วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

ป้องกันกำจัดหนอนแมลงวันเซียริดหรือแมลงหวี่ปีกดำศัตรูเห็ด

หนอนแมลงวันเซียริดหรือแมลงหวี่เห็ดปีกดำ ส่วนหัวจะมีจุดสีดำเล็กๆ เห็นได้ชัดเจน มีลำตัวสีขาวอมส้มอ่อนๆ ยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร เคลื่อนไหวได้รวดเร็ว กินจุ ประมาณ 10 วันก็เริ่มเข้าดักแด้ ช่วงแรกๆ จะเป็นสีขาวแล้วค่อยๆ เข้มจนเป็นสีดำ ก่อนจะพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยที่มีลักษณะมีสีดำโดยเฉพาะที่ปีก ลำตัวมีขนาด 2-3 มิลลิเมตร ช่วงท้องแคบ ตัวเต็มวัยจะไม่ทำลายกัดกินเห็ดแต่อย่างใด วงจรชีวิตตั้งแต่วางไข่จนพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยประมาณ 25-30วัน ผ่านมาพบระบาดนำความเสียหายมาสู่ประเทศไทยประมาณ 30%โดยพบในเห็ดหูหนูที่เพาะด้วยขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่ อ.แกลง จ.ระยอง ทำให้ดอกเห็ดเสียหาย คุณภาพลดลงและราคาก็ลดต่ำลงจากเดิมกว่า 70% และต่อมาพบในเห็ดแชมปิญองที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ เสียหายทำให้ผลผลิตลดลง 26-40% การเข้าทำลายส่วนใหญ่ มักพบในเห็ดหูหนู เห็ดแชมปิญอง เห็ดนางรม และเห็ดที่เพาะในถุงพลาสติกโดยทั่วไป ซึ่งจะพบหนอนแมลงวันดังกล่าวนี้ระบาดเกือบตลอดปีโดยเฉพาะเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ในระยะเห็ดออกดอกก็จะพบเห็นตัวเต็มวัยประมาณ 5-10 % บินวนไป-มาอยู่เสมอๆ อีกประมาณ 70 % กำลังฟักออกจากดักแด้ในช่วงเช้าของทุกวัน จากนั้นจะเกาะตามผนังและมุมอับของโรงเรือน การควบคุมป้องกันกำจัดต้องคอยหมั่นดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับเห็ดที่เพาะอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นการป้องกันมากกว่าการกำจัด ซึ่งมีขั้นตอนการจัดการแมลงวันดังกล่าวดังต่อไปนี้ 1.ทำความสะอาดโรงเรือนเพาะเห็ดหรือหากเป็นโรงเรือนเก่าที่เคยเพาะเห็ดมาแล้วควรว่างเว้น พักทำความสะอาด กำจัดแมลง ไรและเชื้อรา 2.คัดเลือกเชื้อพันธุ์เห็ดหรือก้อนเชื้อเห็ดจากแหล่งผลิตที่ไม่มีประวัติการระบาดทำลายของแมลงวันศัตรูเห็ดมาก่อน หากไม่ทราบแหล่งที่มาของถุงก้อนเชื้อเห็ด ในขณะที่เส้นใยเห็ดเดินมากกว่า 25 % หรือก่อนเปิดดอกควรฉีดพ่น ด้วยสมุนไพรรวมไทเกอร์เฮิร์บ ซึ่งมีขมิ้นชัน,ฟ้าทะลายโจร,ตะไคร้หอมเป็นส่วนผสม ในอัตรา 5-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ตรงก้อนและบริเวณรอบๆ ที่บ่มก้อนเชื้อ 3.