วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปราบหนอนชอนกิ่งก้านใบด้วยสูตรไข่กับมะพร้าวอ่อน


BT.gif
 
พืชในกลุ่มลองกอง ทุเรียน ประดู่บ้าน และจำปี จำปา กระดังงา นั้นมักจะมีปัญหาที่เกษตรกรนำปรึกษาหารือบ่อยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องหนอนชอนกิ่ง หนอนชอนใบ เพราะเนื่องด้วยอาจจะเป็นไม้เนื้ออ่อน เมื่อโดนหนอนชอนกิ่ง ชอนต้น ชอนใบ มากเข้าก็มักจะมีปัญหาใบเหลือง ปลายกิ่งเหี่ยวเฉา ถ้ามีการเจาะที่โคนต้นจำนวนมาก ท่อน้ำ (xylem) ท่ออาหาร (phloem) ถูกทำลายการเคลื่อนย้ายถ่ายเทอาหารและน้ำก็ทำได้ยาก นานไปก็สามารถทำให้ต้นไม้ตายได้ โดยเฉพาะเกษตรกรมือใหม่ที่อาจจะวิเคราะห์สาเหตุได้ช้า บ้างก็คิดว่าอาจจะเหลืองจากเพลี้ยไฟไรแดง หรืออาจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคที่เกี่ยวกับเชื้อราสร้างปัญหาให้ในช่วงหน้าฝน ซึ่งปัญหาที่ว่านี้ก็มักจะกำเนิดเกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน
ปัญหาเรื่องหนอนชอนต้นหรือกิ่งก้านใบนี้มักจะใช้วิธีแก้ไขดูแลที่ยากลำบากกว่า โรคแมลงศัตรูพืชที่มองเห็นตัวเปล่าทั่วๆไป เนื่องด้วยหนอนเหล่านี้อาศัยอยู่ในรูและโพรงของต้นไม้ที่ได้เจาะอำพรางตัวเองเอาไว้ เกษตรกรจะฉีดจะพ่นตัวยาหรือสารเคมีที่ร้ายแรงสักปานใดหนอนเหล่านี้ก็ไม่ตายเพราะฉีดพ่นไม่โดนตัว เพราะมุดตัวเข้าไปอยู่ในรูในโพรงที่กัดเจาะเข้าไป ส่งผลให้ปีหนึ่งๆนั้นมีต้นไม้ได้รับความเสียหายากหนอนชนิดนี้จำนวนมาก
หลังจากที่ท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติได้พัฒนาจุลินทรีย์ชีวภาพนำมาใช้ในวงการเกษตร เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีทางเลือกในการทำการเกษตรที่ปลอดภัยไร้สารพิษ หนึ่งในนั้นก็มีเชื้อบีทีชีวภาพปราบหนอน และได้ให้นายศุภสิทธ์ เปรมัสเสถียร นิสิตภาควิชาจุลชีววิทยาในขณะนั้น ได้ไปทำการทดสอบขยายเชื้ออย่างง่ายสไตล์ชาวบ้านและหนึ่งในหลายสูตรที่มีประสิทธิภาพอย่างมากในการปราบหนอนชอนกิ่ง ก้าน ใบและลำต้นคือ สูตรไข่ไก่บวกกับน้ำมะพร้าวอ่อน
วิธีการทำก็คือให้เตรียมน้ำ 20 ลิตร ไข่ไก่ 5 ฟอง น้ำมะพร้าวอ่อน 2 ผล สเม็คไทต์/สเม็คโตไทต์ 5 ช้อนแกง น้ำมันพืชอีก 5 ช้อนแกง อัดอากาศให้ออกซิเจนแบบตู้ปลาสวยงามใช้หัวทราย 2-3 หัว หมักไว้ให้ได้ 24-48 ชั่วโมง แล้วนำมาผสมน้ำเพิ่มได้อีก 80 ลิตร นำไปฉีดพ่นในช่วงเย็นแดดอ่อนกลิ่นหมักของมะพร้าวและไข่ (fermentation) จะช่วยดึงดูดหนอนเหล่านี้ให้ออกมากินอาหารที่มีเชื้อบีทีอยู่ในตอนกลางคืนทำให้หนอนออกมากินและตายเป็นจำนวนมาก (ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ, 2549 การขยายเชื้อจุลินทรีย์อย่างง่าย)

คุณมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

กากกาแฟสดของเหลือ อย่าเพิ่งทิ้งช่วยเกษตรกรได้

พอพูดถึงกาแฟสดแล้วรู้สึกว่าหิวอยากดื่มขึ้นมาทันที ไม่ทราบว่าท่านคิดเหมือนผู้เขียนหรือเปล่าครับ วันไหนรู้ง่วงๆ เพลี้ยๆ เหนื่อยล้าได้กาแฟร้อนๆ หอมๆ สักแก้ว ค่อยๆจิบช้าๆแล้วสูดดมกลิ่นหอมของกาแฟคั่ว ท่านจะรู้ว่าชื่นใจผ่อนคลายเหมือนได้นวดอะโรม่ายังไงยังงั้นเลยละครับ ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่ว่าผู้เขียนจะมายุยงหรือส่งเสริมให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆหันมาดื่มกาแฟสดนะครับ เพียงแค่บอกถึงความรู้สึกหรือบรรยากาศเวลาได้นั่งจิบกาแฟสดซึ่งมันจะต่างกับกาแฟสำเสร็จรูป ถึงแม้จะชงง่ายแต่กลิ่นหอมของกาแฟแทบไม่มีเลย ถ้ามีก็น้อยมากๆ ใจความสำคัญที่ผู้เขียนจะกล่าวอยู่ที่กลิ่นของกาแฟสดนี้ละครับ ท่านเคยสังเกตุหรือเปล่าครับว่าเวลาผู้ขายหรือผู้ชงๆกาแฟสดให้เราๆท่านๆได้ดื่มแล้วกากกาแฟเขาเอาไหน? หนึ่งทิ้งอย่างไร้ค่า สองขัดผิวขัดตัวพอกหน้า สามเป็นวัสดุปลูกบำรุงดินฯลฯ ผู้เขียนขอเกริ่นให้คิดแค่นี้

แต่ประเด็นของเรื่องที่ผู้เขียนให้ความสนใจและอยากแนะนำในฐานะลูกเกษตรด้วยกัน เวลาเราปลูกต้นขึ้นมาสักต้น แมลงหรือหนอนชอบมากินมากัดทำลายให้เกิดความเสียหาย วันดีคืนดีอาจทำให้ต้นตายได้ แล้วท่านแก้ปัญหาอย่างไร ซึ่งบางท่านบางคนอาจตอบว่าฉีดพ่นด้วยยาฆ่าแมลง(เคมี)ก็สิ้นเรื่องไม่เห็นยาก ที่ยากก็คือเมื่อฉีดพ่นไปแล้วแมลงตายหมดจริงหรือ แล้วตายอย่างเดียวจริงหรือ ท่านเคยฉุดคิดบ้างไหมครับว่าเวลาฉีดพ่นท่านอยู่ตรงไหนของแปลง ท่านก็อยู่ในแปลง กลางแปลง อยู่ร่วมกับแมลงที่ท่านต้องการฆ่า ซึ่งถ้าแมลงตายก็หมายถึงตัวท่านก็ต้องตายด้วย.....เช่นกันไม่ช้าก็เร็ว อีกมุมหนึ่งท่านที่ชีวภาพหรือใช้ธรรมชาติควบคุมธรรมชาติในระบบนิเวศ บวกกับคอยเสริมความแข็งแกร่ง สร้างภูมิคุ้มกันให้ต้นไมัแบบนี้ผู้เขียนว่าดีกว่า

