุ ใช่ว่าจะมาจากเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว การที่น้ำและพื้นบ่อสกปรกก็เกิดปัญหาที่ทำให้กุ้งเจ็บป่วยได้เช่นกัน เพราะเมื่อขี้กุ้งและอาหารกุ้งที่ตกค้างบูดเน่าก็ส่งผลทำให้แก๊สพิษต่างๆ อย่างแอมโมเนียไนไตรท์ ไฮโดรเย่นซัลไฟด์ มีเทน สามารถแทนที่ก๊าซออกซิเจนทำให้เกิดอาการขาดอากาศหายใจ เปรียบเหมือนเราอยู่อาศัยใกล้บ่อขยะ ใกล้แหล่งชุมชนเสื่อมโทรมที่มีน้ำเน่าเสีย เมื่อจะรับประทานหรือหลับนอนแล้วมีกลิ่นเหม็นที่หลากหลายรูปแบบจากขยะหลาก หลายชนิด บางครั้งก็ทำให้การกินอยู่หลับนอนและสุขภาพจิตเสื่อมโทรมได้เช่นกัน

การเจ็บป่วยอ่อนแอของกุ้งอีกสาเหตุหนึ่งก็คือเกี่ยวกับเรื่องความความเป็น กรดและด่างของน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกลับไปกลับมา บางครั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก็เรียกกันว่าพีเอชแกว่ง ซึ่งก่อปัญหาให้กุ้งเครียด ไม่กินอาหาร อ่อนแอ เนื่องจากบรรยากาศสภาพแวดล้อมแปรปรวนสร้างความมึนงงคล้ายดังมนุษย์อยู่บน เรือที่โคลงเคลง ทำให้คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศรีษะ ส่งผลให้ร่างกายเจ็บป่วยเอาง่ายๆ ได้เช่น ส่วนกุ้งนั้นเมื่อเครียดและอ่อนแอก็เจ็บป่วยตามรูปแบบและสไตล์ของกุ้ง คืออาจจะเกาะขอบบ่อ วิ่งล่อง (กุ้งล่อง) ซึ่งถือว่าผิกปกติผิดวิสัยของกุ้งที่เป็นสัตว์หากินอยู่ที่พื้นบ่อจะไม่ ขึ้นมาเหนือน้ำให้นกกาจับกินง่ายๆ

เกษตรกรผู้เลี้ยงท่านใดที่มีปัญหานี้สามารถแก้ไขได้นะครับ เพราะสาเหตุเกิดจากปล่อยให้มีขี้เลน ขี้กุ้ง อาหารกุ้งที่ตกค้างหลงเหลือมาก ขาดการตีน้ำ ขาดการเช็คยอ ไม่มีบ่อพักน้ำ ปล่อยให้น้ำในบ่อมีระดับความลึกที่น้อยเกินไป จึงทำให้ปัญหาแพลงค์ตอนบลูมจากไนโตรเจนส่วนเกินจากก๊าซแอมโมเนียในบ่อ แพลงค์ตอนพืชที่มีสีเขียวก็เปรียบได้กับว่าเป็นพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งในอดีตเราอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวอย่าอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ในเวลากลางคืน เพราะพืชจะคายก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกมาแล้วยังแย่งใช้ก๊าซอ๊อกซิเจนด้วย เมื่อพืชจำนวนมากอาศัยเจริญเติบโตอยู่ในบ่อกุ้งของเรา ยิ่งมีความหนาแน่นมากจนสีน้ำหนืดก็ยิ่งสร้างปัญหาสร้างผลกระทบ

เมื่อเขาปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา รวมตัวกับน้ำจะกลายเป็นกรดคาร์บอนิคทำให้ในเวลากลางคืนน้ำจะเป็นกรดมาก ในเวลากลางตรงกันข้ามคือพืชจะดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ทำให้ก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์เจือจาง และพีเอชความเป็นกรดลดน้อยถอยลงตามไปด้วย แต่ถ้าถูกดูดไปใช้งานมากเข้าๆ ค่าความเป็นด่างในน้ำก็จะมีสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะกลางคืนเป็นกรดกลางวันเป็นด่างหรือเรียกว่าพีเอชแกว่ง แนวทางการแก้ปัญหาต้องลดปริมาณของเสียโดยที่ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายโปรตีนโดย เฉพาะ (บาซิลลัส MT) และจับก๊าซของเสียด้วยกลุ่มหินแร่ภูเขาไฟ (สเม็คโตไทต์) ก็จะช่วยตัดขั้นตอนของการเกิดไนโนตรเจนไปเลี้ยงพืช เพราะธาตุไนโตรเจนก็คล้ายๆกับปุ๋ยพืชในชื่อสูตรยูเรีย 46-0-0 ซึ่งเน้นให้พืชงอกงามเจริญเติบโตได้รวดเร็วโดยเฉพาะใบ

มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com