ก่อนนำเข้าเปิดดอกในโรงเรือนควรคัดทิ้งถุงก้อนเชื้อเห็ดที่แสดงอาการเข้าทำลายของแมลง โรค เชื้อราและไร หรือหากไม่แน่ใจควรแยกกองไว้ต่างหาก 4.ติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลืองจำนวน 8-10 จุดต่อโรงเรือน แขวนสูงจากพื้นโรงเรือน 1.50-1.80 เมตร ซึ่งไม่ขวางหรือเกะกะการเข้าปฏิบัติงานและควรเปลี่ยนกับดักกาวเหนียว เมื่อพบว่ามีตัวแมลงมาติดจนเต็มหรือประมาณ 45-60 วันครั้ง 5.ช่วงเปิดดอกหากพบมีการระบาดของหนอนรุนแรงให้ใช้เชื้อบาซิลลัส ธูริงเจนซิส หมักขยายเชื้อด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน (วิธีตามฉลากข้างกระป๋อง) นาน 24-48ชั่วโมง ก่อนนำมาผสมน้ำเปล่า 20 ลิตร ฉีดพ่นทั่วทั้งก้อนแต่ไม่แฉะเกินไป 1-2 วันครั้ง ติดต่อกัน 3ครั้ง จะช่วยลดปัญหาได้ถึง 80 -90 % ลดความเสียหายของผลผลิตได้เป็นอย่างดี 6.ช่วงเก็บดอกหากพบแมลงวันบินไป-มามากผิดปกติ ให้ฉีดพ่นด้วยสมุนไพรรวมไทเกอร์เฮิร์บรอบๆ โรงเรียนเว้นระยะประมาณ 4-5 วันครั้ง และเพิ่มจำนวนกับดักกาวเหนียวเหลืองเป็น 16-20 จุดต่อโรงเรือน และควรแขวนไว้ใกล้ๆ มุมอับ เนื่องจากตัวเต็มวัยของแมลงวันชอบเกาะอยู่ที่มุมอับของโรงเรือน 7.เมื่อสิ้นสุดการเก็บดอกเห็ดแล้ว ถุงก้อนเชื้อเห็ดที่พบการทำลายของหนอนแมลงวันควรทำการฝังหรือเผาทิ้ง เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลง เชื้อโรคและไรศัตรูเห็ด ไมให้แพร่กระจายเข้าสู่โรงเรือนเพาะเห็ดข้างเคียงต่อไป 8.การพักโรงเรือนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นในระหว่างพักโรงเรือน เปิดโรงเรือนทิ้งไว้ 5-7 วัน จากนั้นทำความสะอาดด้วยน้ำยาคลอร็อกซ์ อัตรา 2-3 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร หรือผงซักฟอก เมื่อแห้งแล้วจึงปิดโรงเรือน 7-10 วัน แล้วฉีดพ่นด้วยสมุนไพรรวมไทเกอร์เฮิร์ปร่วมกับบาซิลลัส –พลายแก้ว (กำจัดรา)และบาซิลลัส-ไมโตฟากัส (กำจัดไรเห็ด) ให้ทั่วทั้งโรงเรือน 3-5 วันครั้ง ติดต่อกัน 2 ครั้ง ก่อนจะนำก้อนเชื้อเห็ดรุ่นใหม่เข้าเปิดดอกต่อไป พี่น้องเกษตรกรท่านใดที่กำลังเพาะเห็ดอยู่ แล้วมีปัญหาแมลงวันหรือแมลงหวี่รบกวน แก้ปัญหาไม่ตก สามารถโทรศัพท์ปรึกษาได้ที่คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (081-3983128)