ซึ่งจริงๆแล้วกากกาแฟสดที่เหลือทิ้ง 1 กิโลกรัม แช่น้ำเปล่า 1 ลิตร นาน 2-3 ชั่วโมง กรองด้วยผ้าบางเอากากกาแฟออกแล้วนำไปผสมน้ำเปล่าเพิ่ม 100 ลิตร ฉีดพ่นไล่แมลงป้องกันของหนอนได้นะครับ กลิ่นไหม้ของเม็ดกาแฟคั่วจะช่วยยับยั้งการกิน หยุดการทำลายของแมลง หนอน เพลี้ยได้ในระดับหนึ่งเชียวละ หากใช้ร่วมกับบิวเวอร์เรีย(ทริปโตฝาจ) หรือบาซิลลัส ธูริงเจนสิส(บีที)ยิ่งเสริมฤทธิ์ให้ทำลายหนอนแมลงเพิ่มขึ้น ซึ่งปกติบิวเวอร์เรียและบาซิลลัส ธูริงเจนสิส(บีที)มีอยู่ในธรรมชาติทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยง แต่เนื่องจากระบบนิเวศถูกทำลายเชื้อส่วนหนึ่งก็ถูกทำลายไปด้วย จึงต้องฉีดพ่นเพิ่มเติมเพิ่มปริมาณเพื่อให้สามารถควบคุมการระบาดของแมลงได้ นอกจากนี้กลิ่นของกากกาแฟสดยังช่วยผ่อนคลายลดความตึงเคลียดเวลาทำงาน ชนิดที่ว่าได้บรรยากาศสดชื่นแบบเต็มๆตลอดเวลาทำงานกันเลยละครับ ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 02-9861680-2 หรือผู้เขียน (081-3983128)

เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com
วันที่ 20 สิงหาคม 2557 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com
http://www.thaigreenagro.com/Aticle.aspx?id=16249&Param2=20

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ลดปัญหาตะไคร่น้ำพันกอข้าวรัดกอโตช้า


การปลูกข้าวของเกษตรกรยุคเก่ามักจะติดนิสัยที่ใส่ปุ๋ยมากเพื่อเพิ่มความเขียว และอัดปุ๋ยเพื่อเพิ่มผลผลิตแข่งขันกันเป็นนัยๆว่าข้าเจ๋งกว่าเอ็งปลูกข้าว ได้ผลผลิตสูงกว่า จึงมีคำหยอกล้อเชิงเหน็บแนมว่าทำนาเอาโล่ห์ทำนาเอาหน้าแต่ไม่ได้เงิน เพราะมีต้นทุนที่หมดไปกับการใส่ปุ๋ยเสียมากต่อมาก บางครั้งกลางค่ำกลางคืนก็ยังมีการแอบมาหว่านปุ๋ยเพื่อมิให้คู่แข่งหรือ เพื่อนบ้านรู้ เอากันอย่างนี้ก็มีให้เห็นกันถมไป
 
ปัญหา เรื่องการใส่ปุ๋ยมากนี้เองนอกจากจะทำให้ข้าวเฝือใบอ่อนแอง่ายต่อการเข้า ทำลายของเพลี้ยหนอนแมลงราไร จนทำให้ต้องสิ้นเปงืองเงินทองไปซื้อยาฆ่าแมลงสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาฉีดพ่น ให้สิ้นเปลืองเงินทองแล้ว ยังไปกระตุ้นให้เกิดสาหร่ายและพลงค์ตอนกำเนิดเกิดพันและรัดกอข้าวทำให้การ เจริญเติบโตช้า ส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของแสงแดดและอ๊ออกซิเจนไม่สามารถผ่านลงไปถึงพื้นดิน ด้านล่างได้สะดวก
 
ปัญหาของตะไคร่น้ำที่พันรัดกอข้าว นั้นเกิดจากการโอเว่อร์ไนโตรเจนจากการใส่ปุ๋ยที่มากเกินความจำเป็นนั่นเอง การใช้หินแร่ภูเขาไฟ "พูมิช" ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยจับตรึงแอมโมเนีย ไนไตรท์ ซึ่งจะแตกตัวไปเป็นไนโตรเจนทำให้ข้าวเฝือใบและมีมากจนเกิดการบลูมของแพลงค์ ตอนและสาหร่าย ทำให้ข้าวถูกแย่งปุ๋ย แสงแดดและออกซิเจน พี่นืองเกษตรกรที่ประสบพบเจอปัญหานี้แก้ง่ายเพียงใช้ "พูมิช" หว่านกระจายให้ทั่วแปลงนาในอัตรา 1-2 กระสอบต่อไร่ อีกทั้ง "พูมิช" สามารถช่วยจับสารพิษที่ตกค้างในดิน. (Toxin Binder) ช่วยให้ปลาจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆอยู่กันอย่างสุขสบาย. เจริญเติบโตไปกับต้นข้าวช่วยโรคแมลง เพลี้ย หนอน ราและไรไปในตัว
 
คุณมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

“โพลิเมอร์”ตัวช่วยที่ดีของพืชในช่วงปรากฏการณ์เอลนีโญในประเทศไทย


Polymer_Bag.gif

ในปีนี้ประเทศไทยเรากำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดความแห้งแล้ง แม่น้ำลำคลองแห้ง ตื่นเขิน ตามเขื่อนใหญ่ๆในประเทศปริมาณน้ำน้อยกว่าทุกปี ส่งผลกระทบโดยตรงกับภาคเกษตรที่ต้องมีน้ำเป็นปัจจัยหลัก เท่าที่ผู้เขียนเก็บข้อมูลดู พบว่าปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลกระทบอย่างมากกับเกษตรกรในบ้านเรา สั่งเกตุได้จากข้อมูลหลายๆที่ เช่น ชาวนาหว่านข้าวไปแล้วไม่มีน้ำมาหล่อเลี้ยงข้าวทำให้ข้าวตายต้องหว่านข้าวใหม่ หรือ บางพื้นที่ที่มีน้ำอุดมสมบูณร์ทั้งปีเช่นในเขตภาคกลาง ปีน้ำก็ยังต้องสูบน้ำเข้านากัน บางรายนาอยู่ไกลจากคลองชลประทานก็ไม่มีน้ำเพียงพอ หรือจะเป็นในส่วนของพืชไร่ต่างๆ เช่นสวนยางพาราก็มีข้อมูลว่าเริ่มมีการยืนต้นตายของต้นยางพาราที่ปลูกไปแล้ว ทั้งที่ปกติยางพาราที่ปลูกกันในฤดูฝนจะไม่ค่อยตายในช่วงนี้แต่จะทยอยตายในช่วงหน้าแล้งเดือนมีนาคม-เมษายน มากกว่า
วิธีการที่จะช่วยเกษตรกรนอกจากการนั่งรอน้ำฝนจากเทวดาแล้ว ควรใช้ สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ที่เป็นสารธรรมชาติประเภทคาร์โบไฮเดรท ช่วยดูดซับน้ำเอาไว้ได้ 200-400 เท่า นำไปแช่น้ำให้พองตัวเต็มที่ก่อนโดยเตรียมน้ำ 200 ลิตร ใส่โพลิเมอร์ลงไป 1 กิโลกรัม( 2 กระป๋อง)แล้วนำไปฝังไว้ข้างๆต้นไม้ที่ปลูก โดยขุดหลุมลึก 20-30 เซนติเมตรโดยประมาณ รอบต้นไม้ 2 หลุม ตักโพลิเมอร์ที่แช่น้ำไว้แล้วลงไปในหลุมๆละ 500 กรัม แล้วฝังกลบให้เรียบร้อย โพลิเมอร์ 1 กิโลกรัม สามารถปลูกได้ 200 ต้น โพลิเมอร์จะช่วยประทังชีวิตให้พืชดูดไปใช้ช่วงที่ฝนทิ้งช่วงนานๆ การใช้โพลิเมอร์รองก้นหลุมเหมาะสำหรับไม้ยืนต้นเช่น มะนาวที่นิยมปลูกกันมากในปีนี้ แต่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรดน้ำ และก็สวนยางพาราที่มีอายุไม่ถึง 3 ปี จะมีปัญหาเรื่องยางยืนต้นตายเพราะขาดน้ำเพราะรากของยางยังไม่ลึกหาน้ำเองยังไม่เก่ง ในส่วนของพืชชนิดอื่นๆไม่ว่าจะเป็น สวนมะละกอ สวนพริก ไร่อ้อย มันสำประหลัง ก็สามารถนำเทคนิควิธีนี้ไปทดลองกันได้เหมือนกันครับ
ในส่วนของนาข้าว กำลังอยู่ในช่วงการทดลองใช้โพลิเมอร์กับนาข้าวในปีนี้ ถ้าได้ข้อมูลผลการทดลองแล้ว ผู้เขียนจะรีบมารายงานให้ทราบกันนะครับ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คุณจตุโชค จันทรภูมี(ผู้เขียน) โทร.085-9205846 หรือสอบถามไปที่เบอร์ HOTLINE ของชมรมเกษตรปลอดสารพิษ โทร.084-5554205 ถึง 084-5554209
เขียนและรายงานโดย : คุณ จตุโชค จันทรภูมี