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

การป้องกันรักษาหน้ายางเปิดกรีดช่วงฝนชุก

ทุกวันนี้ในพื้นที่ภาคใต้ทั้งฝั่งตะวันออกฝั่งตะวันตก จะเป็นช่วงเช้าหรือบ่าย จะเป็นคนหรือต้นยางพาราก็แทบไม่มีโอกาสได้รับแสงตะวัน และคิดว่าน่าจะไม่มีแสงแดดแน่นอนในวันนี้นอกจากสายฝนที่โปรยปรายลงมาเรื่อยๆ สภาพอากาศแบบนี้ หากติดต่อกัน 3 -4 วัน และในแต่ละวันมีแสงแดดให้แก่สวนยางพาราน้อยกว่า 3 ชั่วโมง ก็จะส่งผลให้ความชื้นในสวนยางพารามากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเหมาะแก่การเจริญเติบโตแพร่กระจายของเชื้อราที่จะทำให้เกิดโรคต่อยางพารา อาทิเช่น โรคใบร่วงและฝักเน่าฟัยท็อปเทอร่า โรคเปลือกเน่า โรคเส้นดำ ยืนต้นตาย ฯลฯ สำหรับวันนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะโรคที่จะเกิดบริเวณหน้ายางกรีด นั้นคือ โรคเปลือกเน่าและโรคเส้นดำ ชาวสวนควรหยุดกรีดยางในช่วงฝนตกชุกที่ตกติดต่อกันหลายๆ วัน จนสิ้นฤดูฝนโดยเฉพาะสวนยางพาราที่เพิ่งเปิดกรีดในระยะ 1-3 ปีแรก ต้องให้ความสำคัญให้มากเพราะมีโอกาสที่หน้ายางกรีดจะเน่าเปื่อยได้ง่ายกว่ายางพาราที่มีอายุการกรีดมาก โดยก่อนหยุดกรีดยางก็ควรฉีดพ่นด้วยฟังก์กัสเคลียร์หรือทาหน้ายางด้วยเชื้อไตรโครเดอร์ม่า ซึ่งพอสรุปแนวทางการดูแลสวนยางพาราช่วงหน้าฝนได้ดังต่อไปนี้ 1.จัดการสวนยางพาราให้โล่งหรือโปร่งเพื่อระบายความชื้นในสวนยางให้ลดลง 2.กรณีฝนตกไม่ชุก พอจะกรีดยางได้ ให้ฉีดพ่นฟังก์กัสเคลียร์ อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร หรือทาหน้ายางด้วยเชื้อไตรโครเดอร์ม่าผสมน้ำพอเหลว โดยควรฉีดพ่นหรือทาภายในระยะเวลาที่ไม่เกิน 12 ชั่วโมงหลังกรีดเสร็จเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หากไม่สามารถทำได้ ให้ฉีดพ่นหรือทาหน้ายางสัปดาห์ครั้งจนหมดช่วงฤดูฝน 3.การใช้มีดกรีดยางก็เช่นเดียวกัน ควรระวังเชื้อราที่จะติดไปกับมีดกรีดยางจากต้นสู่ต้น จึงควรพกภาชนะเล็กๆ แล้วใส่สารละลายฟังก์กัสเคลียร์สำหรับจุ่มมีดฆ่าเชื้อทุกครั้งที่กรีดเสร็จ 1 ต้น 4.หากเชื้อราเข้าทำลายหน้ายางแล้ว ควรเฉือนส่วนที่เป็นโรคออก แล้วฉีดพ่นฟังก์กัสเคลียร์หรือทาด้วยเชื้อไตรโครเดอร์ม่าทันที หากเราสังเกตหน้ากรีดในสวนยางพาราโดยทั่วๆ ไป ก็จะพบว่าชาวสวนยางส่วนใหญ่จะใช้เคมีอันตรายป้องกันกำจัดการเข้าทำลายของเชื้อราดังกล่าวนั้นมากกว่าการใช้จุลินทรีย์หรือสารชีวภัณฑ์กำจัด จะเห็นได้จากเป็นแถบสีแดงๆ ที่ติดอยู่เป็นบริเวณหน้ายางซึ่งยาดังกล่าวจะมียาฆ่าเชื้อราผสมอยู่ด้วย ฉะนั้นช่วงหน้าฝนหากสามารถหยุดกรีดยางได้ก็จะเป็นการดี หน้ายางของเราจะปลอดภัยต่อโรคเปลือกเน่าและโรคเส้นดำ ซึ่งการป้องกันกระทำง่ายกว่าการรักษาเยียวยา เพราะฉะนั้นรักษาหน้ายางเอาไว้ค่อยกรีดทำเงินเมื่อพ้นหน้าฝนดีกว่า หากเลี่ยงไม่ได้ก็ให้กรีดหน้ายางวันที่ฝนหยุดตกแล้วปฏิบัติตาม ข้อ 2 ข้างต้น ก็สามารรถช่วยได้ในระดับหนึ่งประมาณ 50 -60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางท่านใดที่ประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้นหรือสงสัยต้องการสอบถามปัญหา ขอเอกสารเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (081-3983128)

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

เห็ด : ขอบหมวกดอกหงิก เหี่ยวแห้ง เกิดจากการเข้าทำลายของเชื้อโรคจริงหรือ ?

ลักษณะดังกล่าวเกิดจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น ความแปรปรวนของอากาศ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ภายในโรงเรือน นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น เชื้ออ่อนแอ มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป หรืออากาศร้อนจัด เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคสาเหตุแต่อย่างใด ตามความเข้าใจของผู้เพาะเห็ด ความผิดปกติของดอกเห็ดที่พบโดยทั่วไป เช่น อาการขอบดอกหงิกในเห็ดสกุลนางรม ซึ่งได้แก่ เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดภูฐาน เห็ดนางรมฮังการี และเห็ดเป๋าอื้อ ลักษณะอาการของดอกหงิกที่พบในเห็ดนางรมและเห็ดภูฐานจะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน นั้นคือ ดอกเห็ดเกิดเป็นกระจุกๆ ละหลายดอก ประมาณ 5-15 ดอก แต่ละดอกมีขนาดเล็กประมาณ 1-2 เซนติเมตร บางดอกมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อยแต่ไม่เกิน 4 ซม. หมวกดอกไม่บานหรือไม่คลี่ออก ก้านดอกอาจเกิดเดี่ยวหรือติดเป็นเนื้อเดียวกันจากก้านของดอกเห็ด 3-4 ดอก ไม่มีลักษณะของหมวกดอกปกติให้เห็น ขอบหมวกหงิกงอหยักไปมา หรือขอบหมวกม้วนออก ส่วนอีกลักษณะหนึ่งที่พบ คือ มีความผิดปกติที่ก้านซึ่งค่อนข้างยาวบิดเบี้ยวไม่มีหมวกเห็ด หรือก้านดอกเห็ดใหญ่ผิดปกติ หมวกดอกมีลักษณะเป็นกรวยคล้ายปากแตร ดอกเล็กไม่คลี่บาน ส่วนสีของดอกเห็ดนั้นยังคงมีสีขาวหรือสีขาวนวลปกติหรือสีเทาอ่อน สำหรับอาการบนเห็ดเป๋าอื้อ จะแตกต่างกับเห็ดนางรมและเห็ดภูฐาน คือ ก้านดอกจะสั้นผิดปกติ มีลักษณะลีบไม่สมบูรณ์ หมวกดอกมีขนาดเล็กบิดเบี้ยว ดอกไม่คลี่บานออก ในดอกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะไม่บานเต็มที่ ขอบดอกหยักโค้งไปมา บางดอกขอบอกม้วนลงหงิกงอ หมวกดอกแตกเป็นติ่งเล็กบนก้านดอกเดียวกัน สีดอกเห็ดมีสีเทาดำทั้งด้านหน้าและด้านหลัง กรณีพบว่าดอกเห็ดในโรงเรือนแสดงอาการหมวกดอกหงิกดังที่กล่าวข้างต้นแนะนำให้แก้ไขปัญหาตามแนวทางต่อไปนี้1.