กรด-ด่างของดิน กุญแจล็อคปุ๋ย จนไร้ค่า

ความเป็นกรดเป็นด่างของดินมีความสำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตของพืช เนื่องจากสภาพกรด-ด่างของดินเกี่ยวข้องโดยตรงกับธาตุอาหารในดินที่พืชจะได้รับและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ความเป็นกรด-เป็นด่างของดินบอกได้เป็นพีเอช แบ่งระดับตัวเลขได้ตั้งแต่ 1-14 ตามกรด-ด่างของดิน โดยถือว่าสภาพดินที่มีค่าพีเอช 7 เป็นกลาง แต่ดินที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชหรือธาตุอาหารในดินสามารถปลดปล่อยได้ดี ครบถ้วนที่สุดต้องมีค่าพีเอชอยู่ระหว่าง 5.8-6.3 หรือกรดอ่อนๆ
ดินที่พีเอชต่ำกว่า 7.0 ถือว่าเป็นกรดหรือดินเปรี้ยว ยิ่งต่ำมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นกรดรุนแรงมากเท่านั้น ซึ่งดินที่เป็นกรดมากๆ จะมีธาตุอาหารบางธาตุ อย่าง แคลเซียม แมกนีเซียม ค่อนข้างต่ำ ส่วนดินที่มีค่าพีเอชสูงกว่า 7.0 ถือว่าเป็นด่างหรือดินเค็ม ทำนองเดียวกันยิ่งสูงมากก็ยิ่งด่างมาก บางครั้งดินที่มีพีเอชสูงกว่า 8.5 มักขาดแคลเซียมหรือมีก็มีน้อย เนื่องจากโซเดียม(เกลือ)ในดินมีมากเกินไปทำให้พืชขาดแคลเซียม แมกนีเซียมในเวลาเดียวกัน โดยปกติในดินจะมีแคลเซียม แมกนีเซียมในปริมาณพอๆกัน ซึ่งสามารถเกิดได้ในดินมีพีเอชต่ำกว่า 5.5 ได้เช่นเดียวกัน
พืชบางชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ในดินที่มีความเป็นกรด-ด่างมากๆ แต่ใช่ว่าจะมีความเหมาะสม ต้องทนต่อการขาดธาตุ เนื่องจากไม่สามารถปลดปล่อยออกจากดินได้ ไม่ต่างจากคนป่วยที่รอยา เริ่มอ่อนแอ เริ่มเป็นโรค มากเข้าๆ ที่สุดก็ยืนต้นตาย อย่างไรก็ตามความเหมาะสมของกรด-ด่างในดิน ที่สามารถปลดปล่อยหรือปลดล็อคธาตุอาหารให้พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกตัวโดยที่ไม่ขาด สภาพดินต้องเป็นกรดอ่อนๆ พีเอชอยู่ระหว่าง 5.8-6.3 ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น ธาตุอาหารที่เคยมีประโยชน์ต่อพืชบางครั้งก็มีโทษได้เช่นกัน หากปล่อยให้พีเอชในดินสูง-ต่ำมากเกินไป มีปัญหาดินกรด ดินด่าง พืชไม่กินปุ๋ย พูดคุยปรึกษาได้ที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 02-9861680-2 หรือ 081-3983128 (ผู้เขียน)
เขียนและรายงานโดย : คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (นักวิชาการชมรมฯ)
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com
วันที่ 13 สิงหาคม 2557 เสนอแนะติชมได้ที่ email : thaigreenagro@gmail.com