การถ่ายเทอากาศ โรงเรือนที่เพาะเห็ดจะต้องมีช่องระบายอากาศอย่างเพียงพอควรเปิดประตูและหน้าต่างในตอนเช้ามือเพื่อระบายอากาศ และป้องกันการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2.แสงสว่าง ตรวจความเข้มของแสงในโรงเพาะให้เพียงพอพอกับการพัฒนาเจริญเติบโตของดอกเห็ด โดยใช้วิธีเปิดช่องหน้าต่างหรือช่องแสง หรือใช้แสงไฟช่วย โดยเฉพาะในช่วงเก็บดอกเห็ดตอนเช้ามือ 3.ความชื้น ควรตรวจตราความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศภายนอกและภายในโรงเรือนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปความชื้นสัมพันธ์ในระยะเปิดดอกจะอยู่ระหว่าง 80-90 เปอร์เซ็นต์และความชื้นในโรงเพาะจะมีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิสูงต่ำของอากาศภายนอกโรงเรือน ดังนั้นในฤดูหนาวที่มีอากาศแห้งความชื้นต่ำ ควรใช้ผ้าพลาสติกบุโรงเรือนด้านในปิดประตูหน้าต่างโรงเรือนไว้ป้องกันความชื้นระเหยให้น้ำวันละ 3 เวลา ก็จะช่วยให้โรงเรือนเปิดดอกมีความชื้นพอเหมาะส่วนในฤดูร้อน อุณหภูมิและอากาศภายนอกโรงเรือนจะสูง การรักษาความชื้นจะกระทำโดยให้น้ำวันละหลายครั้ง รวมทั้งน้ำที่พื้นโรงเรือน ข้างฝา และหลังคา มีการระบายอากาศภายในโรงเรือนก็จะช่วยให้โรงเรือนมีความชื้นได้ตามต้องการ 4.สูตรอาหาร จะต้องเป็นสูตรอาหารที่ได้มาตรฐานมีส่วนประกอบที่เหมาะสมกับความต้องการของเห็ด เพราะการเตรียมวัสดุเพาะผิดไป การย่อยสลายของวัสดุเพาะ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีและฟิสิกส์ของวัสดุจะไม่สมดุล ซึ่งจะทำให้คุณภาพของวัสดุเพาะเห็ดและธาตุอาหารเปลี่ยนแปลงไปด้วย เกษตรกรผู้เพาะเห็ดท่านใด สงสัยต้องการสอบถามหรือขอข้อมูลเพิ่มเติมสามารถโทรติดต่อได้ที่ คุณเอกรินทร์ ช่วยชู (081-3983128)

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

รู้ทันราแป้งมะละกอกับเกษตรปลอดสารพิษ

ผงแป้งสีขาวๆ ที่ติดตาม ผล ใบ ก้านใบ ของมะละกอนั้นเกิดจากเชื้อรา Oidium caricaeF.Noack มองเห็นเป็นปุยสปอร์ เส้นใยสีขาว บนผิวด้านล่างของแผ่นใบคล้ายกับแป้ง มะละกอที่ถูกเชื้อชนิดนี้เข้าทำลายส่วนใหญ่จะแสดงอาการเป็นจุดซีดเหลืองกระจัดกระจายบนใบ ขยายวงกว้างเป็นจุดกลมค่อยๆ เชื่อมต่อติดกัน สังเกตดูใต้ใบจะพบกลุ่มเชื้อราสีขาว หากระบาดมากก็จะปรากฏให้เห็นบนผิวใบด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้แล้วเชื้อรายังเข้าทำลายผลโดยจะแสดงให้เห็นเป็นจุดสีขาวๆ เหมือนที่ใบแล้วค่อยๆ ลุกลามขยายทั่วทั้งผล ทำให้ผิวตกกระไม่สวย ชะงักไม่โต ผลเหลืองหลุดร่วง สำหรับต้นกล้านั้นมักพบอาการใบเหลืองซีด หลุดร่วงได้ง่าย ซึ่งจะเห็นได้ว่าเชื้อราชนิดนี้จะระบาดครอบคลุมทั้งในก้านใบ ยอด รวมถึงผลมะละกอ ส่วนใหญ่จะพบการระบาดในพื้นที่ที่มีอากาศเย็น มีความชื้นสูง นอกจากนี้ลมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยในการแพร่กระจายของสปอร์เชื้อราดังกล่าวนี้ วิธีควบคุมป้องกันกำจัด 1.ตัดแต่งใบส่วนที่เป็นโรคออกประมาณ 30 -50 เปอร์เซ็นต์ เว้นใบบางส่วนให้พืชได้สังเคราะห์แสง 2.เก็บผลใบแห้งที่พบการเข้าทำลาย ไปฝังกลบเพื่อตัดต้นตอการระบาดของเชื้อโรค 3.ฉีดพ่นล้างสปอร์เชื้อราด้วยสารสกัดแซนโธไนท์ 10 ซีซี.ต่อน้ำ 200 ลิตร ก่อนฉีดพ่นเชื้อหมักขยายบาซิลลัส - พลายแก้ว (เชื้อบาซิลลัส-พลายแก้ว 10 กรัม + ไข่ไก่ 10 ฟอง + น้ำเปล่า 30 ลิตร + เสม็คไทต์ 1 กิโลกรัม (จับกลิ่น ก๊าซไข่เน่า) + น้ำมันพืช (ช่วยตรึงผิวน้ำไม่ให้เกิดฟองไข่ฟู่กระจาย) ผสมให้เข้ากันก่อนให้ออกซิเจนแบบในตู้ปลา ทิ้งไว้ 24 -48 ชั่วโมง ก่อนนำมาผสมน้ำเปล่าให้ครบ 200 ลิตร ) ทั้งบนใบใต้ใบ ซอกผลให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุกๆ 3 -5 วันครั้ง ในการฉีดพ่นยา ฮอร์โมน ให้เติมซิลิซิค แอซิค 50 กรัม + ซิลิโคเทรซ 50 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตรร่วมกับสารจับใบ(ม้อยเจอร์แพล้นท์) ทุกครั้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น 4.ใช้พูมิช-ซัลเฟอร์ 20 กิโลกรัมผสมร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัมหากเป็นปุ๋ยเคมีให้ใช้ 50 กิโลกรัม เป็นปุ๋ยละลายช้าใส่ทางดินโดยห่างจากโคนต้นประมาณ 1 เมตร เพื่อบำรุงต้นหรือนำพูมิช-ซัลเฟอร์ละลายน้ำ อัตรา 20 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร คนให้เข้ากันทิ้งให้ตกตะกอน 15 นาที ก่อนนำมาฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบใต้ใบให้ชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำ (พูมิช-ซัลเฟอร์ 20 กิโลกรัมสามารถผสมน้ำซ้ำได้ 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต) มิตรเกษตรท่านใดที่กำลังหรือสนใจปลูกมะละกอ แล้วประสบปัญหาราแป้งรบกวนเข้าทำลายผลผลิต ต้นพันธุ์ เกิดความเสียหาย สามารถติดต่อสอบถามขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอกรินทร์ ช่วยชู โทร.081-3983128

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ควบคุมการระบาดของหนอนหน้าแมวปาล์มน้ำมันด้วยสมุนไพรและจุลินทรีย์ แบบปลอดสารพิษ

หนอนหน้าแมวจะเข้าทำลายกัดกินใบปาล์มน้ำมัน ยิ่งช่วงรุนแรงมากๆ จะทำให้ใบเหลือแต่ก้าน ผลผลิตลดลง ต้นชะงักการเจริญเติบโต และกว่าต้นจะฟื้นคืนดังเดิมใช้เวลานานนับปี ในการระบาดแต่ละครั้งต้องใช้เวลาในการกำจัดนานเนื่องจากหนอนมีหลายระยะในเวลาเดียวกันอาทิ ตัวหนอน ดักแด้ ที่แล้วมาจึงไม่สามารถกำจัดให้หมดได้ในคราวเดียวกัน ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการจัดการและติดตามผล ลักษณะวงจรชีวิต แบ่งออกได้ 3 ช่วง ต่อไปนี้ -ไข่ สีใส แบนราบติดใบผิวเป็นมัน คล้ายหยดน้ำค้าง ถ้าส่องกับแสงแดดจะทำให้เห็นไข่ชัดเจนขึ้น ผีเสื้อจะวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ กระจัดกระจายใต้ใบย่อยของทางใบปาล์มน้ำมัน พบมากบริเวณทางใบตอนล่าง -หนอน มีสีขาวใส มีสีน้ำตาลอยู่กลางลำตัว มีกลุ่มขนบนลำตัว 4 แถว แต่มองเห็นไม่ชัดเจน ส่วนหัวหลบซ่อนอยู่ใต้ลำตัว เคลื่อนไหวช้า กินแบบแทะผิวใบ -ดักแด้ รังดักแด้มีสีน้ำตาล ทรงกลม แขวนติดตามซอกโคนทางใบ มุมใบย่อย ส่วนพับของใบย่อย ตัวเต็มวัยจะเป็นผีเสื้อหากินกลางคืน ส่วนกลางวันจะเกาะนิ่งหุบปีกไม่เคลื่อนไหว แนวทางควบคุมป้องกันกำจัด 1.ตัดแต่งใบปาล์มน้ำมันที่พบการทำลายของหนอน หรือจับผีเสื้อในเวลากลางวันซึ่งเกาะอาศัยตามใต้ทางใบปาล์มน้ำมัน หรือดักแด้ตามซอกโคนทางใบรอบลำต้น 2.ใช้กับดักแสงไฟ โดยใช้แสงไฟ Black light หรือหลอดนีออนธรรมดา วางบนกะละมังพลาสติกบรรจุน้ำผสมผงซักฟอก ให้หลอดไฟเหนือน้ำประมาณ 5-10 ซม.ล่อผีเสื้อกลางคืนช่วงเวลา 18.00 -19.00 น.เพื่อตัดวงจรการขยายพันธุ์ในรุ่นต่อไป 3.ฉีดพ่นด้วยสารสกัดสะเดา (มาร์โก้ซีด) 250-300 ซีซีต่อน้ำ 200 ลิตร (ยับยั้งการกัดทำลาย ลอกคราบในตัวอ่อน ทำให้ตัวเต็มวัยเป็นหมัน) ก่อนฉีดพ่นด้วยจุลินทรีย์ทริปโตฝาจ 500 กรัม(ซอง) ร่วมกับไทเกอร์เฮิร์ป 250 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร สลับกับการฉีดพ่นด้วยน้ำหมักเชื้อบีที-ชีวภาพ (บาซิลลัส ธูริงเจนซิส )โดยเว้นช่วงห่างกันประมาณ 2-3 วัน กระทำเช่นเดียวกัน 2-3 ครั้งโดยให้ห่างกันประมาณ7-10 วันครั้ง จนกระทั้งอาการระบาดลดลงสู่ภาวะปกติ แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนช่วงระยะการฉีดพ่นออกเป็น 15-20 วันครั้งหรือตามความเหมาะสมเพื่อควบคุมการระบาดของหนอน(การฉีดพ่นยา ฮอร์โมนหรือปุ๋ยทุกครั้งควรปรับสภาพน้ำด้วยซิลิซิค แอซิค 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรร่วมกับสารจับใบ (ม้อยเจอร์แพล้นท์) ทุกครั้งเพื่อช่วยเพื่อประสิทธิภาพการทำงานของยา ฮอร์โมนหรือกลุ่มปุ๋ยที่ฉีดพ่นเข้าไป) เผยแพร่โดย:นายเอกรินทร์ ช่วยชู(นักวิชาการชมรมฯ)โทร.081-3983128

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ป้องกันรักษาอาการใบเหี่ยวเหลือง แง่งเน่าขมิ้นด้วยจุลินทรีย์และหินแร่ภูเขาไฟ

อาการใบเหี่ยวเหลือง แง่งเน่า ของขมิ้น เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas solanacearum แพร่ระบาดได้ง่ายในสภาพแวดล้อมที่มี อุณหภูมิค่อนข้างสูง ฝนตกชุก ซึ่งจะเข้าทำลายและอาศัยอยู่แบบข้ามฤดู ซึ่งส่วนใหญ่เชื้อดังกล่าวจะติดมากับแง่งขมิ้นหรือหน่อที่ใช้ทำพันธุ์ โดยจะแสดงอาการในระยะเริ่มแรกหลังจากเชื้อเข้าทำลาย ใบแก่ที่อยู่ตอนล่างๆ จะเหี่ยว ตกลู่ลง ต่อมาจะม้วนเป็นหลอดและเหลือง อาการจะค่อยๆ ลามจากล่างสูงขึ้นไปยังส่วนบน ต่อมาใบจะม้วน เหลืองแห้งทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่จะมีลักษณะช้ำฉ่ำน้ำ ซึ่งต่อมาจะเน่าเปื่อยหักหลุดออกมาจากแง่งโดยง่าย แต่จะไม่มีกลิ่นเหม็น เมื่อตรวจดูที่ลำต้นจะพบว่าส่วนที่เป็นท่อน้ำท่ออาหาร จะถูกทำลายเป็นสีคล้ำหรือน้ำตาลเข้ม และมีเมือกของแบคทีเรียเป็นของเหลวสีขาวข้นคล้ายน้ำนมซึมออกมาตรงรอยแผลหรือรอยตัดของต้นหรือแง่งที่เป็นโรค สำหรับแง่งจากต้นที่เพิ่งแสดงอาการโรคในระยะแรก หากนำขึ้นมาผ่าออกดู จะพบรอยช้ำฉ่ำน้ำเป็นปื้นๆ โดยเฉพาะแง่งที่ยังอ่อน ต่อมาอาการจะทวีความรุนแรงทำให้เนื้อเยื่อเปื่อยยุ่ยและสีคล้ำขึ้น อาการเหล่านี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาพที่อากาศร้อนชื้น ตั้งแต่เริ่มแสดงอาการจนทำให้ต้นหักพับตาย จะใช้เวลา 5-7 วัน เป็นอย่างช้า การควบคุมป้องกันรักษา 1.ตัดแต่งใบส่วนที่เป็นโรคออกประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ เว้นใบให้พืชได้สังเคราะห์แสง 2.กำจัดวัชพืชออกทำลายนอกแปลง ให้แสงแดดส่องถึงพื้นดิน เพื่อลดปริมาณความชื้นในแปลง 3.การป้องกันรักษากระทำได้ 2 วิธี ทั้งทางดิน ทางใบหรือกระทำพร้อมๆ กัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น 3.1 วิธีควบคุมป้องกันทางดิน - นำพูมิชซัลเฟอร์หว่านโรยรอบทรงพุ่มหรือแนวร่องบางๆ ทุกๆ 1 เดือน เป็นไปได้ให้นำพูมิชซัลเฟอร์ 20 กิโลกรัมผสมร่วมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก 50 กิโลกรัมและเชื้อไตรโคเดอร์ม่า 1 กิโลกรัม หว่านปรับสภาพดินก่อนเพาะกล้าทุกครั้ง เพื่อป้องกันกำจัดเชื้อราในดินอีกทางหนึ่งด้วย -นำเชื้อไตรโคเดอร์ม่า 40 กรัม (2 ช้อนแกง) หมักร่วมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัมน้ำเปล่า 15 ลิตร ทิ้งไว้ 6 ชั่วโมงก่อนนำมาผสมน้ำเปล่าหรือน้ำที่ละลายพูมิชซัลเฟอร์ ประมาณ 200 ลิตร ร่วมกับจุลินทรีย์หน่อกล้วย 400 ซีซี.และโพแทสเซียมฮิวเมท 30 กรัม แล้วราดรดบริเวณทรงพุ่มหรือแนวร่องทุกๆ 15 วันครั้ง หรืออาจจะปล่อยผ่านท่อน้ำหยดหรือสปริงเกอร์ก็ได้ นานวันละ10 -15 นาที 3.2 วิธีควบคุมป้องกันทางใบ -ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่า 40กรัม(2ช้อนแกง)ร่วมกับกากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม น้ำเปล่า 15 ลิตร หมักทิ้งไว้ 6 ชั่วโมง ก่อนผสมน้ำเปล่าหรือน้ำที่ละลายพูมิชซัลเฟอร์(พูมิชซัลเฟอร์ 20กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ปล่อยให้ตกตะกอนนานประมาณ 15นาทีหรือน้ำใส )200 ลิตร ร่วมกับไคโตซาน MT 50 ซีซี. ซิลิโคเทรช 100 กรัม และม้อยเจอร์แพล้นหรือสารจับใบ 20 ซีซี.ก่อนนำไปฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบใต้ใบอย่างชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุกๆ 10-15วันครั้ง มิตรเกษตรท่านใดสนใจสอบถามหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลสามารถติดต่อได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (02-9861680-2)หรือคุณเอกรินทร์ ช่วยชู (081-3983128)หรืออาจติชมผ่านทาง email:thaigreenagro@gmail.com